|

เรื่อง.....สีสันอันดามันที่หลีเป๊ะ
หลังจากห่างหายจากท้องทะเลมาแสนนาน นับไปนับมาก็
4
ปี
ที่เราไม่ได้แตะน้ำทะเลสักนิดเดียวทั้งที่เมื่อก่อนนั้น
ปีหนึ่งล่อไปหลายทริป ทั้งทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน
หลังจากที่ห่างไปนานอย่างนี้ จิตใจก็ยังถวิลหาความงดงามของทะเล
โดยเฉพาะผืนทะเลอันดามันนับตั้งแต่หมู่เกาะสุรินทร์
หมู่เกาะสิมิลัน ลงมายังพีพี เกาะลันตา ทะเลตรัง
ยันไปถึงทะเลทางด้านสตูล สุดเขตน่านน้ำไทยทางตอนใต้สุด
เนื่องจากคำร่ำลือถึงความงามที่เล่าขานของคนรุ่นใหม่ว่า
เกาะหลีเป๊ะ คือ
มัลดีฟแห่งเมืองไทย
เหตุไฉนถึงได้มีมุมมองกันอย่างนี้
เราเคยย่ำเกาะมุดทะเลตะรุเตา-อาดัง-หลีเป๊ะ มาหลายครั้ง
ก็ยังไม่ได้จินตนการขนาดนี้ แต่ก็ยอมรับว่าหาดทรายขาวๆ
น้ำทะเลใสๆ เป็นสีคราม อย่างเช่น เกาะไข่ เกาะอาดัง
เกาะหลีเป๊ะ หาดทรายขาวเกาะราวี แม้กระทั่งเกาะรอ-กลอย
เกาะเล็กๆที่เราไปเหยียบหนหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่รู้จักชื่อ
ถึงวันนี้ท้องทะเลหมู่เกาะตะรุเตา หมู่เกาะอาดัง-ราวี
รวมไปถึงเกาะหลีเป๊ะ
ได้จัดว่าเป็นหมู่เกาะที่กำลังเป็นนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
โดยเฉพาะที่เกาะหลีเป๊ะ
จะเป็นศูนย์รวมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เหมือนๆ
กับเกาะเต่า หาดพัทยาด้านหลังเกาะหลีเป๊ะจะเป็นชายหาดขาว
มีบังกาโล รีสอร์ท บาร์เบียร์ริมชายหาด
มีร้านค้าที่ตอบสนองนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากมาย
เนื่องด้วยทิศทางการท่องเที่ยวเกาะหลีเป๊ะได้เติบโตมากขึ้น
พร้อมกับมีการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวทางเรือจากเกาะพีพี
เกาะลันตา เกาะไหง จ.กระบี่, เกาะมุก จ.ตรัง และเกาะหลีเป๊ะ
จ.สตูล
ด้วยเรือเฟอร์รี่ที่สามารถขนถ่ายนักท่องเที่ยวไปมาถึงกันหมด
โดยที่นักท่องเที่ยวไม่ต้องขึ้นฝั่งแผนดินใหญ่
จะมีลักษณะคล้ายกับเส้นทางท่องเที่ยวจากเกาะสมุย-เกาะพะงัน-เกาะเต่า-ชุมพร
ถึงวันนี้เราได้เดินทางสู่หมู่เกาะอันดามันในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา
ด้วยเรือเร็วที่ใช้เวลาชั่วโมงครึ่งจากท่าเรือปากบาราไปถึงเกาะหลีเป๊ะ
เมื่อก่อนนี้เราต้องใช้เวลาเดินทางอยู่ประมาณ 4-5
ชั่วโมง
กับเรือประมงดัดแปลงเป็นเรือท่องเที่ยว
เริ่มต้นจากท่าเรือปากบารา
เราจองเรือเที่ยวแรกที่ออกจากปากบาราประมาณ
11
โมง เป็นเรือบันดาหยา
คงจะเป็นของบันดาหยารีสอร์ท
เรือลำนี้สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ถึง 52
คน เต็มแล้วเต็มเลย ไม่มียืนไม่มีโหน
เหมือนกับเรือเร็วอีกรายหนึ่งที่เพื่อนเราจองไว้ (จำชื่อไม่ได้
แต่เขาไปจอดเรือที่เกาะอาดัง) เจอความแย่ๆ สุดแย่
ที่ต้องจำไปอีกนาน เพราะขาไปอัดแน่นประมาณ 70
คน ทั้งที่เรือสามารถบรรทุกได้ประมาณ
40 คน
ขากลับก็ต้องยืนห้อยโหนมาตลอดทาง
ไม่รู้ว่ากรมเจ้าท่าไปแอบหลบอยู่ที่ไหน
เอาเป็นว่าเรือเร็วเจ้านี้คงต้องป่าวประกาศให้ทราบถึงการบริการแบบแย่ๆ
ให้ทราบทั่วถึงกัน
การท่องเที่ยว คือการแสวงหาความสุขกับสิ่งสวยงาม สิ่งที่ดีๆ
และความประทับใจกับการตอบรับด้วยสิ่งที่ดีๆ เช่นกัน
เพราะฉะนั้นเราก็ถือว่าเป็นความโชคดีที่เราได้เจอกับสิ่งที่ดีๆ
โจทย์ที่ตั้งไว้กับการท่องเที่ยว ก็ไม่ได้ตั้งไว้สูงนัก
เผื่อเหลือเผื่อขาดเอาไว้บ้าง
แม้กระทั่งสิ่งที่เราหวั่นวิตกกับพายุที่เข้าฝั่งอันดามันและได้เข้าพม่าเป็นพายุไซโคลนนาร์กีส
เราอยู่บนเกาะหลีเป๊ะและท่องทะเลด้วยเรือหางยาว
ก็ไม่เห็นวี่แววของพายุแม้แต่น้อย นี่ก็คือ
ความโชคดีที่เราได้พบมา
เราจองที่พักไว้ที่เม้าเท่นรีสอร์ท เป็นรีสอร์ทง่ายๆ
ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง ด้านล่างเป็นสันดอนทรายขาว
มองเห็นทิวทัศน์นน้ำทะเลด้านหน้าระหว่างเกาะหลีเป๊ะกับเกาะอาดัง
มองเห็นแนวต้นสนของเกาะอาดัง
มองเห็นผาชะโดที่เราต้องขึ้นไปวิวอันงามล้ำ
มองเห็นรีสอร์ทอีกรายหนึ่งที่ปลูกสร้างอยู่บนเกาะอาดัง
ที่มีข่าววิพากษ์วิจารณ์ว่า
ทำนองว่าเกาะอาดังกำลังมีรีสอร์ทเอกชน
ทั้งที่เป็นเกาะของอุทยานฯตะรุเตา ด้วยเนื้อแท้ในข้อมูล คือ
พื้นที่ชายหาดที่ปลูกสร้างรีสอร์ทนั้น
เป็นที่ดินส่วนของที่ดินราชพัสดุ กรมธนารักษ์
ซึ่งเปิดให้เอกชนเช่าปลูกสร้างรีสอร์ทอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ดังนั้นมุมมองความคิดเห็นที่แตกต่างย่อมมีขึ้นแน่นอน
แต่สิ่งที่แน่นอน คือ
เอกชนรายนั้นกล้าตัดสินใจลงทุนด้วยจำนวนเงินมหาศาล
นั่นหมายความว่า ความถูกต้องและความชัดเจน
จะเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินใจในการลงทุน
อีกมุมหนึ่งเราก็มองว่าสิทธิการเช่าของเอกชนต้องอยู่ในกรอบกฎหมายของกรมธนารักษ์
แถมถูกยันด้วยกฎหมายของอุทยานแห่งชาติอยู่ด้วย
เอกชนรายนั้นก็ต้องปฏิบัติให้อยู่ในกรอบกฎหมายที่ชัดเจน
เช่นเดียวกับเกาะนางยวนที่เอกชนได้ทำการเช่าที่ดินทั้งเกาะจากกรมธนารักษ์
ดังนั้นสิทธิของเขาจึงสามารถที่จะเก็บเงินค่าขึ้นสะพาน
หรือค่าขึ้นเกาะนั่นเอง......ต้องดูกันต่อไปครับ
เอาเป็นว่าวันแรกเราได้เก็บเกี่ยวบรรยากาศหน้ารีสอร์ทที่มีหาดทรายสวยงาม
เช้าวันรุ่งขึ้นเราได้วางแผนถ่ายภาพในมุมที่พิเศษกว่าใครๆ
โดยเราตื่นตั้งแต่ตี
5
เดินไปยังหน้าหาดตรงบริเวณโรงเรียน
จะมีมุมถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามบาดตาบาดใจนับตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่โผล่จากขอบทะเลไกลโพ้น
สีสันช่างสวยงามที่สุด
เรือหางยาวของชาวบ้านผูกยึดติดเรียงรายเป็นเงาตะคุ่มดำ
โดยมีแสงสีจับท้องฟ้าและสะท้อนผืนน้ำอย่างสวยงาม
จนเมื่อพระอาทิตย์โผล่ขึ้นมา
ความสวยงามและสีสันทุกอย่างก็เลือนหายไป
ถือว่าเช้าวันนี้พระอาทิตย์ขึ้นไม่สวย
หลังจากอาหารเช้าแล้ว
เราได้เตรียมตัวออกทัวร์ท่องทะเลหมู่เกาะในละแวกอาดัง-ราวี
เราเลือกเส้นทางรอบเล็กก่อน
โดยใช้เรือหางยาวของชาวเลบนเกาะหลีเป๊ะ
ที่เชี่ยวชาญเรื่องทะเลเป็นอย่างดี
ออกจากเกาะหลีเป๊ะไปชมปะการังจุดแรกที่
ร่องน้ำจาบัง
ร่องน้ำจาบังแห่งนี้จะสวยงามเลื่องชื่อด้วยแนวปะการังอ่อนที่มีสีสันสวยงามมากๆ
ตรงร่องน้ำจาบัง ใช่ว่าจะได้ดูกันง่ายๆ เสียเมื่อไหร่
ต้องอาศัยตอนน้ำลงสักหน่อย และกระแสน้ำไม่แรงมากนัก
จึงจะได้ความปะการังสีสวยสดอย่างเพลิดเพลินใจ
และด้วยความห่างหายจากทะเลไปนาน
เราจึงไม่กล้าที่จะดำลงไปด้านล่างเพื่อถ่ายภาพปะการัง
จึงต้องให้มืออาชีพอย่างบังโหลน
มุดน้ำไปแหวกว่ายอยู่ใกล้แนวปะการังอ่อน
และฝากกล้องกดชัตเตอร์กลับขึ้นมาด้วย......ก็ได้มาหลายรูป
จากร่องน้ำจาบัง ต่อไปก็เป็นเกาะหินงาม
เป็นเกาะที่มีหินสวยงามกองขึ้นมา จนกลายเป็นหาดหินสีดำ
หากต้องการถ่ายภาพหินงามให้สวยๆ ก็เอาน้ำทะเลราดให้เปียก
ก็เกิดเป็นหินที่มีความมันวาว จะสวยกว่าหินที่ยังไม่โดนน้ำราด
เกาะหินงาม
เป็นเกาะที่มีมนต์คำสาปแช่งสำหรับคนที่นำหินออกไปจากเกาะ
ก็จะพบกับภัยพิบัติกับตัวเองหรือกับญาติสนิท
จนไม่มีใครกล้าเก็บไป
มุมมองการเที่ยวเกาะหินงาม
เดี๋ยวนี้ก็มีรูปแบบกระแสนิยมที่แปลกใหม่ คือ
นักท่องเที่ยวนิยมนำก้อนมาวางซ้อนต่อให้สูงขึ้นขึ้น
เราจึงเห็นเกาะหินงามมีหินวางตั้งซ้อนๆ กันมากมาย
หรืออีกแง่มุมหนึ่ง เป็นแบบวัยรุ่นสักหน่อย
ด้วยการนำก้อนสีขาวมาวางเรียงบนก้อนหินสีดำ ให้เป็นรูปหัวใจคู่
มันช่างโดนใจวัยรุ่นวันหวานเสียจริงๆ สำหรับคนวัยดึก
ก็พลอยชุ่มชื่นหัวใจไปกับเขาด้วย.......หลังจากที่เหี่ยวแห้งมานาน
ออกจากเกาะหินงามก็ไป
เกาะยาง
ชมปะการังน้ำตื้นที่สวยงามอีกจุดหนึ่ง
แนวปะการังจะมีอยู่ทั้งด้านหลังเกาะ และด้านหน้าเกาะอีกหลายจุด
ที่เราใช้เวลาแหวกว่ายชมความงามโลกใต้ทะเลกันเป็นเวลานาน
จนเวลาใกล้เที่ยง ไกด์โหลนก็ชวนพวกเราไปยังหาดทรายขาว เกาะราวี
ซึ่งจะเป็นพักผ่อนเล่นน้ำชมปะการังที่เยี่ยมยอดอีกแห่งหนึ่ง
ที่หาดทรายขาว เกาะราวี จะเป็นหน่วยชั่วคราวของอุทยานฯ
มีเจ้าหน้าที่คอยตรวจดูตั๋วค่าธรรมเนียม
มีมุมร้านอาหารเครื่องดื่มเล็กๆ มีห้องน้ำแบบง่ายๆ
มีจุดอาบน้ำล้างตัวที่เปิดโล่ง
มีสภาพบรรยากาศที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้ที่เป็นธรรมชาติ
จึงเหมาะเป็นจุดพักเที่ยงทานข้าว
จึงมีกลุ่มนักท่องเที่ยวแวะเข้าเที่ยวกันมากมาย
ทางด้านหน้าเกาะเป็นหาดทรายขาว
และท่ามกลางผืนน้ำจะมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติใต้น้ำ
โดยจะมีแนวทุ่นและเชือกให้นักท่องเที่ยวได้แหวกว่ายดำน้ำไปตามแนวเชือก
รับรองว่าได้ชมชีวิตโลกใต้ทะเลอย่างครบครัน อย่างเช่น
ดอกไม้ทะเล หมู่ปลาการ์ตูนชนิดต่างๆ ปะการังสมอง ปาการังโอ่ง
ปะการังสมอง ปลาสวยงามมากมาย ปลาปักเป้า ปลาเก๋า หมึก
และชีวิตน้อยใหญ่ที่น่าสนใจมากมาย
ออกจากหาดทรายขาว
ไกด์โหลนก็พาไปยังเกาะอาดัง มีหาดเล็กๆ
ที่มีแนวปะการังให้แวะชมอีกจุดหนึ่ง
ตามโปรแกรมของเราต้องแวะขึ้นเกาะอาดัง
เพื่อขึ้นไปชมวิวที่ผาชะโด แต่ก่อนถึงชายหาดหน้าเกาะอาดัง
ไกด์โหลนก็พาไปชมกองหินกัลป์ปังหาที่สมบูรณ์ที่สุดจุดหนึ่ง
คือสามารถมองเห็นได้จากเรือโดยที่ไม่ต้องลงไปดำน้ำก็ได้
ขึ้นเกาะอาดัง
เราก็รีบขึ้นไปยังจุดชมวิวผาชะโด
เพื่อให้ทันก่อนที่กลุ่มเมฆมาบดบังพระอาทิตย์
เพราะจะทำให้ภาพอากาศขุ่นมัว
ภาพผืนทะเลจะไม่ใสเท่ากับตอนมีแสงแดด
แต่กว่าขึ้นถึงยอดเขาที่เป็นจุดชมวิวได้ก็ทำเอาลิ้นห้อย
น้ำดื่มที่เตรียมมาก็ใช้ให้เพียงพอ
ระหว่างทางขึ้นก็พบเพื่อนร่วมโลกเป็นเจ้าแย้แสนน่ารัก
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ มันก็หลบลงรูไปทันที
ช่วงสุดท้ายที่นั้นจะชันยาวตลอด
จนถึงแนวชะง่อนผาที่เป็นมุมเปิด
ก็สามารถมองเห็นทิวทัศน์ผืนทะเลสีครามกว้างใหญ่
มองเห็นเกาะหลีเป๊ะทอดตัวยาวอยู่เบื้องหน้า
ตรงข้ามกับเกาะอาดัง พร้อมกับมองเห็นเรือแล่นแหวกน้ำทะเลสีคราม
จนเกิดเป็นคลื่นสีขาวตัดกับผืนน้ำสีครามอย่างเห็นได้ชัด
จุดชมวิวผาชะโด จัดว่าเป็นจุดชมทิวทัศน์แห่งท้องทะเลในแถบนี้
จะมองเห็นเกาะอาดังอย่างชัดเจน
พร้อมกับแนวผืนน้ำที่มีมิติระดับความลึก
เกิดเป็นโทนสีที่แตกต่าง
จึงเป็นภาพที่สวยงามน่าชวนชมขึ้นมาเที่ยว
แม้ว่าจะเหนื่อยสักหน่อย แต่รับรองว่าคุ้มค่าที่สุด
จบทริปท่องทะเลอันดามันในหมู่เกาะตะรุเตา-อาดัง-ราวี
ตอนต่อไปจะพาไปเที่ยวทะเลที่ไกลออกไปอีก
ค้นหาความงามที่ไม่ควรพลาด
เรื่องและภาพโดยภูฟ้า
|