|
เที่ยว Unseen โบสถ์ปรกโพธิ์ ที่ค่ายบางกุ้ง
มีสิ่งก่อสร้างที่เป็นโบราณสถานหลายๆแห่งในประเทศไทย ซึ่งมีอายุเก่าแก่หลายร้อยปี มีอันต้องพังมลายหายไปทิ้งไว้แต่ร่องรอยของเศษอิฐเศษปูน บางแห่งมีประวัติอันยาวนาน เกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ชาติไทยหลายยุคหลายสมัย ก็เหลือไว้แต่เพียงซากปรักหักพัง ยากต่อการศึกษาค้นคว้าถึงที่มาและประวัติศาสตร์ความสำคัญ ซึ่งก็มาจากปัจจัยหลายๆ ด้าน เช่น ขาดการดูแลอย่างจริงจัง, ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์, การค้นพบช้าเกินไป ฯลฯ ทำให้สิ่งที่มีคุณค่าเหล่านั้นต้องสูญสิ้นไปตามกาลเวลา
แต่เหตุผลดังกล่าวไม่สามารถที่จะใช้ได้กับโบราณสถานแห่งหนึ่งคือ "โบสถ์ปรกโพธิ์" ที่ตั้งอยู่ที่ค่ายบางกุ้ง อ.บางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้มีที่มาและประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่คือสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ผ่านเวลากาลอันยาวนาน ผ่านศึกสงคราม และถูกปล่อยให้รกร้าง มานานเกือบ 200 ปี แต่โบราณสถานศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ยังคงสภาพอยู่ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและตะหนักถึงความสำคัญที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในอดีตรวมไปถึงเป็นที่เคารพสักการะบูชาของคนรุ่นหลังสืบไป
ครับวันนี้ หมูหิน.คอม จะพาเพื่อนๆไปเที่ยวที่ ค่ายบางกุ้ง อ.บางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม สถานที่เก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน และยังคงเหลือร่องรอยในอดีตไว้ให้เห็นอย่างเช่น
โบสถ์ในต้นไม้
ซึ่งถือว่าเป็น หนึ่งใน Unseen in Thailand ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์และน่าทึ่งมากที่ธรรมชาติสร้างสิ่งที่ไม่น่าเชื่อคือภายนอกโบสถ์แห่งได้รับการปกป้องจากต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านยึดเหนี่ยวตัวโบสถ์ไว้ไม่ให้ผังทลายลงตามกาลเวลานับว่าเป็นสิ่งที่สร้างความแปลกประหลาดใจให้แก่ผู้ที่พบเห็น เราไปย้อนอดีตพร้อมๆกันซะหน่อยดีกว่า ว่าค่ายบางกุ้งแห่งนี้มีประวัติที่มาที่ไปยังไง
ค่ายบางกุ้งเป็นค่ายทหารเรือไทยที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยกกองทัพเรือมาตั้งค่ายที่ค่ายบางกุ้ง เรียกว่า "ค่ายบางกุ้ง" โดยสร้างกำแพงล้อมวัดบางกุ้งให้อยู่กลางค่าย เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นที่เคารพบูชาของทหาร ภายหลังเสียกรุงครั้งที่
2 ค่ายบางกุ้งก็ร้างไปจนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนากรุงธนบุรี เป็นราชธานีจึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ชาวจีนจากระยอง ชลบุรี ราชบุรี และกาญจนบุรีรวบรวมผู้คนมาตั้งกองทหารรักษาค่าย จึงมีชื่อเรียกอีกหนึ่งว่า
"ค่ายจีนบางกุ้ง" ในปี พ.ศ.
2311 พระเจ้ากรุงอังวะทรงยกทัพผ่านกาญจนบุรีมาล้อมค่ายจีนบางกุ้ง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระมหามนตรี (บุญมา) เป็นแม่ทัพยกไปช่วยเหลือทหารจีนขับไล่กองทัพพม่าทำให้ข้าศึกแตกพ่าย หลังจากนั้นค่ายบางกุ้งแห่งนี้ก็ถูกปล่อยให้รกร้างเกือบ
200 ปี จนมาถึง พ.ศ.2510 กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้ตั้งเป็นค่ายลูกเสือขึ้น (ปัจจุบันได้ยกเลิกไปแล้ว) และได้สร้างศาลพระเจ้าตากสินไว้เป็นอนุสรณ์
บางครั้งธรรมชาติก็สร้างสิ่งเหลือเชื่อ เกินกว่าที่มนุษย์อย่างเราๆ จะเข้าใจ "โบสถ์ปรกโพธิ์" แห่งนี้ ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดียิ่ง จากต้นไม้4ชนิด คือ ต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นไกร และต้นกร่าง ที่ช่วยกันยึดพยุงโครงสร้างของโบสถ์ ให้คงรูปอยู่ได้ อีกทั้งยังแผ่กิ่งก้านครอบคลุมโบสถ์ทั้งหลัง เสมือนจะคอยปกป้องจากภัยพิบัติต่างๆ ถ้ามองจากภายนอกคิดว่าเป็นกลุ่มไม้ใหญ่ มากกว่ามีโบสถ์อยู่ข้างใน จนได้รับขนานนามใหม่ว่า "โบสถ์ในต้นไม้ " หนึ่งใน Unseen in Thailand ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยคัดสรร
ถ้าหากลองสังเกตดูดีๆจะพบว่า ต้นไม้ที่ขึ้นคลุมโบสถ์เหล่านี้จะขึ้นยึดเหนี่ยวในส่วนที่เสี่ยงต่อการหักพังของโบสถ์มากเป็นพิเศษ ในส่วนที่ยังคงสภาพดีมีต้นไม้ขึ้นยึดเหนี่ยวน้อยมาก และในช่องประตูและหน้าต่างของโบสถ์ จะไม่มีต้นไม้ขึ้นปิดบังอยู่เลย ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกและน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
"โบสถ์ปรกโพธิ์" ตั้งอยู่กลางค่ายบางกุ้ง เป็นโบสถ์ก่ออิฐถือปูน สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยกกองทัพเรือมาตั้งค่ายที่ตำบลบางกุ้ง เรียกว่า"ค่ายบางกุ้ง" โดยสร้างกำแพงล้อมวัดบางกุ้งให้อยู่กลางค่าย เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นที่เคารพบูชาของทหาร ภายในโบสถ์ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ สลักจากหินทรายแดงแสดงปางมารวิชัย "หลวงพ่อดำโบสถ์น้อย" (หลวงพ่อนิลมณี )และที่ผนังมีภาพจิตรกรรมสมัยปลายกรุศรีอยุธยาซึ่งอยู่ในสภาพลบเลือน แต่พอเห็นเค้าโครงว่าเป็นเรื่องพุทธประวัติ
นอกจากนั้นบริเวณภายนอกด้านหลังโบสถ์ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้กราบไว้เคราพบูชาคือ พระฤาษี และเจ้าหญิงมณฑาทิพย์ ที่ชาวบ้านนิยมมากราบไว้ขอโชคขอลาภกันซึ่งก็เป็นที่เครพและนับถือของชาวบ้านแถวนี้มานานแล้ว และยังมีสระน้ำโบราณรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า อายุราวๆ 400 ปี อยู่ทางทิศเหนือของของโบสถ์
ไม่ไกลนักเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ให้ประชาชนทั่วไปได้ทำการสักการะเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่กอบกู้เอกราชของชาติ ถัดไปภายในบริเวณค่ายยังมีรูปปั้นคนชกมวยที่จัดแสดงท่าทางตามศาสตร์ตำราแม่ไม้มวยไทยไว้ให้ดูให้ศึกษาและสามารถถ่ายรูปร่วมไว้เป็นที่ระลึกได้อีกด้วยข้างๆกันจะเป็นรูปปั้นการแสดงท่าทางการรบแบบใช้อาวุธซึ่งจัดไว้ให้เป็นที่ระลึกถึงทหารผู้กล้าที่เคยมาตั้งค่าย ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาส่วนใหญ่ก็ชื่นชอบและให้ความสนใจกันมากเลยทีเดียว
เดินข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่งคือวัด บางกุ้ง ซึ่งอยู่คนละฝั่งกับค่ายบางกุ้งโดยมีถนนผ่านกลาง วัดบางกุ้งเป็นวัดเก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยา สิ่งที่น่าสนใจในวัดนี้ได้แก่ คัมภีร์โบราณ ส่วนมากจะเป็นตำรายาโบราณ และบริเวณหน้าวัดด้านที่ติดกับแม่น้ำแม่กลอง จะมีปลาน้ำจืดตัวค่อนข้างใหญ่หลากหลายชนิด อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก จนได้ชื่อว่า
"วังมัจฉา"และที่นี่จะมีอาหารปลาจำหน่ายในราคาราคาถุงละ5 บาทซึ่งเงินที่ได้จากการขายอาหารก็จะนำไปซื้ออาหารมาหมุนเวียนให้ปลาเหล่านี้อีก นักท่องเที่ยวสามารถให้อาหารปลาได้ซึ่งถือเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่สร้างความเพลิดเพลินแถมยังได้ทำบุญอีกต่างหาก
หมูหิน.
คอม
ขอแนะนำหากว่าเพื่อนๆคนไหนได้มาเที่ยวที่ตลาดน้ำอัมพวาเดินซื้อของกันอย่างจุใจแล้วก็อย่าลืมนะครับที่จะมาสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในค่ายบางกุ้งแห่งนี้โดยเฉพาะ โบสถ์ในต้นไม้ ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกและน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ถือว่าเป็นการมาเที่ยวบวกกับการมาไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเป็นศิริมงคลให้กับตัวเองและครอบครัวเพราะว่าสถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งประวัติศาสตร์สมัยกรุงศรีอยุธยาที่มีความศักดิ์สิทธ์คู่บ้านคู่เมืองเรามาหลายร้อยปีแล้ว
การเดินทาง
จากตัวเมืองสมุทรสงคราม ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 325 (แม่กลอง-อัมพวา) ประมาณ 5 กม. เลยวัดบางกะพ้อม (ยังไม่ถึงตลาดอัมพวา) ให้สังเกตทางแยกซ้ายมือ เลี้ยวซ้ายข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง(สะพานสมเด็จพระศรีสุริเยนทร์) ตรงไปถึง ถึงสามแยกเลี้ยวขวา ตรงไปผ่านวัดภุมรินทร์ จนถึงสามแยก (มีวัดบางแคใหญ่อยู่ขวามือ) เลี้ยวขวา ตรงไปผ่านวัดบางแคน้อย วัดปากน้ำ ข้ามสะพานคลองแควอ้อม สังเกตค่ายบางกุ้งอยู่ซ้ายมือ จะเห็นแนวกำแพงของค่าย
จากตัวเมืองสมุทรสงคราม นั่งรถโดยสารสองแถว สายแม่กลอง-วัดปราโมทย์ คิวรถอยู่บริเวณธนาคารนครหลวงไทย สาขาสมุทรสงคราม รถจะวิ่งผ่านค่าย
หมูหิน.คอม คิดจะเที่ยวเว็บเดียวก็พอ...
ภาพ เรื่อง และวีดีโอ.....ทีมงานหมูหิน.คอม |