|
ชมตะเกียงโบราณ นับหมื่นดวง ที่พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ ศูนย์รวมของเก่านานาชนิด ปราจีนบุรี
ของเก่าในสมัยอดีตจำนวนมากกว่าสองหมื่นชิ้นได้เก็บรวบรวมไว้ที่นี่ โดยเฉพาะตะเกียงเจ้าพายุมีมากกว่าหมื่นชิ้นเลยทีเดียว ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งของที่มีคุณค่าทั้งในด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิตของผู้คนในอดีต เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่สำคัญเพื่อสืบสานวัฒนธรรมให้ลูกหลานและชุมชนได้เรียนรู้และเข้าใจถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้เฒ่าผู้แก่ในสมัยโบราณ เกิดจากความตั้งใจจริงของคุณ ณรงค์ อยู่สุขสุวรรณ์ นักสะสมของเก่าผู้มั่งคงในอุดมการณ์ที่ต้องการเก็บของเก่าเหล่านี้ไว้ให้คนรุ่นหลังได้พบเห็นและศึกษาเพื่อนำไปพัฒนาใช้ในยุคปัจจุบัน ทริปนี้เรา พาเพื่อน ๆ มาชมตะเกียงเจ้าพายุนับหมื่นดวงและชมของโบราณนานาชนิดอีกมากมายที่พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ แห่งจังหวัดปราจีนบุรี
ของเก่า ๆหลายท่านอาจมองข้าม เหมือนแฟนแก่ๆ หรือเปล่าอันนี้แล้วแต่คนนะครับ แต่คงไม่ใช่ที่นี่แน่นอนครับเพราะที่นี่คือ พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ ศูนย์รวมของเก่านานาชนิดที่เกิดจาก อุดมการณ์ในการรักและชื่นชอบของเก่า ของคุณ ณรงค์ อยู่สุขสุวรรณ์ ในสมัยเมื่อ 20 ปีที่แล้ว คุณณรงค์ ท่านเปิดร้านรับซื้อเศษเหล็กและของเก่าทุกชนิด อยู่ที่ปราจีนบุรี หรือที่ชาวปราจีน เรียกติดปาก คือ เฮียพันธ์ ด้วยการที่เป็นคนชอบสะสมของเก่า และท่านก็ได้รับซื้อขายบ้าง เก็บสะสมไว้เองบ้าง เรื่อยมา
ในช่วงสมัยที่มีไฟฟ้าเข้ามาการใช้ตะเกียงจึงเริ่มหดหายไปและหลังจากไฟฟ้าเข้าถึงในหมู่บ้านชาวบ้านก็น้ำตะเกียงที่ใช้อยู่มาขายที่ร้านเป็นจำนวนมาก คุณณรงค์ท่านก็รับซื้อไว้หมด จนกองเต็มร้านไปหมด ซึ่งในสมัยนั้นราคาก็ไม่แพงและท่านก็ได้ขายไปบางส่วนเก็บบางส่วน ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก จนต่อมามีชาวต่างประเทศสนใจตะเกียงเจ้าพายุและมีพ่อค้ามารับซื้อและได้แยกซื้อเป็นชิ้น ๆ ให้ราคางาม เพื่อนำไปซ่อมเล็กน้อยแล้วส่งขายให้ชาวต่างชาติ จากนั้นคุณณรงค์ท่านจึงมีความคิดที่จะเก็บตะเกียงเหล่านี้ไว้ให้มากที่สุดเพราะถ้าขายไปหมดตะเกียงโบราณเหล่านี้ก็จะหมดไปจากเมืองไทยเรา(สุดยอดไปเลยครับท่าน) ท่านจึงเริ่มซื้อเข้ามาเก็บแทนที่จะขายและได้เก็บรวบรวมของเก่านานาชนิดอีกมากมาย มากว่า 30 ปี เมื่อมีคนมาขอชมท่านก็จะพาชม และคนที่เข้ามาชมของเก่าต่างก็แนะนำให้ท่านเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ของเก่า ขึ้น ต่อมาคุณ ณรงค์ท่านจึงเปิด พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ เพื่อเป็นสถานที่จัดแสดงของเก่าทั้งหมดที่ท่านสะสมมาให้คนทั่วไปได้ชมและเป็นที่เก็บตะเกียงเจ้าพายุโบราณเป็นหมื่นดวงครับ
พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ ตั้งอยู่ในเนื้อที่ 17 ไร่ โดยจัดแสดงเป็นของเก่าและตะเกียงโบราณแยกเป็น 5 อาคาร ภายในแต่ละอาคารก็จะมีตะเกียงห้อยอยู่บนเพดานเต็มไปหมด และมีของเก่ามากมายอาทิเช่น โต๊ะเตียง, นาฬิกา,ของใช้ในครัวเรือน ,เรือโบราณ,ของใช้ในชีวิตประจำวัน,ของใช้สำนักงาน และอีกมากมายจริง ๆ อะไรที่เป็นของเก่ามีให้ชมที่นี่ครับ และเป็นสภาพที่ครบสมบูรณ์ 100 % แทบทุกชิ้น แต่จุดเด่นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็คือ เจ้าตะเกียงเจ้าพายุโบราณที่มีมากจริง ๆ ประดับไว้ทุกที่ตั้งแต่ประตูทางเข้าตามต้นไม้ที่จอดรถแม้แต่ในห้องน้ำก็มีตะเกียงห้อยอยู่ เรียกว่าสถานที่ต่าง ๆ ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็จะมีตะเกียงเจ้าพายุห้อยอยู่ทุกที่
มีทั้งหมดถึง 12,000 ดวง เป็นพิพิธภัณฑ์ของเก่าและตะเกียงโบราณ ที่มากที่สุดในประเทศไทย
ภายในพิพิธภัณฑ์สร้างอาคารและออกแบบจัดสวนได้อย่างสวยงามมีมุมพักผ่อนอยู่ทั่วบริเวณภายในร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์และมีต้นไม้หายากอยู่หลายชนิด มีอ่างน้ำเล็ก ๆ ตรงกลางประดับด้วยน้ำพุสวยงามมีทางเดินชมธรรมชาติด้านในอย่างดี มีมุมกาแฟและบริการของว่างสำหรับผู้มาเยือน และด้านหน้ามีที่จอดรถสะดวกสบายมีร้านบริการเครื่องดื่มเย็น ๆ ด้านในอาคารต้อนรับมีน้อง ๆ พี่ ๆ คอยแนะนำในการเดินชม ภายในจัดวางอาคารและจัดสวนได้สวยมาก ๆ ร่มรื่นเป็นที่สุด และยังมีกรงนกสวยงามหลายชนิดให้เราได้ชมอีกด้วย มีพี่อรรคพลผู้จัดการพิพิธภัณฑ์ใจดีคอยต้อนรับผู้มาเยือนอย่างเป็นกันเองทุกคน สุดยอดไปเลยพี่ เราเข้าไปชมกันเลย ทริปนี้หมูหิน.คอม มีวิทยากรใจดีคือพี่อรรคพล คอยให้ความรู้และพาเราชมของเก่าทั้งหมดด้วยตนเอง (ขอบคุณพี่อรรคพลมาก ๆนะครับ) ไปเลยครับพี่
อาคารหลังแรก ชื่ออาคารราชาวดี อาคารนี้เป็นอาคารสองชั้น เมื่อเราย่างก้าวเข้าไปด้านในแหงนหน้าขึ้นก็ต้องตลึงกับเจ้าตะเกียงที่ห้อยอยู่บนเพดานครับ เพราะเต็มไปหมดมองแทบไม่เห็นเพดานเลยเห็นแต่ตะเกียงเจ้าพายุโบราณเต็มไปหมดสุดยอดเยอะมากพี่น้อง ในส่วนการจัดแสดงอาคารหลังนี้ ชั้นล่างก็จะจัดแสดงสิ่งของโบราณหลากหลายชนิดอาทิเช่น เครื่องเงิน,เครื่องทองเหลือง,เตารีดโบราณ,เครื่องปั้นดินเผา, ตู้เย็นที่ใช้น้ำมันก๊าซ ,พัดลมใช้น้ำมันก๊าซ เป็นต้น ส่วนในชั้นที่สองเป็นชั้นที่รวบรวมตะเกียงเจ้าพายุหายากมากมายหลากหลายยี่ห้อ และเป็นตะเกียงมีระบบการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป เช่น ตะเกียงเรือ ,ตะเกียงฉายสไลด์ ใช้เป็นสื่อในสมัยอดีต ,ตะเกียงใช้ในสนามบิน,ตะเกียงทองเหลืองสองไส้(สมัยอดีตใช้ในกลุ่มคนมีเงินและในราชวัง),ตะเกียงสปอตไลท์และที่สำคัญคือ ตะเกียงเจ้าพายุอันแรกที่คุณณรงค์ท่านเก็บและเกิดแรงบันดาลใจในการสะสมตะเกียงเจ้าพายุตั้งแต่นั้นมาจนกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ ในปัจจุบัน
อาคารหลังที่สอง ชื่ออาคารลีลาวดี เป็นอาคารแฝดทรงไทยสองชั้นสวยงาม ตัวอาคารเชื่อมต่อกันทั้งหมด ภายในอาคารหลังนี้มีการจัดแสดงของเก่าทั้งหมด 6 ห้องแต่ละห้องก็ยังคงมีตะเกียงเจ้าพายุอยู่บนเพดานเต็มไปหมด ก็จะมี ห้องราชพฤกษ์ ซึ่งจัดแสดงเกี่ยวกับถ้วยชามที่ใช้จริงในสมัยโบราณ,ถาด,กระเบื้อง,โถพู,ขวดน้ำมะเน็ต ซึ่งเป็นขวดน้ำอัดลมในสมัยก่อน และเครื่องใช้ในครัวเรือนอีกมากมาย ห้องชัยพฤกษ์ ห้องนี้จะจัดแสดงเกี่ยวกับเครื่องทองเหลืองต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นสิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวันในสมัยอดีต อาทิเช่น เซี่ยนหมาก,ขันลงหิน,เตาน้ำมันก๊าซ ,ตะเกียงหลาย แต่ละชิ้นยังอยู่ครบสมบูรณ์ 100 % และเป็นเนื้อทองเหลืองทั้งหมดซึ่งในปัจจุบันหาดูได้ยากมาก ห้องกัลปพฤกษ์ ห้องนี้สำหรับนักเลงรถเก่าและคนที่ชื่นชอบรถจักรยานและรถจักรยานยนต์โบราณไม่ควรพลาดครับ เพราะด้านในห้องนี้ได้รวบรวมรถจักรยานหายากหลากหลายยี่ห้อตั้งแต่ที่มีการนำมาใช้ในยุดแรก ๆ ของเมืองไทยเรา นอกจากนั้นยังมีรถจักรยานยนต์ที่เริ่มใช้ในยุคแรก ๆของไทย อีกหลายแบบที่มีหลักการทำงานเป็นสองส่วน คือใช้เป็นจักรยานปั่นถีบหรือใช้เป็นจักรยานยนต์ก็ได้ เป็นต้น ขึ้นไปชั้นสองเป็นห้องทองกวาว ห้องนี้เหมาะสำหรับเด็ก ๆมากครับเพราะเป็นห้องจัดแสดงของแล่นเก่าที่เป็นสังกะสีมากมายในสมัยก่อนเป็น100 ชิ้น อาทิเช่น สามล้อถีบของเด็กในสมัยก่อน ซึ่งเป็นการเก็บรวบรวมมาหลายยุคหลายสมัย ทำให้เมื่อเข้าไปแล้วเราจะได้เห็นถึง วิวัฒนาการของการพัฒนาของเล่นในอดีตจนมาถึงปัจจุบันครับ ห้องนี้เด็ก ๆสนุกแน่นอน ห้องทองหลวง ห้องนี้สำหรับนักเลงพระเครื่องโดยเฉพาะครับ เพราะห้องนี้ได้จัดแสดงเกี่ยวกับพระเครื่องพระเกจิชื่อดังของเมืองปราจีนเอาไว้มากมายหลายท่าน อาทิ หลวงพ่อเส็ง เป็นต้น หมายเหตุ เขามีให้ชมเท่านั้นนะครับทุกท่าน ห้องทองพันชั่ง ห้องนี้จัดแสดงเกี่ยวกับเครื่องคำนวณต่าง ๆ เครื่องวัด,ตราชั่ง ในรูปแบบต่าง ๆ อาทิเช่น ตราชั่งคันจำนวนมาก ซึ่งมีตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่และมีเครื่องชั่งอีกหลายชนิดให้ได้ชมครับ
อาคารหลังที่สาม ชื่ออาคารชวนชม เป็นอาคารชั้นเดียว อาคารนี้จัดแสดงเรื่องราวต่าง ๆ และเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นของเมืองปราจีนในสมัยอดีตโดยจัดแสดงเป็นรูปภาพขนาดใหญ่และจัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์ขององค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเยือนจังหวัดปราจีนบุรี ณ วัดแก้วพิจิตร นอกจากนั้นยังจัดแสดงหนังสือตำราเก่านานาชนิด เช่น หนังสือพิมพ์ที่วางจำหน่ายตั้งแต่ ปี พ.ศ 2515 หนังสือพิมพ์ในสมัยเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยปี 2516 และจัดแสดงแสตมป์ที่สำคัญในอดีตอีกมากมาย คนที่ชื่นชอบสะสมแสตมป์เข้าไปแล้วไม่ผิดหวังแน่นอน ยิ่งไปมากกว่านั้นครับ ห้องนี้มีล็อตเตอรี่รุ่นแรกที่ออกเป็นงวดแรกของเมืองไทยอีกด้วย ซึ่งทุกวันนี้หาดูได้ยากยิ่ง
อาคารหลังที่สี่ ชื่อ อาคาร เจ้าพายุ ซึ่งเป็นอาคารที่สร้างเป็นทรงตะเกียงเจ้าพายุขนาดใหญ่ มีความสูงถึง 13 เมตร ซึ่งเมื่อเราขึ้นชั้นบนสุดก็จะชมวิวสวย ๆได้โดยรอบ บริเวณอาคารนี้จัดเป็นมุมพักผ่อนหลังจากที่เดินชมของเก่ากันมาหลายแห่ง มีทั้งบ่อปลาสวยงาม,นกสวยงาม,และสัตว์อีกหลายชนิด เมื่อหายเหนื่อยแล้วก็ไปยังอาคารหลังสุดท้ายกันต่อเลยครับ
อาคารหลังที่ห้า ชื่ออาคารฟ้าประดิษฐ์ ภายในมีเรือโบราณมากมายหลายชนิด ทั้งเรือขุดที่ใช้ไม้ทั้งต้นมาทำเป็นเรือขนาดใหญ่เพียงลำเดียว มีเรือโบราณมากกว่า 20 ลำ ให้เราได้ชมนอกจากนั้นยังมี เรือนผูก ซึ่งเป็นบ้านเรือนที่สร้างจากไม้ไผ่ทั้งหมดโดยไม่ต้องใช้ตะปูหรือลวดในการก่อสร้างเลย ตัวบ้านจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ในการดำรงชีวิตของผู้คนในสมัยก่อน และมีกระต่ายขูดมะพร้าวในรูปแบบต่าง ๆ จำนวนมากให้เราได้ชมอีกด้วย
ภายในพิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ นับว่าเป็นแหล่งรวมของเก่านานาชนิดจำนวนมากจริง ๆ ครับโดยเฉพาะเจ้าตะเกียงเจ้าพายุโบราณซึ่ง มีจำนวนมากจนคนที่มาพบเห็นต้องตลึงครับ หมูหิน.คอม พอไปเห็นตะเกียงเจ้าพายุด้วยตัวเองก็ต้องตลึงเหมือนกับที่เขาว่าจริง ๆ ครับ เพราะมีจำนวนมากจริง ๆ เป็นแหล่งรวมของเก่าไม่พอครับเป็นแห่งท่องเที่ยวที่แฝงไปด้วยองค์ความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตวิวัฒนาการของสังคมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สุดยอดไปเลยครับ แค่นี้ยังไม่พอครับสำหรับเพื่อน ๆ ที่ชอบท่องเที่ยวหลังจากที่เราชมพิพิธภัณฑ์ ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวให้ได้ไปเที่ยวกันต่อ อาทิเช่น ทำบุญไหว้พระชมโบสถ์สี่แผ่นดินที่วัดแก้วพิจิตร,ไหว้ขอพรศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและชมพิพิธภัณฑ์หลวงพ่อเส็ง ,ไปแกะรอยอารยธรรมทวารวดีที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติปราจีนบุรี, ขึ้นไปพักผ่อนกับธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่,ศึกษาธรรมชาติที่วนอุทยานน้ำตกเขาอีโต้,ซื้อหาผลไม้และของฝากเมืองปราจีนที่ตลาดหนองชะอม ใครอยากเที่ยวพักผ่อนรับรองเต็มอิ่มแน่นอนครับ อยู่ในเขตตัวเมืองปราจีนแทบทั้งหมด
พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ ตั้งอยู่ที่ ถนนปราจีน-ประจันตคาม
ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี
เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 9.00-17.00 น.
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร
037-217551,037-217552,801-8648218 โทรสาร
037-217444
(www.yusuksuwanmuseum.com)
การเดินทางมายัง พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ ก็ไม่ยากครับ ตั้งอยู่ในเขตตัวเมืองปราจีนออกจากตัวเมืองประมาณ 6 กิโลเมตร เดินทางจากรุงเทพมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองปราจีน โดยใช้เส้นทาง กรุงเทพ-นครนายก-ปราจีนบุรี หรือเส้นทาง กรุงเทพ-ฉะเชิงเทรา-ปราจีนบุรี จากนั้นใช้เส้นทาง ปราจีน- อ.ประจันตคาม ตรงไปตามเส้นทางประมาณ 6 กิโลเมตร ก็จะเห็นพิพิธภัณฑ์ ตั้งอยู่ทางซ้ายมือ เดินทางสะดวกหาง่ายมีป้ายบอกตลอดการเดินทางครับ
เป็นไงครับทริปนี้ หมูหิน.คอม พามาชมของเก่า ๆมากมาย ตะเกียงเก่าๆ เป็นหมื่น ๆดวง เป็นแหล่งรวมของเก่าจำนวนมากอีกแห่งหนึ่งครับ หากใครอยากชมของเก่า ๆ ที่ไม่ใช่แฟนเก่า ๆ ละก็ หมูหิน.คอมว่ามาที่นี่แล้วไม่ผิดหวังแน่นอน โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง เพื่อนๆ ที่ชอบของเก่าและสนใจเจ้าตะเกียงเจ้าพายุ น่าจะมาชมที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นที่สุดครับ สุดยอดของเก่าจริง ๆโดยเฉพาะตะเกียงเจ้าพายุ เอาไว้ทริปหน้าหมูหิน.คอมจะตามหาแหล่งสะสมของเก่า ๆจำนวนมาก ๆ แบบนี้มาฝากกันอีกนะครับเพื่อน ๆ สะสมของเก่านะครับไม่ใช่สะสมแฟนเก่าๆ เอาไว้ เดี๋ยวงานจะเข้าเอา
หมูหิน.คอม คิดจะเที่ยวเว็บเดียวก็พอ...ภาพ เรื่อง และวีดีโอ.....ทีมงานหมูหิน.คอม
|
Concept
สำหรับการถ่ายภาพเส้นแสงบนท้องถนนยามราตรี เป็นการใช้ประโยชน์ในเรื่องของการใช้สปีดชัตเตอร์ที่
เปิดรับแสงนานเพื่อบันทึกแสงที่มีลักษณะของความต่อเนื่อง ซึ่งในที่นี้ก็คือดวงไฟตามจุดต่างๆ ของ
รถยนต์เช่นไฟหน้า ไฟท้าย โดยที่แหล่งแสงเหล่านี้มีการเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ เมื่อกล้องเปิดรับแสงนาน
การเคลื่อนที่ของแหล่งกำเนิดแสงจะถูกบันทึกเก็บเอาไว้อย่างต่อเนื่อง เกิดเส้นของแสงเป็นทางยาวตาม
ทิศทางที่รถมีการเคลื่อนที่ไป
และเพราะเป็นการบันทึกภาพที่ต้องเปิดรับแสงนาน การที่จะให้กล้องบันทึกภาพออกมาได้สวยงามจำเป็น
ที่จะต้องใช้อุปกรณ์เสริมเข้ามาช่วย การเตรียมความพร้อมของร่างกายก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเราอาจจะต้อง
เดินไปตามท้องถนนเป็นระยะทางไกลๆ
สำหรับเลนส์ที่ใช้งานได้ดีก็คือเลนส์มุมกว้างหรือเลนส์ระยะมาตรฐาน ส่วนเลนส์เทเลโฟโต้อาจจะใช้งาน
ได้บ้าง แต่มุมภาพที่ได้จะแคบและไม่ดูน่าตื่นตะลึงเท่าเลนส์มุมกว้างเพราะเส้นสายที่ได้จะมีความยาวไม่มากจนดูไม่ค่อยน่าสนใจ |
 |
 |
Equipments
สิ่งที่สำคัญเป็นอันดับหนึ่งสำหรับอุปกรณ์เสริมในการนี้ก็คือ "ขาตั้งกล้อง" เพราะ
เราต้องเปิดรับแสงนาน มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้มือเปล่าถือกล้องหากต้องการ
ให้ภาพออกมาสวยงาม ยิ่งขาตั้งกล้องมีความนิ่งสนิทได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีต่อภาพ
เท่านั้น เพราะตลอดช่วงของการเปิดรับแสงหากมีการสั่นไหวของกล้องขึ้นเพียง
เล็กน้อย ก็จะส่งผลให้ภาพขาดความคมชัดไปทันที ดังนั้นขอตั้งกล้องที่มั่นคงและ
ส่วนหัวที่ยึดจับตัวกล้องที่แข็งแรงจึงเป็นสิ่งจำเป็นแม้จะต้องแลกมาด้วยน้ำหนัก
ที่มากขึ้นกว่าเดิม
อุปกรณ์ตัวต่อมาที่แนะนำให้ต้องมีก็คือสายลั่นชัตเตอร์ ซึ่งในการถ่ายภาพแบบนี้
เราอาจจะใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำแบบที่ควบคุมด้วยตัวกล้องหรือใช้ชัตเตอร์ "B" ก็เป็นได้ เพราะเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของตัวแบบที่มีการเคลื่อนที่ การใช้ระบบหน่วงเวลาถ่ายภาพ (Self-Timer) ใช้งานได้กับสปีดชัตเตอร์ที่ควบคุมด้วยตัวกล้อง แต่ไม่สามารถใช้กับ ชัตเตอร์ "B" ได้ ซึ่งข้อเสียของการไม่มีสายลั่นชัตเตอร์ก็คืออาจจะทำให้พลาดช่วง จังหวะสำคัญในการลั่นชัตเตอร์ |
|
|
|
The Exposure
สปีดชัตเตอร์
สปีดชัตเตอร์เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะเราต้องเลือกใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำๆ ตั้งแต่ประมาณ 5 วินาทีไปจนถึงเป็นนาที (ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณและความเร็ว
ของรถบนท้องถนน) โหมดการถ่ายภาพที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการถ่ายภาพแบบนี้คือโหมด "M" (Manual) เพราะเราสามารถที่จะกำหนดได้เองทั้งค่า
สปีดชัตเตอร์และรูรับแสง
รูรับแสง
เพราะเราต้องการใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำ การบีบรูรับแสงให้แคบลงจึงเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ ซึ่งค่าที่เหมาะจะเริ่มต้นตั้งแต่ f/8 เป็นต้นไป เรื่องนี้ต้องพิจารณาจาก
หลายปัจจัย เพราะยิ่งต้องการเปิดรับแสงนาน (เช่นรถวิ่งช้าหรือปริมาณแสงไม่มาก) ก็ยิ่งต้องบีบรูรับแสงให้แคบลงเพื่อป้องกันการเกิดค่าแสงโอเวอร์ขึ้นในภาพ
เช่นหากใช้สปีดชัตเตอร์ที่ 5 วินาทีใช้ f/8 แต่เมื่อต้องการเปิดรับแสงนานขึ้นก็เพิ่มสปีดชัตเตอร์เป็น 10 วินาที ก็จะต้องใช้รูรับแสงที่แคบลงมาเช่น f/16 เป็นต้น
แต่โดยปกติที่ถ่ายภาพแนวนี้กัน จะเลือกใช้รูรับแสงแคบสุดของเลนส์เพื่อเปิดรับแสงนาน และเพื่อให้ดวงไฟอื่นๆ ตามท้องถนนเกิดเป็นประกายแฉกในภาพด้วย
ค่า ISO
เลือกใช้ค่า ISO ต่ำที่สุดเพื่อให้ภาพมีคุณภาพดีที่สุดและเพื่อสนับสนุนการเปิดรับแสงนานด้วย แต่ภาพในแนวนี้มักจะเกิด Noise ขึ้นในภาพถึงแม้ว่าจะใช้ ISO
ต่ำที่สุดก็ตาม ซึ่ง Noise ที่เกิดขึ้นจะเป็น Noise ที่เรียกว่า Long Exposure Noise หรือเกิดขึ้นจากการเปิดรับแสงนานนั่นเอง อาจจะมากหรือน้อยก็อยู่ที่ระยะ
เวลาการเปิดรับแสงและระบบการจัดการในตัวกล้อง ซึ่งกล้องรุ่นใหม่ๆ มักจะทำได้ดีในส่วนนี้อย่างเห็นได้ชัด |
|
|
Suggestion
คำแนะนำสำหรับการถ่ายภาพเส้นแสงบนท้องถนน
ควรศึกษาเรื่องการวางองค์ประกอบภาพให้ดี โดยเฉพาะเรื่องของการใช้เส้น เพราะตัวแบบหลักที่จะปรากฏในภาพจะมีลักษณะเป็นเส้น
ซึ่งหากวางไม่ไดีจะทำให้ภาพดูสับสนได้ง่าย
สถานที่ในเวลากลางวันและกลางคืนจะต่างกันค่อนข้างมาก เวลากลางวันอาจะดูว่าสวยเพราะมีแสงที่ช่วยให้เห็นรายละเอียดต่างๆ ได้มาก แต่เวลากลางคืนอาจจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยก็ได้ ดังนั้นควรคิดเผื่อกรณีนี้เอาไว้ด้วย
หากบริเวณที่วางกล้องเป็นแยกไฟแดง ต้องสังเกตุหลายๆ อย่างเช่น ลักษณะการออกตัวของรถ ปริมาณของรถในการมุ่งหน้าไปยังทิศทางต่างๆ
ระยะเวลาของไฟเขียว-แดง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีความสำตัญเพราะจะช่วยให้เราเลือกจังหวะลั่นชัตเตอร์ได้ดีขึ้น เช่นต้องการให้มีภาพรถจอดนิ่งๆ
ในขณะที่มีเส้นแสงวิ่งเป็นทางยาวในภาพด้วย ก็อาจจะรอจังหวะที่ทางตรงเป็นไฟเขียวแต่ทางเลี้ยวเป็นไฟแดงเป็นต้น
ในมุมที่ไฟหน้ารถมีทิศทางวิ่งเข้ามาหากล้อง ให้ระวังเรื่องของการเกิดแสงโอเวอร์ขึ้นในภาพ เพราะไฟหน้ารถจะมีปริมาณแสงมากกว่าไฟหลังรถ
ยิ่งหากรถมีความเร็วไม่มากนัก จะทำให้มีปริมาณแสงสะสมในภาพมากขึ้น อาจจะหลีกเลี่ยงด้วยการตั้งกล้องในมุมที่อยู่ฝั่งที่เห็นไฟหลังและ
ฝั่งตรงข้ามเป็นไฟหน้า ซึ่งปริมาณรถที่วิ่งผ่านกล้องจะบังแสงไฟหน้าจากฝั่งตรงข้ามเป็นช่วงๆ
ควรวางองค์ประกอบให้มีสิ่งปลูกสร้างที่ดูเด่นเพื่อเป็นวัตถุตายตัวอยู่ในภาพ จะช่วยให้ภาพน่าดูยิ่งขึ้น และสามารถบอกมิติของภาพได้ดีกว่าภาพ
ที่มีแต่เส้นแสงเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ควรเลือกใช้ก็เช่นอาคารสูงทรงแปลกตา, อนุสาวรีย์, เสาโคมไฟ ฯลฯ
มุมสูงจะได้ภาพที่ดูแปลกตาและน่าตื่นเต้น แต่หากต้องไปอยู่บนสะพานหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ต้องสังเกตุดูก่อนว่ามีการโยกคลอนหรือกระเทือน
ในช่วงที่มีรถวิ่งหรือไม่ เพราะการสะเทือนเพียงเล็กน้อยก็สร้างความเสียหายให้กับภาพที่มีการเปิดรับแสงนานได้
ในช่วงงานเทศกาลจะมีปริมาณแสงไฟหน้ารถมาก ซึ่งเป็นสิ่งดีสำหรับการถ่ายภาพแนวนี้ แต่สิ่งที่ควรระวังก็คือจะมีจังหวะที่รถติดได้มากเช่นกัน
ซึ่งหากรถติดอยู่กับที่หรือเคลื่อนตัวช้า ก็จะทำให้เกิดปริมาณแสงมากขึ้น ดังนั้นต้องดูจังหวะการวิ่งของรถให้ดี โดยมากแล้วจะเป็นจังหวะที่รถ
กำลังออกจากแยกในจังหวะเริ่มไฟเขียว ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานรถก็จะเริ่มติดหรือวิ่งช้าลง
ควรลดอุปกรณ์ต่างๆ ที่ไม่จำเป็นลงให้น้อยที่สุดเพื่อให้เกิดความคล่องตัว เพราะอาจจะต้องเดินแบกน้ำหนักเป็นระยะทางไกล
เมื่อจะถ่ายภาพให้ปรับตั้งรูรับแสงและสปีดชัตเตอร์โดยอาจจะเริ่มที่ f/8 สปีดชัตเตอร์ 5 วินาที จากนั้นลองถ่ายภาพทดลองดูว่าต้องปรับเพิ่ม
หรือลดส่วนไหน หากแสงจ้าเกินไปก็ลองหรี่รูรับแสงลง หรือหากมืดเกินไปก็ลองใช้สปีดชัตเตอร์ที่ต่ำลงไปอีก ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับปริมาณแสง
และความเร็วของรถอย่างที่ได้บอกไปแล้ว
เมื่อเล็งภาพในช่องมองภาพเพื่อจัดองค์ประกอบ ให้กำหนดตำแหน่งเป็นเช็คมาร์คทั้งสองด้านของภาพจากวัตถุที่ปรากฏให้เห็น เพื่อใช้เป็น
จุดกำหนดในการเปิดและปิดชัตเตอร์เมื่อรถวิ่งเข้ามาหรือผ่านออกไป ซึ่งนี่จะเป็นเทคนิคสำหรับการเปิดใช้ชัตเตอร์ "B" เพราะในขณะที่กำลัง
บันทึกภาพอยู่นั้นเราจะไม่สามารถมองเห็นภาพได้ จึงต้องใช้วิธีกำหนดจุดแบบนี้ช่วยในการเลือกจังหวะบันทึกภาพ
อาจจะแขวนกระเป๋ากล้องกับขาตั้งในแนวดิ่ง เพื่อใช้สำหรับการถ่วงน้ำหนักช่วยให้ขาตั้งกล้องเกิดความมั่นคงยิ่งขึ้น และจะช่วยให้เราไม่ลืม
ของเมื่อต้องย้ายทีไปยังจุดอื่นๆ ด้วย
ควรติดไฟฉายเล็กๆ ไปด้วย เพราะมันจะช่วยได้มากสำหรับการถ่ายภาพในเวลากลางคืนสำหรับการปรับตั้งต่างๆ ที่อาจจะมองเห็นได้ไม่ดีนัก
เพราะมีแสงน้อย |
|
|
การถ่ายภาพเส้นแสงบนท้องถนนในยามราตรีเป็นสิ่งที่คนใช้กล้อง DSLR ควรจะได้ทดลอง เพราะนี่เป็นการใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติจากกล้องชนิดนี้ได้เต็มที่
นอกจากนี้ยังเป็นการถ่ายภาพที่สนุกจนแทบไม่อยากจะเลิกหากหามุมที่ถูกใจได้จริงๆ และมันจะยังช่วยพัฒนาทักษะการใช้กล้องและอุปกรณ์ให้กับเราได้อย่าง
มากมาย นอกจากนี้ภาพลักษณะนี้มักจะทำให้ผู้ชมตื่นตะลึงได้ไม่ยากหากมีการเปิดรับแสงที่ลงตัว
|
|
|
|
|