|
เที่ยวหมู่บ้านช้างเลี้ยงใหญ่ที่สุดในโลก ที่บ้านกระโพ-ตากลาง สุรินทร์
หากพูดถึงเรื่องความผูกพันธ์อันลึกซึ้งของคนกับช้างแล้วคงต้องยกให้กับ แดนดินถิ่นอีสานใต้ที่เมืองสุรินทร์ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมดี มากมีปราสาทหิน ผักกาดหวาน ข้าวสารหอมพร้อมวัฒนธรรม
ทริปนี้เราพามาเที่ยวชมวิถีชีวิตของคนกับช้าง ที่หมู่บ้านช้าง ณ บ้านกระโพ-ตากลาง อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ ซึ่งที่นี่ช้างไม่ได้เป็นแค่สัตว์เลี้ยงเท่านั้น แต่ ช้างเปรียบเสมือนเป็นอีกหนึ่งชีวิตของครอบครัว ซึ่งเป็นวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต ความเชื่อ ที่สืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ ของชาวส่วยโบราณหรือชาวกวย ที่ทุกบ้านต้องมีช้างเพื่อเป็นสิ่งมงคลให้กับบ้านเรือนของตนเอง และการเลี้ยงช้างให้อยู่กับบ้านนั้นเป็นสายสัมพันธ์ที่น่าทึ่งมาก ๆ จนกลายมาเป็นหมู่บ้านช้างเลี้ยงขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เพราะทุกครัวเรือนของหมู่บ้านแห่งนี้เลี้ยงช้างไว้แทบทุกหลัง ครับ เราเข้าไปหาช้างกันเลยที่ ศูนย์คชศึกษา แห่งบ้านตากลาง
ช้าง ๆๆๆ ๆ น้องเคยเห็นช้างหรือเปล่า ช้างนั้นเป็นสัตว์ประจำชาติของไทยเรานะครับ ซึ่งมีความผูกพันธุ์กับคนไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในสมัยอดีตช้างเป็นพาหนะสำคัญในการทำศึกของกษัตริย์ ในการทำยุธหัตถีซึ่งเรามักจะเห็นอยู่เป็นประจำในภาพวาดจิตรกรรมต่าง ๆ ดังนั้นช้างจึงเป็นสัตว์มงคลอีกชนิดหนึ่งที่เชื่อถือกันมาตั้งแต่โบราณ แม้ว่าปัจจุบันจำนวนช้างได้ลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ แต่ก็ยังมีการอนุรักษ์ขยายจำนวนประชากรช้างให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ช้างไทยอยู่คู่กับเมืองไทยเราต่อไปครับ
หากเพื่อน ๆ เดินทางไปงานประเพณีในหลายจังหวัดก็จะมีการแห่ขบวนที่แตกต่างกันออกไป แต่ถ้ามาจังหวัดสุรินทร์ไม่ว่าจะเป็นงานบุญอะไรก็มักจะได้เห็นช้างเป็นอีกพาหนะสำคัญที่ต้องมีในขบวนแห่แทบทุกงาน ช้างที่จังหวัดสุรินทร์แห่งนี้จึงเป็นช้างเลี้ยงที่มีจำนวนมากในหลายพื้นที่แทบทุกอำเภอ โดยเฉพาะที่ อำเภอท่าตูม อำเภอชุมพลบุรี และกิ่งอ.พนมดงรัก
บ้านตากลางหรือหมู่บ้านช้าง จังหวัดสุรินทร์
มีวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์เป็นการเฉพาะที่ไม่เหมือนใคร ทั้งในด้านภาษาพูดและความเป็นอยู่รวมกันระหว่าง คนกับช้าง โดยคนในชุมชนจะยึดถือ
ศาลปะกำ
ช้างเป็นหลัก และยังเป็นชุมชนที่ยังหลงเหลือให้ดูเพียงหนึ่งเดียวในโลกคือ ชุมชนชาวกวยเลี้ยงช้าง คนและช้างเปรียบเสมือนสมาชิกในครอบครัวที่มีความผูกพันกันอย่างแนบสนิทตามฐานะอายุของช้างและคน ถ้าช้างมีอายุมากก็เปรียบช้างเสมือนพ่อ-แม่-ปู่-ย่า-ตา-ยาย ถ้าช้างมีอายุน้อยก็เปรียบช้างเสมือนลูก-หลาน ตามธรรมเนียมชาวกวยช้างคือสัตว์คู่บ้านคู่เมือง คู่พระพุทธศาสนา มีคุณค่าต่อชาวโลกด้านวัฒนธรรมประเพณีมาทุกยุคทุกสมัย จนกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรม เช่น ประเพณีกราบไหว้ศาลปะกำประจำตระกูล วัฒนธรรมประเพณีลอดท้องช้าง วัฒนธรรมประเพณีบวชนาคแห่นาคด้วยช้าง วัฒนธรรมประเพณีการเคารพกฏ ระเบียบข้อปฏิบัติ ข้อห้ามของหมอช้างเป็นต้น กลายเป็นวิถีชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง
บ้านกะโพ ตากลาง เป็นชุมชนชาวกวยขนาดใหญ่ที่มีเขตติดต่อกันหลายหมู่บ้าน บริเวณริมแม่น้ำมูลและลำน้ำชี หรือที่เรียกกันว่าชาวส่วยโบราณ(ภาษาส่วยไม่เหมือนภาษาเขมร) ซึ่งในอดีตเป็นหมู่บ้านที่มีอาชีพหรือวิชาในการออกไปคล้องช้างป่า และนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์คือหนังประกำ ที่ใช้เป็นเชือกในการคล้องช้าง ใน อดีตชาวกวยจะออกไปจับช้างปีละ 2 3 ครั้ง ๆ ละ 2 3 เดือน การทำนาจะทำเป็นอาชีพรอง ซึ่งส่วนมากมักจะเดินทางไปจับช้างในดินแดนราชอาณาจักรกัมพูชา หลังจากปีพุทธศักราช 2500 เป็นต้นมา ประเทศกัมพูชาและลาวได้ปิดพรมแดนลง ชาวกวยที่มี่อาชีพหลักคือ การจับช้างป่า ไม่สามารถไปจับช้างป่าเหมือนในอดีตได้ ก็หันมาทำการเกษตร ทำไร่ ทำนา และเลี้ยงช้างอยู่ในชุมชนอย่างมีความสุขเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ในหมู่บ้านแทบทุกหลังคาเรือนจะมีศาลประกำเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้าน ศาลปะกำ ที่ชาวบ้านกราบไหว้บูชาเป็นวัตถุที่สมมุติใช้เรียกแทนบรรพบุรุษ ผู้ทรงคุณค่า มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีความสามารถทางคชศาสตร์ คชเวช คชลักษณ์ ในการปฏิบัติต่อกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ทำให้หมู่บ้านแห่งนี้มีความผูกพันกับช้างมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และนิยมเลี้ยงช้างไว้แทบทุกครัวเรือนเปรียบเสมือนช้างเป็นหนึ่งสมาชิกในครอบครัวเป็นมรดกตกทอดให้ลูกหลาน จนกลายเป็นวัฒนธรรมวิถีชีวิต ความเชื่อที่สืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้การอยู่รวมกับของช้างกับคนของหมู่บ้านแห่งนี้แตกต่างจากที่อื่น ๆ เพราะช้างคือหนึ่งชีวิตในครอบครัวที่ขาดไม่ได้ ทำให้คนกับช้างต้องอยู่คู่กันอย่างแยกไม่ออก
พิธีกรรมต่างๆในชุมชนคนเลี้ยงช้างของชาวกวยอาเจียง ทุกอย่างมักจะผูกพันเกี่ยวโยงถึงช้างหรือศาลปะกำเสมอ กล่าวได้ว่าช้างมีส่วนสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมจารีตประเพณีต่างๆ มาโดยตลอด ในสมัยก่อนที่ยังไม่มีศูนย์คชศึกษา การอยู่ร่วมกันของช้างกับคนของที่นี่ก็เป็นไปแบบเรียบง่ายลักษณะแบบชาวบ้านโบราณ เมื่อถึงฤดูทำนาก็จะนำช้างออกไปเลี้ยงไว้ที่นาด้วย เย็นก็นำกลับมาผูกไว้ที่เสาบ้าน เมื่อเข้าหน้าแล้งการหาอาหารให้ช้างค่อนข้างลำบากเพราะอีสานเป็นเมืองแล้ง พืชพรรณต่าง ๆ ไม่ค่อยมี ชาวบ้านก็ขาดรายได้เมื่อทำนาเสร็จ ทำให้ต้องอพยพไปหาอาหารและหารรายได้ในถิ่นอื่น ทำให้ช้างในหมู่บ้านแห่งนี้เข้าไปหากินอยู่ในหลายจังหวัด จนมีการสร้างศูนย์คชศึกษาแห่งนี้ขึ้น ช้างที่รอนแรมในถิ่นอื่นก็หันกลับมาอาศัยอยู่ที่บ้านเกิด และได้เพิ่มจำนวนประชากรขึ้นเป็นจำนวนมาก นับเป็นศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยอีกแห่งหนึ่ง
หนังปะกำคืออะไร หลายท่านอาจไม่รู้จัก หนังปะกำคืออุปกรณ์สำคัญในการออกไปคล้องช้างป่า ทำมาจากหนังควายสดสามเส้น นำมาริ้วกว้างประมาณ 2-3 นิ้ว มีความยาวตั้งแต่ 30 เมตรขึ้นไปแล้วฟั่นเป็นเกลียว นำไปตากให้แห้งสนิท จากนั้นนำหนังควายทั้งสามเส้นมาฟั่นเป็นเกลียวเข้าให้เป็นเส้นเดียวกัน ความยาวแล้วแต่จะกำหนดส่วนใหญ่ประมาณ 30-50 เมตร ปลายข้างหนึ่งทำเป็นห่วงเพื่อสอดผูกติดกับช้างต่อ ปลายอีกข้างหนึ่งทำเป็นบ่วงบาศ เพื่อใช้คล้องเท้าช้างป่า และซึ่งมีความเชื่อกันว่าในสมัยก่อนได้มีการลงวิชาอาคมของหมอช้างในหนังปะกำด้วยและมีการบวงสรวงทุกครั้งก่อนออกคล้องช้างในป่า
การคล้องช้างป่านอกจากหนังปะกำแล้วก็ยังมีอุปกรณ์อีกหลายอย่าง เช่นสายโยงเชือกที่ใช้ผูกช้างป่ากับช้างต่อหรือต้นไม้ , ซังหรือเสนงเกลอุปกรณ์ที่ใช่เป่าในการทำพิธีต่าง ๆ ,แผนกนำ ใช้ดึงส่วนท้ายของช้างต่อเวลาหมอช้างวิ่งขึ้นจะได้ไม่ตกและขึ้นได้ง่าย,ทาม คืออุปกรณ์ที่ใช้ผูกคอช้างป่าที่คล้องได้ทำจากหนังควายเช่นเดียวกับหนังปะกำ ทิงโทน คือโครงสามเหลี่ยมทำด้วยไม้ใส่บนหลังช้างแทนแหย่งในการขนสำภาระ และมีพิธีกรรมอีกหลายอย่าง กว่าจะออกป่าได้ต้องทำต้องดูให้ครบทุกขั้นตอนไม่งั้นก็ไม่สามารถออกได้ ชาวกวยหรือส่วยโบราณ เชื่อว่าหนังปะกำเป็นที่สิงสถิตของวิญญาณบรรพชนในอดีต ทำให้ชาวบ้านมีการนับถือหนังปะกำ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าผีปะกำ เป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมาจันถึงปัจจุบัน
ภายในศูนย์คชศึกษาเป็นศูนย์รวมของสมาชิกช้างทั้งในบ้านกะโพ ตากลางและจากหมูบ้านอื่น ๆ ในจังหวัดสุรินทร์มากกว่า 100 ตัว ซึ่งจัดให้เป็นวิถีชีวิตที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันของคนกับช้างโดยมีทั้งบ้านเรือนของชาวบ้านหรือที่เรียกว่าควานช้าง และมีที่อยู่ของช้างอยู่ทั่วบริเวณเป็นวิถีชีวิตที่น่าทึ่งมาก ๆ ไม่ว่าเราจะเดินไปบริเวณไหนเราก็จะพบเห็นช้างอยู่แทบทุกที่ ซึ่งช้างแต่ละตัวก็เป็นช้างแสนรู้น่ารักไม่ดุร้ายและสามารถเข้ากับคนได้ง่าย ช้างบ้านตากลางเป็นช้างบ้านที่เชื่อง นอนร่วมชายคาเรือนเดียวกันกับคน ภายในศูนย์ หมูหิน.คอม คิดว่าเป็นความไม่ธรรมดา เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ช้างกับคนอยู่รวมกันได้อย่างมีความสุขแบบเหมือนพี่น้องเลยทีเดียวครับสุดยอดมาก ๆ เดินเข้าหมู่บ้านช้างทักทายกับช้างกันถึงเสาบ้าน ขึ้นนั่งคอช้าง จับงวง จับขา ลอดท้องช้าง ขี่ช้างเดินชมวิถีชีวิตแล้วพาช้างไปอาบน้ำที่วังทะลุคือจุดที่แม่น้ำมูลกับแม่น้ำชีไหลมาบรรจบกัน บริเวณนี้เป็นจุดที่ช่วงเย็นควานช้างหรือเจ้าของช้างจะนำช้างมาลงอาบก่อนกลับเข้าไปในหมู่บ้าน สนุกสนานเพลิดเพลินอย่าบอกใครครับ คนที่ไม่เคยขึ้นนั่งคอหรืออยู่กับช้างแบบใกล้ชิดเข้ามาภายในศูนย์คชศึกษาแล้วรับรองว่า ได้สัมผัสกับช้างแบบตัวต่อตัวแน่นอนครับ
นอกจากที่เราจะได้ชมวิถีชีวิตของคนกับช้างแล้ว เรายังจะได้ชมการแสดงช้างที่ศูนย์คชศึกษาแห่งนี้อีกด้วย ซึ่งเราจะได้ชมความสามารถและความน่ารักของช้างแสนรู้ ซึ่งจะมีการแสดงในช่วงเวลา 10.00 น.และเวลา 14.00น.ของทุกวัน และภายในศูนย์คชศึกษายังมีสินค้าที่ระลึกที่เป็นผลิตภัณฑ์จากช้าง มีสินค้าให้เลือกมากมายเหมาะเป็นของฝากให้คนทางบ้านครับ ภายในศูนย์มีพิพิธภัณฑ์ที่แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับช้างและวิถีชีวิตของหมู่บ้านช้างมีการจัดแสดงโครงกระดูกช้างของจริงและอุปกรณ์การคล้องช้างต่าง ๆ ของหมอช้างในอดีต เรียกว่าเข้ามาในศูนย์นี้แล้วได้รู้เรื่องช้างอย่างลึกซึ้งครับ เป็นการท่องเที่ยวแบบช้าง ๆ ที่สนุกสนานเสียจริง ๆครับ เพื่อน ๆ และคนที่นี่ใจดีเป็นกันเองกับทุกคนที่เข้าไปเที่ยวหมู่บ้านช้าง ชาวอีสานนี่น่ารักมาก ๆครับ
บนเส้นทางเที่ยวอีสานตอนล่างนอกจากมีหมู่บ้านช้างขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแล้วยังเป็นดินแดนแห่งปราสาทหิน ที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และศิลปกรรมโบราณหลายแห่งตั้งแต่ นครราชสีมาจนถึงจังหวัดสุรินทร์ อาทีเช่นปราสาทหินพิมายจังหวัดนครราชสีมา ปราสาทหินพนมรุ้งจังหวัดบุรีรัมย์ และปราสาทหินอีกหลายแห่งในจังหวัดสุรินทร์เดินทางท่องเที่ยวกันได้ตลอดเส้นทางครับ
ศุนย์ศชศึกษาหรือหมู่บ้านช้างตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 9 และ 13 บ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เช้าจนเย็นทุกวัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 044-514447 สอบถามข้อมูลท่องเที่ยวไปได้เลยครับ
การเดินทางมายังหมู่บ้านช้างจากกรุงเทพใช้เส้นทาง กรุงเทพ- สระบุรี- นครราชสีมา จากนั้นใช้เส้นทางหมายเลข 2 หรือถนนมิตรภาพแล้วแยกเลี้ยวขวาเข้าทางหมายเลข 206 เส้นทาง ไป อำเภอพิมายแยกซ้ายเข้าทางหมายเลข 2175 ไปชุมพวงผ่านอำเภอแคนดง-สตึก-ชุมพลบุรี จากชุมพลบุรีตรงไปยังอำเภอท่าตูมทางหมายเลข 2018 ประมาณ 12 กิโลเมตรจะมีทางเลี้ยวขวาลัดไปยังหมู่บ้านช้างบริเวณบ้านกระสังไปบ้านยางบภิรมย์แล้วตรงไปอีกประมาณ 10 กิโลเมตร ก็จะถึงหมู่บ้านช้างหรือบ้านตากลาง เดินทางสะดวกเป็นทางลาดยางตลอดสาย มีป้ายบอกตลอดการเดินทางครับ
หมู่บ้านช้างจังหวัดสุรินทร์ถือว่าเป็นวิถีชีวิตช้างกับคนขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ เป็นชุมชนของช้างอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทยเราที่น่าเข้าไปเยี่ยมชมเป็นอย่างมากครับ หากเพื่อน ท่านไดมีโอกาสเดินทางมาเที่ยวอีสานตอนล่างหรือมาเที่ยวที่จังหวัดสุรินทร์ก็อย่าลืมแวะเข้าไปสัมผัสกับวิถีชีวิตของคนกับช้างที่หมู่บ้านช้างกันนะครับ รับรองว่าได้อยู่กับช้างแบบใกล้ชิดอย่างที่ไม่เคยมาก่อนอย่างแน่นอนสุด ๆ จริง ๆ เอาไว้ทริปหน้าหมูหิน.คอม จะพาท่องดินแดนถิ่นอีสานใต้กันอีกนะครับ
หมูหิน.คอม คิดจะเที่ยวเว็บเดียวก็พอ...
ภาพ เรื่อง และวีดีโอ.....ทีมงานหมูหิน.คอม
|
Concept
สำหรับการถ่ายภาพเส้นแสงบนท้องถนนยามราตรี เป็นการใช้ประโยชน์ในเรื่องของการใช้สปีดชัตเตอร์ที่
เปิดรับแสงนานเพื่อบันทึกแสงที่มีลักษณะของความต่อเนื่อง ซึ่งในที่นี้ก็คือดวงไฟตามจุดต่างๆ ของ
รถยนต์เช่นไฟหน้า ไฟท้าย โดยที่แหล่งแสงเหล่านี้มีการเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ เมื่อกล้องเปิดรับแสงนาน
การเคลื่อนที่ของแหล่งกำเนิดแสงจะถูกบันทึกเก็บเอาไว้อย่างต่อเนื่อง เกิดเส้นของแสงเป็นทางยาวตาม
ทิศทางที่รถมีการเคลื่อนที่ไป
และเพราะเป็นการบันทึกภาพที่ต้องเปิดรับแสงนาน การที่จะให้กล้องบันทึกภาพออกมาได้สวยงามจำเป็น
ที่จะต้องใช้อุปกรณ์เสริมเข้ามาช่วย การเตรียมความพร้อมของร่างกายก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเราอาจจะต้อง
เดินไปตามท้องถนนเป็นระยะทางไกลๆ
สำหรับเลนส์ที่ใช้งานได้ดีก็คือเลนส์มุมกว้างหรือเลนส์ระยะมาตรฐาน ส่วนเลนส์เทเลโฟโต้อาจจะใช้งาน
ได้บ้าง แต่มุมภาพที่ได้จะแคบและไม่ดูน่าตื่นตะลึงเท่าเลนส์มุมกว้างเพราะเส้นสายที่ได้จะมีความยาวไม่มากจนดูไม่ค่อยน่าสนใจ |
 |
 |
Equipments
สิ่งที่สำคัญเป็นอันดับหนึ่งสำหรับอุปกรณ์เสริมในการนี้ก็คือ "ขาตั้งกล้อง" เพราะ
เราต้องเปิดรับแสงนาน มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้มือเปล่าถือกล้องหากต้องการ
ให้ภาพออกมาสวยงาม ยิ่งขาตั้งกล้องมีความนิ่งสนิทได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีต่อภาพ
เท่านั้น เพราะตลอดช่วงของการเปิดรับแสงหากมีการสั่นไหวของกล้องขึ้นเพียง
เล็กน้อย ก็จะส่งผลให้ภาพขาดความคมชัดไปทันที ดังนั้นขอตั้งกล้องที่มั่นคงและ
ส่วนหัวที่ยึดจับตัวกล้องที่แข็งแรงจึงเป็นสิ่งจำเป็นแม้จะต้องแลกมาด้วยน้ำหนัก
ที่มากขึ้นกว่าเดิม
อุปกรณ์ตัวต่อมาที่แนะนำให้ต้องมีก็คือสายลั่นชัตเตอร์ ซึ่งในการถ่ายภาพแบบนี้
เราอาจจะใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำแบบที่ควบคุมด้วยตัวกล้องหรือใช้ชัตเตอร์ "B" ก็เป็นได้ เพราะเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของตัวแบบที่มีการเคลื่อนที่ การใช้ระบบหน่วงเวลาถ่ายภาพ (Self-Timer) ใช้งานได้กับสปีดชัตเตอร์ที่ควบคุมด้วยตัวกล้อง แต่ไม่สามารถใช้กับ ชัตเตอร์ "B" ได้ ซึ่งข้อเสียของการไม่มีสายลั่นชัตเตอร์ก็คืออาจจะทำให้พลาดช่วง จังหวะสำคัญในการลั่นชัตเตอร์ |
|
|
|
The Exposure
สปีดชัตเตอร์
สปีดชัตเตอร์เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะเราต้องเลือกใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำๆ ตั้งแต่ประมาณ 5 วินาทีไปจนถึงเป็นนาที (ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณและความเร็ว
ของรถบนท้องถนน) โหมดการถ่ายภาพที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการถ่ายภาพแบบนี้คือโหมด "M" (Manual) เพราะเราสามารถที่จะกำหนดได้เองทั้งค่า
สปีดชัตเตอร์และรูรับแสง
รูรับแสง
เพราะเราต้องการใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำ การบีบรูรับแสงให้แคบลงจึงเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ ซึ่งค่าที่เหมาะจะเริ่มต้นตั้งแต่ f/8 เป็นต้นไป เรื่องนี้ต้องพิจารณาจาก
หลายปัจจัย เพราะยิ่งต้องการเปิดรับแสงนาน (เช่นรถวิ่งช้าหรือปริมาณแสงไม่มาก) ก็ยิ่งต้องบีบรูรับแสงให้แคบลงเพื่อป้องกันการเกิดค่าแสงโอเวอร์ขึ้นในภาพ
เช่นหากใช้สปีดชัตเตอร์ที่ 5 วินาทีใช้ f/8 แต่เมื่อต้องการเปิดรับแสงนานขึ้นก็เพิ่มสปีดชัตเตอร์เป็น 10 วินาที ก็จะต้องใช้รูรับแสงที่แคบลงมาเช่น f/16 เป็นต้น
แต่โดยปกติที่ถ่ายภาพแนวนี้กัน จะเลือกใช้รูรับแสงแคบสุดของเลนส์เพื่อเปิดรับแสงนาน และเพื่อให้ดวงไฟอื่นๆ ตามท้องถนนเกิดเป็นประกายแฉกในภาพด้วย
ค่า ISO
เลือกใช้ค่า ISO ต่ำที่สุดเพื่อให้ภาพมีคุณภาพดีที่สุดและเพื่อสนับสนุนการเปิดรับแสงนานด้วย แต่ภาพในแนวนี้มักจะเกิด Noise ขึ้นในภาพถึงแม้ว่าจะใช้ ISO
ต่ำที่สุดก็ตาม ซึ่ง Noise ที่เกิดขึ้นจะเป็น Noise ที่เรียกว่า Long Exposure Noise หรือเกิดขึ้นจากการเปิดรับแสงนานนั่นเอง อาจจะมากหรือน้อยก็อยู่ที่ระยะ
เวลาการเปิดรับแสงและระบบการจัดการในตัวกล้อง ซึ่งกล้องรุ่นใหม่ๆ มักจะทำได้ดีในส่วนนี้อย่างเห็นได้ชัด |
|
|
Suggestion
คำแนะนำสำหรับการถ่ายภาพเส้นแสงบนท้องถนน
ควรศึกษาเรื่องการวางองค์ประกอบภาพให้ดี โดยเฉพาะเรื่องของการใช้เส้น เพราะตัวแบบหลักที่จะปรากฏในภาพจะมีลักษณะเป็นเส้น
ซึ่งหากวางไม่ไดีจะทำให้ภาพดูสับสนได้ง่าย
สถานที่ในเวลากลางวันและกลางคืนจะต่างกันค่อนข้างมาก เวลากลางวันอาจะดูว่าสวยเพราะมีแสงที่ช่วยให้เห็นรายละเอียดต่างๆ ได้มาก แต่เวลากลางคืนอาจจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยก็ได้ ดังนั้นควรคิดเผื่อกรณีนี้เอาไว้ด้วย
หากบริเวณที่วางกล้องเป็นแยกไฟแดง ต้องสังเกตุหลายๆ อย่างเช่น ลักษณะการออกตัวของรถ ปริมาณของรถในการมุ่งหน้าไปยังทิศทางต่างๆ
ระยะเวลาของไฟเขียว-แดง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีความสำตัญเพราะจะช่วยให้เราเลือกจังหวะลั่นชัตเตอร์ได้ดีขึ้น เช่นต้องการให้มีภาพรถจอดนิ่งๆ
ในขณะที่มีเส้นแสงวิ่งเป็นทางยาวในภาพด้วย ก็อาจจะรอจังหวะที่ทางตรงเป็นไฟเขียวแต่ทางเลี้ยวเป็นไฟแดงเป็นต้น
ในมุมที่ไฟหน้ารถมีทิศทางวิ่งเข้ามาหากล้อง ให้ระวังเรื่องของการเกิดแสงโอเวอร์ขึ้นในภาพ เพราะไฟหน้ารถจะมีปริมาณแสงมากกว่าไฟหลังรถ
ยิ่งหากรถมีความเร็วไม่มากนัก จะทำให้มีปริมาณแสงสะสมในภาพมากขึ้น อาจจะหลีกเลี่ยงด้วยการตั้งกล้องในมุมที่อยู่ฝั่งที่เห็นไฟหลังและ
ฝั่งตรงข้ามเป็นไฟหน้า ซึ่งปริมาณรถที่วิ่งผ่านกล้องจะบังแสงไฟหน้าจากฝั่งตรงข้ามเป็นช่วงๆ
ควรวางองค์ประกอบให้มีสิ่งปลูกสร้างที่ดูเด่นเพื่อเป็นวัตถุตายตัวอยู่ในภาพ จะช่วยให้ภาพน่าดูยิ่งขึ้น และสามารถบอกมิติของภาพได้ดีกว่าภาพ
ที่มีแต่เส้นแสงเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ควรเลือกใช้ก็เช่นอาคารสูงทรงแปลกตา, อนุสาวรีย์, เสาโคมไฟ ฯลฯ
มุมสูงจะได้ภาพที่ดูแปลกตาและน่าตื่นเต้น แต่หากต้องไปอยู่บนสะพานหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ต้องสังเกตุดูก่อนว่ามีการโยกคลอนหรือกระเทือน
ในช่วงที่มีรถวิ่งหรือไม่ เพราะการสะเทือนเพียงเล็กน้อยก็สร้างความเสียหายให้กับภาพที่มีการเปิดรับแสงนานได้
ในช่วงงานเทศกาลจะมีปริมาณแสงไฟหน้ารถมาก ซึ่งเป็นสิ่งดีสำหรับการถ่ายภาพแนวนี้ แต่สิ่งที่ควรระวังก็คือจะมีจังหวะที่รถติดได้มากเช่นกัน
ซึ่งหากรถติดอยู่กับที่หรือเคลื่อนตัวช้า ก็จะทำให้เกิดปริมาณแสงมากขึ้น ดังนั้นต้องดูจังหวะการวิ่งของรถให้ดี โดยมากแล้วจะเป็นจังหวะที่รถ
กำลังออกจากแยกในจังหวะเริ่มไฟเขียว ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานรถก็จะเริ่มติดหรือวิ่งช้าลง
ควรลดอุปกรณ์ต่างๆ ที่ไม่จำเป็นลงให้น้อยที่สุดเพื่อให้เกิดความคล่องตัว เพราะอาจจะต้องเดินแบกน้ำหนักเป็นระยะทางไกล
เมื่อจะถ่ายภาพให้ปรับตั้งรูรับแสงและสปีดชัตเตอร์โดยอาจจะเริ่มที่ f/8 สปีดชัตเตอร์ 5 วินาที จากนั้นลองถ่ายภาพทดลองดูว่าต้องปรับเพิ่ม
หรือลดส่วนไหน หากแสงจ้าเกินไปก็ลองหรี่รูรับแสงลง หรือหากมืดเกินไปก็ลองใช้สปีดชัตเตอร์ที่ต่ำลงไปอีก ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับปริมาณแสง
และความเร็วของรถอย่างที่ได้บอกไปแล้ว
เมื่อเล็งภาพในช่องมองภาพเพื่อจัดองค์ประกอบ ให้กำหนดตำแหน่งเป็นเช็คมาร์คทั้งสองด้านของภาพจากวัตถุที่ปรากฏให้เห็น เพื่อใช้เป็น
จุดกำหนดในการเปิดและปิดชัตเตอร์เมื่อรถวิ่งเข้ามาหรือผ่านออกไป ซึ่งนี่จะเป็นเทคนิคสำหรับการเปิดใช้ชัตเตอร์ "B" เพราะในขณะที่กำลัง
บันทึกภาพอยู่นั้นเราจะไม่สามารถมองเห็นภาพได้ จึงต้องใช้วิธีกำหนดจุดแบบนี้ช่วยในการเลือกจังหวะบันทึกภาพ
อาจจะแขวนกระเป๋ากล้องกับขาตั้งในแนวดิ่ง เพื่อใช้สำหรับการถ่วงน้ำหนักช่วยให้ขาตั้งกล้องเกิดความมั่นคงยิ่งขึ้น และจะช่วยให้เราไม่ลืม
ของเมื่อต้องย้ายทีไปยังจุดอื่นๆ ด้วย
ควรติดไฟฉายเล็กๆ ไปด้วย เพราะมันจะช่วยได้มากสำหรับการถ่ายภาพในเวลากลางคืนสำหรับการปรับตั้งต่างๆ ที่อาจจะมองเห็นได้ไม่ดีนัก
เพราะมีแสงน้อย |
|
|
การถ่ายภาพเส้นแสงบนท้องถนนในยามราตรีเป็นสิ่งที่คนใช้กล้อง DSLR ควรจะได้ทดลอง เพราะนี่เป็นการใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติจากกล้องชนิดนี้ได้เต็มที่
นอกจากนี้ยังเป็นการถ่ายภาพที่สนุกจนแทบไม่อยากจะเลิกหากหามุมที่ถูกใจได้จริงๆ และมันจะยังช่วยพัฒนาทักษะการใช้กล้องและอุปกรณ์ให้กับเราได้อย่าง
มากมาย นอกจากนี้ภาพลักษณะนี้มักจะทำให้ผู้ชมตื่นตะลึงได้ไม่ยากหากมีการเปิดรับแสงที่ลงตัว
|
|
|
|
|