|
สิงคโปร์ (Singapore) หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐสิงคโปร์
(Republic of Singapore)
เป็นนครรัฐที่ตั้งอยู่บนเกาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ละติจูด 1°17'35"
เหนือ ลองจิจูด 103°51'20" ตะวันออก ตั้งอยู่ทางใต้สุดของคาบสมุทรมาเลย์
อยู่ทางใต้ของรัฐยะโฮร์ของประเทศมาเลเซีย
และอยู่ทางเหนือของเกาะรีเยาของประเทศอินโดนีเซีย
ประวัติศาสตร์
ช่วงต้น สิงคโปร์เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ปลายสุดแหลมมลายู
เป็นสถานพักสินค้าของพ่อค้าทั่วโลก เดิมชื่อว่า เทมาเส็ก (ทูมาสิค)
มีกษัตริย์ปกครอง ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17
ได้มีเจ้าผู้ครองนครปาเล็มบังเดินทางแสวงหาดินแดนใหม่เพื่อสร้างเมือง
แต่เรือก็อับปางลง พระองค์ได้ว่ายน้ำขึ้นฝั่ง
แล้วก็เห็นสัตว์ชนิดหนึ่งมีรูปร่างลำตัวสีแดงหัวดำหัวคล้ายสิงโตหน้าอกขาว
พระองค์จึงถามคนติดตามว่า สัตว์ตัวนั้นคืออะไรคนติดตามก็ตอบว่ามันคือ สิงโต
พระองค์จึงเปลี่ยนชื่อเทมาเส็กเสียใหม่ว่า สิงหปุระ
ต่อมาสิงหปุระก็ได้ตกเป็นของสุลต่านแห่งมะละกา
ยุคการล่าอาณานิคม
ประเทศแรกที่มายึดสิงคโปร์ไว้ได้คือโปรตุเกส เมื่อปี ค.ศ. 1511
แล้วก็ถูกชาวดัตช์มาแย่งไป แต่ประมาณปี ค.ศ. 1817
อังกฤษได้แข่งขันกับดัตช์ในเรื่องอาณานิคม อังกฤษได้ส่งเซอร์ โทมัส
แสตมฟอร์ด บิงก์เลย์ แรฟเฟิลส์ มาสำรวจดินแดนแถบสิงคโปร์
ตอนนั้นสิงคโปร์ยังมีสุลต่านปกครองอยู่ แรฟเฟิลส์ได้ตกลงกับสุลต่านว่า
จะตั้งสถานีการค้าของอังกฤษที่นี่
แต่สุดท้ายอังกฤษก็ยึดสิงคโปร์ไว้เป็นเมืองขึ้นได้สำเร็จ
สงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศสงครามกับอังกฤษ
และก็สามารถยึดครองสิงคโปร์ไว้ได้ แต่เมื่อสงครามสิ้นสุดลง
อังกฤษก็ได้ครอบครองสิงคโปร์เหมือนเดิม
การรวมชาติเข้ากับมาเลเซีย เมื่อสิงคโปร์เห็นมาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษ
สิงคโปร์จึงรีบขอรวมชาติเข้ากับมลายาทันที
เพื่อจะได้ไม่เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษอีก
แต่สิงคโปร์ก็ไม่พอใจกับมาเลเซียมากนักเพราะมีการเหยียดชนชาติกัน
ทำให้พรรคกิจประชาชนของสิงคโปร์ประกาศให้สิงคโปร์เป็นเอกราชตั้งแต่วันที่ 9
สิงหาคม ค.ศ. 1965 ตั้งแต่บัดนั้นมา
สาธารณรัฐสิงคโปร์
เมื่อแยกตัวออกมาแล้วพรรคกิจประชาชนก็ครองประเทศมาตลอดจนถึงทุกวันนี้
ประวัติศาสตร์การเมืองการปกครอง ประวัติศาสตร์ของสิงคโปร์ก่อนศตวรรษที่ 14
มิได้ถูกบันทึกอย่างชัดเจนและแน่นอนนัก ในช่วงศตวรรษที่ 14
สิงคโปร์อยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรมัชฌาปาหิตแห่งชวา ต่อมาใน
ต้นศตวรรษที่ 15 ก็อยู่ภายใต้การยึดครองของอาณาจักรสยาม
จนถูกประมุขแห่งมะละกาเข้ามาแย่งชิงไป และเมื่อโปรตุเกสเข้ายึดครองมะละกา
สิงคโปร์ก็กลายเป็นเมืองขึ้นของโปรตุเกสในราวปี ค.ศ. 1498
และต่อมาอยู่ภายใต้อิทธิพลของฮอลันดาในช่วงศตวรรษที่ 17
เมื่ออังกฤษขยายอิทธิพลเข้ามาบริเวณแหลมมลายูในกลางศตวรรษที่ 18
ก็เริ่มสนใจ สิงคโปร์ ในปี 1819
อังกฤษได้ขอเช่าเกาะสิงคโปร์จากจักรวรรดิ์ยะโฮร์ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของฮอลันดา
ในปี 1824 อังกฤษมีสิทธิครอบครองสิงคโปร์ตามข้อตกลงที่ทำกับฮอลันดา
ต่อมาในปี 1826 สิงคโปร์ถูกปกครองภายใต้ระบบสเตรตส์เซ็ตเติลเมนท์ (Straits
Settlement) ซึ่งให้บริษัท อินเดียตะวันออกของอังกฤษควบคุมดูแลสิงคโปร์
รวมทั้งปีนัง และมะละกาด้วย และต่อมาในปี 1857
รัฐบาลอังกฤษได้เข้ามาดูแลระบบนี้เอง ในปี 1867 สิงคโปร์กลายเป็นอาณานิคม
(Crown Colony) ของอังกฤษ จนกระทั่งปี 1946
จึงได้รับการบกฐานะให้เป็นอาณานิคมแบบ เอกเทศ (Separate Crow colony)
เมื่ออังกฤษกลับมายึดครองสิงคโปร์อีกครั้งหนึ่ง
ภายหลังจากที่สิงคโปร์อยู่ภายใต้ญี่ปุ่น ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2
(1942-1946)
ในฐานะที่เป็นอาณานิคมแบบเอกเทศนั้น
สิงคโปร์มีอำนาจปกครองกิจการภายในของตนเองแต่ไม่มีอำนาจดูแลกิจการทหารและการต่างประเทศ
และยังมีผู้ว่าราชการจากอังกฤษมา ปกครองอยู่ ในสภานิติบัญญัติ (Legislative
Council) นั้น อังกฤษเริ่มเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกตั้งสมาชิกบางส่วน (6 คน
จาก 22 คน) ได้ ซึ่งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาบางส่วนนี้ในปี 1948
พรรคก้าวหน้า (Progressive Party) ของสิงคโปร์ได้ที่นั่งมากที่สุด
ต่อมาในปี 1951 สมาชิกสภาที่มาจากการเลือกตั้งถูกเพิ่มเป็น 9 คน ในจำนวน 25
คน และในปี 1955 ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับแรกสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งมีจำนวน
25 คน ในจำนวน 32 คน
ต่อมาอังกฤษให้ชาวสิงคโปร์มีอำนาจและมีส่วนร่วมในการปกครองตนเองมากขึ้นในช่วง
10 ปี ก่อนที่สิงคโปร์จะประกาศเป็นสาธารณะรัฐนั้น
สิงคโปร์จึงอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาล 3 ชุด คือ (1) รัฐบาลของนายเดวิด
มาร์แชล (David Marshall) จากปี 1955-1956 (2) รัฐบาลของนายลิม ยิว ฮ๊อค
(Lim Yew Hock) จากปี 1956-1959 และ (3) รัฐบาลของนาย ลี กวน ยิว (Lee Kuan
Yew) ซึ่งภายใต้รัฐบาลนี้สิงคโปร์อำนาจในการปกครองตนเองอย่างสมบูรณ์แล้ว
และนายลีได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ ต่อมาในช่วงปี
1963-1965 รัฐบาลชุดนี้ก็ได้ตัดสินใจเข้าไปรวมอยู่ในสหพันธรัฐมาเลเซีย
และอยู่ได้เพียง 2 ปี
นับจากปี 1965 เมืองสิงคโปร์ประกาศตนเป็นประเทศเอกราช
มีอำนาจอธิปไตยของตนเอง โดยปกครองในรูปของสาธารณรัฐ
หลังจากนั้นสิงคโปร์อยู่ภายใต้การปกครองของนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวเป็นเวลาถึง
25 ปี ซึ่งก็คือ นาย ลี กวน ยิว ทั้งนี้เป็นเพราะพรรคกิจประชา (PAP:
People Action Party) ซึ่งนาย ลี เป็นผู้ก่อตั้งแต่ปี 1961
นั้นมีชัยชนะในการเลือกตั้งเกือบทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งทั่วไป
หรือการเลือกตั้งซ่อม
ทศวรรษที่ 1990
เป็นจุดเริ่มต้นของกรปรับเปลี่ยนการปกครองสิงคโปร์จากผู้นำกลุ่มเก่า (Old
Guards) เป็นผู้นำรุ่นใหม่ (New Guards) นาย โก๊ะ จ๊ก ตง (Goh Chok Tong)
ได้รับการคัดเลือกจากพรรคกิจประชาและคณะรัฐมนตรี
ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่สองของสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 1990 นาย
ลี กวน ยิว ยังดำรงตำแหน่งอยู่ในรัฐบาลชุดใหม่โดยเป็นรัฐมนตรีอาวุโส
และในปี 1993 สิงคโปร์เริ่มใช้ระบบประธานาธิบดีแบบใหม่
ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน
ปัจจุบันปี 2006
ประเทศสิงคโปร์ได้มีการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อเลือกผู้นำคนใหม่และทีมเพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศต่อไปแต่อย่างไรก็ดีพรรคกิจประชาก็ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นเหมือนอย่างเดิมโดยพรรคPAP
ได้รับที่นั่งในฝ่ายรัฐบาล 82 ที่นั่งจาก 84 ที่นั่ง
ซึ่งเท่ากับสมัยนายโก๊ะ จก ตงได้รับในปี 2544
แต่ได้คะแนนเสียงลดลงจากสมัยแรกที่ได้ 75.3 เป็น66.6 เปอร์เซ็นต์
ซึ่งรัฐบาลนี้ที่อยู่ภายใต้การบริหารงานของนาย ลี เซียน หลุง
สมัยที่สองซึ่งรัฐบาลจะมีนโยบายผลักดันในเรื่องปัญหาคนยากไร้
ผู้สูงอายุและคนว่างงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่นาย ลี เซียน
หลุงจะได้รับการเลือกตั้งในครั้งนี้นั้น
เขาได้เน้นโยบายแบ่งปันรายได้ผนวกกับความอ่อนแอและแตกแยกของพรรคฝ่ายค้าน
ทำให้พรรคPAP ได้ครองอำนาจสืบทอดมาเป็นระยะเวลา 4 ทศวรรษ ี้
การเมือง
ระบอบการปกครองของสิงคโปร์ คือ ระบอบประชาธิปไตย มีประธานาธิบดีเป็นประมุข
คือ นายเซลลาปัน รามานาทาน เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ.
2542 จนถึงปัจจุบัน ส่วนนายกรัฐมนตรีคือ นายลี เซียน ลุง
ซึ่งรับตำแหน่งต่อจากนายโกะ จก ตง และนายลี กวน ยู
ซึ่งมีฐานะเป็นบิดาของนายลี เซียน ลุง
ภูมิศาสตร์
ภาคกลางและภาคตะวันตกเป็นเนินเขา
ซึ่งเนินเขาทางภาคกลางเป็นเนินเขาที่สูงที่สุดของประเทศ
เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสายสำคัญของสิงคโปร์ และภาคตะวันออกเป็นที่ราบต่ำ
ชายฝั่งทะเลมักจะต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ต้องมีการถมทะเล
สถานที่ท่องเที่ยว
หุ่นจำลองเมืองสิงคโปร์ บริเวณ Marina Bay
ปากแม่น้ำสิงคโปร์หากแบ่งตามภูมิศาสตร์
สถานที่ท่องเที่ยวภายในประเทศสิงคโปร์ มีดังนี้
ภาคตะวันออก - Katong, Pasir Ris, Changi/Pulau Ubin
ภาคตะวันตก - Kent Ridge, Mount Faber, Bukit Timah
ภาคเหนือ - Thomson, Lim Chu Kang/Tengah
ภาคกลาง - Balestier, Chinatown, แม่น้ำสิงคโปร์
สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมมักอยู่ในตอนกลาง
ได้แก่ พื้นที่บริเวณ Marina Bay, ปากแม่น้ำสิงคโปร์
ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมอร์ไลออน (Merlion), อาคารโรงละคร Esplanade
ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่, สถานที่ท่องเที่ยวยามค่ำ บริเวณพื้นที่ริมน้ำ
ได้แก่ Clarke Quay, Boat Quay, ย่านไชน่าทาวน์ (China Town) , ย่าน Little
India, ย่านชอปปิ้ง บนถนน Orchard
ส่วนบริเวณเมืองรอบนอกนั้นมีแหล่งท่องเที่ยวกระจายอยู่โดยรอบ
สามารถเข้าถึงได้โดยรถไฟ MRT และ รถประจำทาง ได้แก่ เกาะเซนโตซา (Sentosa
Island) บริเวณ Harbour Front, สวนสัตว์กลางคืน (Night Safari) ,
สวนนกจูร่ง (Jurong Birdpark) เป็นต้น
เศรษฐกิจ
การเพาะปลูก พื้นที่มีน้อย ปลูกยางพารา มะพร้าว ผัก ผลไม้
อุตสาหกรรม พัฒนารวดเร็วมาก อาศัยวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้าน
มีอุตสาหกรรมเบา เช่น ผลิตยางพารา ขนมปัง เครื่องดื่ม และอุตสาหกรรมหนัก
เช่น อู่ต่อเรือ ทำเหล็กกล้า ยางรถยนต์
มีกิจการกลั่นน้ำมันซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2
ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกาและเป็นผู้สร้างแท่นขุดเจาะน้ำมันรายใหญ่ด้วย
การค้าขาย เป็นท่าเรือปลอดภาษี ประเทศต่าง ๆ ส่งสินค้าต่าง ๆ
มายังสิงคโปร์เพื่อส่งออก และสิงคโปร์ยังรับสินค้าจากยุโรป สหรัฐอเมริกา
ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เพื่อส่งไปขายต่อยังประเทศเพื่อนบ้าน มีท่าเรือน้ำลึก
เหมาะในการจอดเรือส่งสินค้า
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐสิงคโปร์
ประชากร
ประชากรหนาแน่นสุดในภูมิภาค และเป็นประเทศเล็กที่สุดในภูมิภาค
มีจำนวนประชากรประมาณ 4.24 ล้านคน (2547) ประกอบด้วยชาวจีน (76.5%)
ชาวมาเลย์ (13.8%) ชาวอินเดีย (8.1%) และอื่น ๆ (1.6%)
วัฒนธรรม
จากการที่มีประชากรหลายเชื้อชาติ สิงคโปร์จึงมีผู้นับถือศาสนาต่าง ๆ คือ
พระพุทธศาสนา ศาสนาฮินดู คริสต์ศาสนา และลัทธิเต๋า
ขอบขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก
-
http://www.visitsingapore.com ,
http://th.wikipedia.org
|