เจอกันอีกแล้วกับทริปของน้องครึกครื้นชวนเที่ยวฉึกฉักทัวร์ ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและการรถไฟแห่งประเทศไทยได้จัดทริปพิเศษสำหรับผู้รักการเดินทางท่องเที่ยว ไปกับขบวนรถไฟสุดหรรษา ซึ่งจะมีด้วยกันทั้งหมด 10 เส้นทาง หลังจากที่สนุกสนานไปกับทริปแรก ทอดน่องท่องเมืองเพชร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว วันนี้หมูหินจะพาไปตะลุยเมืองอุบลราชธานี แต่ละสถานที่เรียกได้ว่าคัดสรรค์ที่เด็ดๆมาทั้งนั้น,, เดินทางกันตั้งแต่เย็นวันที่ 17-21 กุมภาพันธ์ 2554 ทั้งหมดก็ 3 วัน 4 คืน จัดยาวไปเลย
อย่างที่หมูหินเคยติดตามทริปรถไฟ ขบวนนี้เป็นการสรรค์สร้างแนวคิดใหม่ของรถไฟที่ แต่ก่อนคนมักจะติดกับภาพเก่าๆแบบเดิมๆ แต่สำหรับขบวนนี้ มีการปรับโครงสร้าง ภาพลักษณ์ใหม่ให้ขบวนรถไฟท่องเที่ยว ให้มีความสะดวกสบาย สะอาดมากขึ้น พร้อมทั้ง ความบันเทิงครบครัน ทั้งรูปแบบของลำโพงเชื่อมต่อกันทั้งขบวน ทีวีจอLCDขนาดใหญ่ และห้องคาราโอเกะให้ได้สังสรรค์กันระหว่างเดินทาง แต่น่าเสียดายที่หมูปลาไม่ได้ร่วมเดินทางมากับขบวนรถไฟ เนื่องจากมีผู้สนใจร่วมทริปกันเต็มขบวนเลยค่ะ รวมผู้ร่วมทริปทั้งหมด 104 คนด้วยกัน แต่ไม่เป็นไร ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นำโดยคุณนิตยา หรือพี่แอ๊ด ที่น่ารักของเราก็ยังใจดีพาหมูปลาเดินทางมารอต้อนรับคณะรถไฟกันล่วงหน้าที่สถานีรถไฟอุบลราชธานี
เมื่อรถไฟมาถึงเทียบชานชาลา สถานีอุบลราชธานี ทุกคนก็ตื่นเต้นจัดเตรียมข้าวของ กระเป๋าเสื้อผ้าเพื่อที่จะเปลี่ยนถ่ายมาขึ้นรถโค้ชปรับอากาศชั้น จำนวน 3 คัน ที่ทางบริษัททัวร์ได้จัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อย เพราะเดินทางภายในจังหวัดอุบลฯใช่รถไฟไม่ได้นะคะ
<จริงๆแล้ว สถานีรถไฟอุบลฯอยู่ที่อำเภอวารินชำราบค่ะ แต่อยู่ไม่ไกลจากตัวจังหวัดมากนัก เดินทางสะดวกสบายค่ะ>
ก่อนอื่นเราก็ต้องไปไหว้พระสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านกันก่อน สถานที่แรกที่มาถึงยังจังหวัดอุบลราชธานี ก็คือ วัดหนองบัว ซึ่งเป็นวัดที่มีเจดีย์ที่ยิ่งใหญ่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เจดีย์องค์นี้ได้จำลองมาจากเจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย เรียกว่า พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ โดยพี่แอ๊ดได้กล่าวต้อนรับร่วมกับ ผอ.การท่องเที่ยวสำนักงานอุบลราชธานี ทั้งนี้ก็ได้เชิญอาจารย์ลำดวน ผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับจังหวัดอุบลฯ มาเป็นวิทยาการพิเศษตลอดทริปนี้ด้วยค่ะ ในวันที่เราไปเยี่ยมชมเป็นวันมาฆบูชา ก็จะเห็นว่ามีนักเรียน นักศึกษา ประชาชนมาร่วมประกอบพิธีเวียนเทียน ทำบุญ ตักบาตร กัน ทำให้เราได้เห็นวิถีชีวิตของคนอุบลฯที่มีต่อพุทธศาสนา
หลังจากสักการะพระบรมสารีริกธาตุเสร็จเรียบร้อยแล้ว คณะทัวร์ก็เดินทางต่อไปยังเขื่อนสิรินธร อำเภอสิรินธร ซึ่งเป็นเขื่อนเอนกประสงค์ที่มีความสำคัญยิ่งแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากจะให้ประโยชน์ทางด้านการผลิตกระแสไฟฟ้า แล้วยังอำนวยประโยชน์ต่อการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของ ประชาชนในแถบภูมิภาคนี้ ทั้งทางด้านทางชลประทาน การป้องกันอุทกภัย การประมง และการท่องเที่ยว นับเป็นการสงวน และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากชมบรรยากาศบริเวณเขื่อนกันแล้ว เรายังได้ไปเดินชมทรรศนียภาพรอบๆสวนสิรินธร
และก่อนที่เราจะไปเที่ยวในสถานที่ต่อไป ทางคณะทัวร์ก็ได้แวะไปช้ฮปปิ้งกันที่ด่านช่องเม็ก แต่ว่าสินค้าทางฝั่งไทยไม่ค่อยมีอะไรมาก จะเป็นของจำพวกอุปโภค-บริโภค ที่คนประเทศลาวจะเข้ามาซื้อไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ถ้าข้ามไปฝั่งลาวก็จะมีสินค้าปลอดภาษีจำพวก เหล้าเบียร์ บุหรี่ ไวน์ และขนมขบเคี้ยวเล็กๆน้อย ซึ่งจะเป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เข้าไปเที่ยวฝั่งลาวแล้วมักจะซื้อติดกลับบ้านกัน
แล้วก็ไปเยี่ยมชมความสวยงามของ แก่งตะนะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขื่อนปากมูล อยู่ในเขตอำเภอโขงเจียม และอำเภอสิรินธร คำว่า ตะนะ มาจากบริเวณแก่งตะนะนี้มีกระแสน้ำไหลที่เชี่ยวกราก และมีโขดหินใหญ่น้อยอยู่ทั่วไป ตลอดจนมีถ้ำใต้น้ำอยู่หลายแห่ง ชาวบ้านที่สัญจรทางน้ำหรือออกจับปลา มักประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตอยู่เป็นประจำ ชาวบ้านจึงเรียกแก่งนี้ว่า แก่งมรณะ ตามแรงบันดาลจากสภาพของสายน้ำที่ไหลผ่านแก่งนี้ ซึ่งต่อมาเรียกว่า แก่งตะนะ ช่วงที่เรามาจะเป็นช่วงหน้าแล้ง น้ำน้อยเราจะไม่ได้เห็นน้ำเต็มแก่ง แต่เราจะได้เห็นเกาะแก่งที่เกิดขึ้นเองตามธรราติ แต่ถ้าอยากมาเห็นความชุ่มชื้น เห็นสายน้ำไหลแบบสวยๆต้องมาช่วงปลายฝนต้นหนาวนะคะ
มาถึงอำเภอโขงเจียมแล้วจะไม่พักรับอากาศบริสุทธิ์ริมฝั่งโขงก็เห็นจะไม่ดีแน่ ทางทัวร์ก็ได้จัดที่พักที่อารยารีสอร์ทซึ่งเรียกได้ว่าดีที่สุดในอำเภอโขงเจียม ติดแม่น้ำมูล และไม่ไกลจากแม่น้ำโขง เมื่อเข้า Check In แล้ว ก็เตรียมตัวไปวัดกันต่อ แหม! เย็นขนาดนี้แล้วไปวัดไหนล่ะเนี่ย ก็วันนี้เป็นวันมาฆบูชา เราต้องไปเวียนเที่ยนกันตามประเพณีและธรรมเนียมปฏิบัติของชาวพุทธค่ะ และวัดที่ไปก็เป็นวัดที่มีชื่อเสียงมากอีกแห่งหนึ่งของโขงเจียมเลย ชื่อว่าวัดถ้ำคูหาสวรรค์ ก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ.2521 โดย "หลวงปู่คำคนิง จุลมณี" ซึ่งใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรมจำพรรษา ปัจจุบันท่านได้มรณภาพแล้ว แต่ร่างกายไม่เน่าเปื่อย บรรดาลูกศิษย์ได้เก็บร่างของท่าน ไว้ในโลงแก้วเพื่อบูชา คณะทัวร์ของเราก็ๆได้เข้าไปสักการะสรีระของท่านด้วย บริเวณวัดมีจุดชมวิว สามารถมองเห็นทัศนียภาพของลำน้ำโขง และฝั่งลาวได้อย่างชัดเจน และเมื่อถึงเวลา เราก็ได้ร่วมเวียนเทียนกับชาวบ้านโขงเจียมดูแล้วเป็นภาพที่น่าประทับใจมากทีเดียวค่ะ ก่อนที่จะไปรับประทานอาหารเย็นที่ร้านแพอารยา บริเวณริมแม่น้ำโขงและหลับพักผ่อนกันอย่างอิ่มใจ และอิ่มบุญี้
เช้าของอีกวันหนึ่งหลังจากรับประทานอาหารเรียบร้อยแล้ว เราก็ลุยกันต่อเลยค่ะ เพราะวันนี้adventureนิดหน่อย แต่ละที่แดดค่อนข้างแรงอย่างที่รกแดดร้อน และต้องใช้กำลังขาในการเดินชม ผาแต้ม หน้าผาสูงที่สวยงามตามธรรมชาติ บริเวณด้านล่างของหน้าผามีภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ปรากฏเรียงรายอยู่เป็นระยะ มีอายุไม่ต่ำกว่าสามพันถึงสี่พันปี ทางอุทยานฯ ได้ทำทางเดินจากหน้าผาด้านบนลงไปชมภาพเขียนสีเหล่านี้ที่หน้าผาด้านล่าง ระยะทางประมาณ 500 เมตร ภาพเขียนจะอยู่บนผนังหน้าผายาวติดต่อกันประมาณ 170 เมตร ซึ่งเป็นมุมต่ำกว่า 90 องศา มีภาพทั้งหมดประมาณ 300 ภาพ แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ สัตว์ เครื่องมือเครื่องใช้ สัญลักษณ์ และคน ด้านตรงข้ามผาแต้มคือ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวโดยมีแม่น้ำโขงเป็นเส้นกั้นพรมแดน
รวมทั้งเสาเฉลียง เป็นเสาหินธรรมชาติที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำและลมนับล้านปี มีลักษณะคล้ายดอกเห็ดเรียงรายกันอยู่มากมาย ซึ่งหินดังกล่าวจะปรากฏเห็นซากเปลือกหอย กรวด ทราย อยู่ในเนื้อหิน ซึ่งนักธรณีวิทยาสันนิษฐานว่า เมื่อประมาณล้านกว่าปีมาแล้ว บริเวณนี้คงจะเป็นทะเลมาก่อน ชาวบ้านบริเวณนี้เรียกเสาหินที่คล้ายดอกเห็ดนี้ว่า เสาเฉลียง ซึ่งแผลงมาจากคำว่า สะเลียง ที่หมายถึง เสาหิน
หลังจากรับประทายอาหารกลางวันที่ร้านริมโชงเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกเดินทางสู่จุดลงเรือบ้านผาชัน อำเภอโพธิ์ไทร เพื่อที่จะลงเรือล่องแม่น้ำโขงไปชมความสวยงามชมลานหินสี ศิลาเลข แวะชมและเก็บความงามของแกรนด์แคนยอนเมืองไทย สามพันโบก ชมปากบ้องจุดที่แคบที่สุดของแม่น้ำโขง แก่งสามพันโบกเป็นแก่งหินที่อยู่ใต้ลำน้ำโขงในช่วงฤดูน้ำหลากซึ่งเกิด จากแรง น้ำวนกัดเซาะ กลายเป็นแอ่งมากกว่า 3,000 แอ่ง หรือ 3,000 โบก โบก หรือแอ่ง หมายถึง บ่อน้ำลึกในแก่งหินใต้ ลำน้ำโขง และคำว่า โบก เป็นภาษาของลาวที่มักนิยมเรียกกัน และจะปรากฏให้เห็นในช่วงฤดูแล้งที่น้ำแห้งขอด แก่งหินดังกล่าวก็จะโผล่พ้นน้ำกลายเป็นความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติสุดอลังการกลางลำน้ำโขง ที่สวยงาม แปลกตา จนชาวบ้านเรียกว่า แกรนแคนยอนน้ำโขงซึ่งจะสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ได้ ตั้งแต่เดือนธันวาคม - พฤษภาคม
วันนี้จบลงด้วยการกลับมาพักที่โรงแรมสุนีย์แกรนด์แอนด์คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ โรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในอุบลฯ และเป็นศูนย์นชรวมแหล่งแฟร์ชั่น สวนน้ำ ความบันเทิงครบครัน แต่น่าเสียดายที่เรากลับจากสามพันโบกก็ค่ำซะแล้ว เลยไม่ได้เยี่ยมชมความยิ่งใหญ่ของสุนีย์แกรนด์ฯ T_T
เช้าวันใหม่ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของทริปนี้ เราก็เข้าวัดไหว้พระกันอีกที่ วัดศรีนวลแสงสว่างอารมณ์ หรือ วัดศรีนวล ตั้งอยู่ที่บ้านชีทวน ตำบลชีทวน อำเภอเขื่องใน เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ แหล่งโบราณคดีที่สำคัญ มีศิลปกรรมที่น่าสนใจ คือ ธรรมาสน์สิงห์เทินบุษบก เป็นธรรมาสน์แห่งเดียวในประเทศไทย ที่มีรูปแบบแตกต่างจากธรรมาสน์โดยทั่วไป คือ มีลักษณะเป็นรูปสิงห์ ยืนเทินปราสาท(ตัวธรรมาสน์) สร้างด้วยอิฐถือปูน ยอดปราสาทเป็นเครื่องไม้ทำเป็นชั้นซ้อนลดหลั่น ประดับตกแต่งลายปูนปั้น และลายเขียนสีแบบศิลปะญวนทั้งหลัง
ศูนย์ศิลปาชีพบ้านยางน้อย เป็นสถานที่ต่อจากวีดศรีนวล เป็นแหล่งท่องเที่ยวเปิดทองหลังพระ หนึ่งเดียวในอีสานใต้ อยู่ห่างจากตัวเมืองอุบลฯ 31 กิโลเมตร เราได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่งจาก เจ้าหน้าที่และผอ.ประจำศูนย์ศิลปาขชีพบ้านยางน้อย ได้เข้าฟังบรรยายสรุปและเข้าเยี่ยมชมฟาร์มตัวอย่างตามแนวทฤษฎีใหม่ ศูนย์แสดงนิทรรศการผ้าพื้นเมืองอีสานและ ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากชุมชน นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ ของสมาชิกศูนย์ศิลปาชีพจากทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่โดดเด่นของสมาชิกศูนย์ศิลปาชีพ บ้านยางน้อย อาทิเช่น ผ้ากาบบัว เครื่องทองเหลือง เครื่องปั้นดินเผา และข้าวเบญจกระยาทิพย์ เป็นต้น สรุปว่าแต่ละคนได้ของฝากกลับบ้านเต็มไม้เต็มมือกันเลยค่ะ
ก่อนกลับเราก็แวะไปไหว้พระกันอีกสักรอบ ที่ วัดทุ่งศรีเมือง ใกล้ๆกับบริเวณทุ่งศรีเมือง วัดนี้ถือว่าเป็นวัดประจำเมืองอุบลฯเพราะใครที่ผ่านไปมาจังหวัดอุบลราชธานีก็จะต้องเข้ามาไหว้เพื่อเป็นศิริมงคล สิ่งสำคัญในวัดแห่งนี้คือ พระอุโบสถ หรือ หอพระพุทธบาท เนื่องจากสร้างขึ้นเพื่อประดิษฐาน รอยพระพุทธบาทจำลอง ซึ่งท่านเจ้าคุณพระอริยวงศาจารย์ญาณวิมลอุบลสังฆปาฏิโมกข์(สุ้ย หลักคำ) เจ้าคณะเมืองอุบลในขณะนั้น ได้จำลองการสร้างมาจากวัดสระเกศราชวรวิหาร กรุงเทพฯ โดยมีช่างจากเวียงจันทน์เป็นช่างสำคัญในการสร้าง หอไตรกลางน้ำ วัดทุ่งศรีเมือง สันนิษฐานว่า สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าพรหมราชวงศา (กุทองสุวรรณกูฏ) เจ้าเมืองอุบลราชธานี คนที่ 3 เป็นหอน้ำ สร้างอยู่กลางสระน้ำ ภายในตัวเรือนชั้นใน ตรงกลางกั้นผนังเป็นห้องสำหรับเก็บพระไตรปิฎก ปัจจุบันนี้ หอไตรกลางน้ำวัดทุ่งศรีเมืองแห่งนี้ เป็นที่เก็บหนังสือใบลานประเภทต่างๆ ไม่เฉพาะหนังสือธรรมะเท่านั้น หากยังมีหนังสือที่บันทึกประวัติศาสตร์ และตำนานของบ้านเมืองเอาไว้อีกด้วย
ก่อนกลับเราปิดท้ายด้วยการพาไปแวะซื้อของฝากขึ้นชื่อของเมืองอุบลฯก่อนที่ร้านดาวทอง ของฝากจะเป็นประเภท ของทาน เช่น หมูยอ กุนเชียง ขนมขบเคี้ยวทั่วๆไป แต่ต้องระวังนิดนึงนะคะ สำหรับใครที่ต้องการซื้อหมูยอ จะต้องเช็คก่อนว่าเราจะไปถึงจุดหมายปลายทางในกี่ชั่วโมง เพราะหมูยอจะต้องแช่ตู้เย็นไว้ เพื่อไม่ให้เสีย แต่ถ้าไม่ได้แช่ตู้เย็นก็สามารถไว้ข้างนอกได้ไม่เกิน 2 วัน
และแล้วทริปนี้ก็สิ้นสุดลง เดินทางสู่สถานีรถไฟอุบลราชธานี อำเภอวารินชำราบ หมูหินได้เห็นรอยยิ้มความสนุกสนาน อิ่มเอม ได้เห็นมิตรไมตรีต่อกันของสมาชิกที่ร่วมเดินทางมาพร้อมกัน จากวันแรกที่ต่างคนต่างมา คนละครอบครัว หรือคนละก๊วน แต่เมื่อถึงวันสุดท้าย ทุกคนกลายเป็นครอบครัวเดียวกัน มีความผูกพันธ์กัน หลังจากใช้เวลาทำกิจกรรม ท่องเที่ยวด้วยกันกว่า 3 วัน 4 คืน 16.50 น ได้เวลาขบวนรถไฟหรรษา ของน้องครึกครื้นก็เข้าเทียบชานชาลา ทุกคนเก็บสัมภาระขึ้นประจำที่ ขากลับที่อาจจะแน่นหน่อยเพราะกระหน่ำช้อปกันเกลี้ยงเมือง ทุกท่านที่ได้มีโอกาสร่วมทริปครั้งนี้ล้วนแต่ประทับใจในสถานที่เที่ยวที่มหัศจรรย์ หาไม่ได้ในภาคอื่นๆ หรือในกรุงเทพฯ...แล้วเจอกันใหม่ทริปหน้านะคะ บ๊าย_บาย,,ปู๊นปู๊น,,ฉึกฉึก
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.)
โทรศัพท์ 0 2192 1924-6, 022472517 โทรสาร 0 2192 1951-2
โทรศัพท์มือถือ 082 222 1309