ในที่สุดการตัดสินรอบสุดท้ายก็เดินทางมาถึง สำหรับการแข่งขันอันดุเดือนของเหล่าบรรดาช่างภาพที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างสุดฝีมือ สุดพลังเพื่อสร้างสรรค์ผลงานรูปภาพสวยๆ มุมดีๆ เรื่องราวต่างๆ ให้เราได้ยลกัน ไม่ว่าจะเป็น
3 สนามที่ผ่านมา ทั้ง กาญจนบุรี เพชรบุรี และลพบุรี
ล้วนแต่ได้ภาพที่สุดยอดทั้งนั้น และคัดเลือกผู้เข้าแข่งขันจนเหลือ 60 คน (สละสิทธิ์ 4ท่าน เหลือ 56) เพื่อมาแข่งขันชิงถ้วยและของรางวัลกันที่เมืองราชธานีเก่า เมืองอยุธยานั่นเอง
วันแรกของการเดินทางผู้เข้าแข่งขันต่างทะยอยมารายงานตัวกันตั้งแต่เช้าที่สถานีรถไฟหัวลำโพง แล้วเมื่อลงทะเบียนเสร็จจึงได้เวลาออกเดินทางสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาฯ บรรยายกาศบนขนวนรถไฟค่อนข้างคึกคักเพราะหลายๆท่านเริ่มคุ้นเคยกัน จากการแข่งขันในสนามก่อนๆ ทำให้เงียบเหงานั้นจากหายไป เดินทางไม่นานเราก็มาถึงสถานีรถไฟอยุธยาพร้อมด้วยขบวนต้อนรับแบบไทยๆ ที่สวยงาม จับใจ เข้ากับบรรยากาศเป็นที่สุด การแข่งขันเริ่มต้นขึ้น เมื่อทุกทีมขึ้นนั่งบนตุ๊กๆคันของตัวเอง
เตรียมตัวออกเดินทางเก็บภาพสวยๆ ตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตลาดน้ำอโยธยา ตลาดน้ำคลองสระบัว วิหารพระมงคลบพิตร วัดใหญ่ชัยมงคล วัดพนัญเชิง วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดพุทธไธสวรรค์ วัดหน้าพระเมรุ วัดโลกยสุธา และสถานที่อื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ใครจะเลือกไปไหน เพราะครั้งนี้พิเศษสุดๆ การแข่งขันจัดข้น 2วัน วันแรกเป็นการเก็บภาพ วันที่สองเป็นการนั่งเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อจัดงานประกาศผลรางวัล
ส่วนหมูหินนั้นได้มีโอกาสเที่ยวโดยรถราง เที่ยวชมรอบเมืองอยุธยา
สถานที่แรกที่เราได้ไปเยือนก็คือวิหารพระมงคลบพิตรเพื่อถ่ายรูปรวมบรรดาผู้เข้าแข่งขันทั้ง 56ท่าน วิหารพระมงคลบพิตร พระมงคลบพิตร เป็นพระพุทธรูปบุสัมฤทธิ์ องค์ใหญ่องค์หนึ่ง ในประเทศไทย พระมงคลพิตรนี้ แต่เดิม อยู่ทางทิศตะวันออก นอกพระราชวัง สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม โปรดให้ชลอมาไว้ ทางด้านทิศตะวันตก ที่ ซึ่งประดิษฐานอยู่ในปัจจุบัน และโปรดให้ ก่อมณฑปสวมไว้ ครั้งถึงแผ่นดิน สมเด็จพระเจ้าเสือ ยอด มณฑปเกิดไฟไหม้ เพราะอสุนีบาต ทำให้พระศอ ของพระมงคลบพิตรหักตกลง จึงโปรดให้ก่อสร้างใหม่ แปลงเป็นมหาวิหาร แทนเมื่อเสียกรุงครั้งที่ ๒ วิหารมงคลบพิตร ถูกไฟไหม้ทรุดโทรม พระวิหารและองค์ พระพุทธรูป ได้รับการปฏิสังขรณ์ใหม่ ฝีมือไม่งดงามอ่อนช้อย เหมือนของเก่า บริเวณข้างวิหาร พระ มงคลบพิตร ทางด้านทิศตะวันออก เดิมเป็นสนามหลวง ใช้เป็นที่สำหรับ สร้างพระมรุ พระบรมศพ ของ พระมหากษัตริย์ และเจ้านาย เช่นเดียวกับท้องสนามหลวง ของกรุงเทพฯ
จากนั้นเวลาแห่งความบันเทิงแล้วอาหารเที่ยงก็มาถึง รถรางวิ่งชมบรรยากาศเมืองพระนครศรีอยุธยาพร้อมไกด์บรรยายแบบดุเด็ดเผ็ดมันส์ ฟังแล้วเพลินไม่มีเบื่อจริงๆ สักพักรถรางก็หยุดพร้อมเสียงประกาศให้ลงจากรถ เพื่อที่เราจะได้ชมกับการแสดงอันสวยงามกลางน้ำ
กันที่ตลาดน้ำอยุธยา
คลองสระบัว
ที่คลองสระบัวแห่งนี้บรรยากาศร่มรื่นไปด้วยสระบัว ต้นไม้น้อยให้ มีโบราณสถานเป็นฉากหลัง มีควายและห่านเล่นน้ำกินหญ้าได้บรรยากาศแบบลูกทุ่งเมืองเก่าไม่เหมือนใคร ว่าแล้วเราก็เลยไปเก็บภาพความน่ารักของเจ้าทุยและน้องห่านมาฝากด้วยนะครับ ข้างในตลาดน้ำนั้นส่วนใหญ่เป็นร้านของอาหาร ซึ่งอาหารแต่ละอย่างเรียกได้ว่าตกแต่ได้น่าทานมากๆ ไม่ว่าจะเป็นสูตรโบราณ สูตรชาววัง สูตรบ้านๆ มีให้เลือกมากมายหลายสไตล์ อีกทั้งคนขายแต่งกายย้อนยุคย้อนสมัยกันทุกร้าน มองแล้วเพลินอารมณ์จริงๆเชียว การแสดงกลางน้ำวันนี้เราได้มีโอกาสชมละครชุด ไกรทอง การแสดงชุดนี้นำมาซึ่งความสุข เสียงหัวเราะ และรอยยิ้มได้เป็นอย่างดี พออิ่มหนำสำราญและจบสิ้นการแสดงแล้ว เราจึงเดินทางไปกันต่อที่
วัดหน้าพระเมรุ วัดหน้าพระเมรุ
ตั้งอยู่ริมคลองสระบัว
ด้านเหนือของคูเมือง(แม่น้ำลพบุรีเก่า)
ตรงข้ามกับพระ-ราชวังหลวง มีชื่อเดิม ว่า "วัดพระเมรุราชการาม"
แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง และสร้างในสมัยใด พิจารณาได้ว่า น่าจะเป็นวัดสร้างขึ้นตรงที่ถวายพระเพลิงกษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่ง ในต้นสมัยอยุธยา เป็นวัดเดียวใน กรุงศรีอยุธยาที่ไม่ถูกพม่าทำลาย และยังคงสภาพที่ดีมาก เพราะพม่าได้ไปตั้งกองบัญชาการอยู่ ที่วัดนี้ พระอุโบสถเป็นแบบอยุธยาซึ่งมีเสาอยู่ภายใน แต่น่าจะมาเพิ่มเสารับชายคาทีหลังในรัชสมัยสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระประธานในอุโบสถซึ่งสร้างปลายสมัยอยุธยา เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องหล่อ สำริดขนาดใหญ่ที่สุดที่ปรากฏและมีความงดงามมาก ด้านหลังพระอุโบสถยังมีอีกองค์หนึ่งแต่เล็กกว่า คือ พระศรีอริยเมตไตรย์ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีการปฏิสังขรณ์โดยรักษาแบบ อย่างเดิมไว้ และได้เชิญพระพุทธรูปศิลานั่งห้อยพระบาทสมัยทวาราวดี จากวัดมหาธาตุไว้ในวิหารน้อย ซึ่งอยู่ฝั่งขวาของ พระอุโบสถอีกด้วย พระพุทธรูปศิลาแบบนั่งห้อยพระบาทสมัยทวาราวดีนี้ นับเป็น 1 ใน 6 องค์ ที่มีอยู่ใน ประเทศไทย จึงนับเป็นสิ่งที่มีค่ามากครับ
ไหว้พระอิ่มบุญกันเรียบร้อยที่วัดหน้าพระเมรุ เราเปลี่ยนบรรยากาศไปช็อปปิ้งของฝากกันที่ตลาดกรุงเก่าและเยี่ยมชมโบราณสถานขนาดใหญ่กันที่
วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดพระศรีสรรเพชญ์ เป็นวัดสำคัญที่สร้างอยู่ในพระราชวังหลวง เช่นเดียวกับวัดพระศรีรัตนศาสดารามที่กรุงเทพฯ หรือ วัดมหาธาตุแห่งกรุงสุโขทัยในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ใช้เป็นที่ประทับ ต่อมาสมเด็จพระบรม ไตรโลกนาถ ทรงสร้างพระราชมณเฑียรขึ้นใหม่แล้วโปรดยกให้เป็นเขตพุทธาวาส เพื่อประกอบพิธี สำคัญต่าง ๆ ของบ้านเมือง จึงเป็นวัดในเขตพระราชวังที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ต่อมาในสมัย สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2ทรงสร้างพระสถูปเจดีย์องค์ตะวันออก เพื่อบรรจุพระอัฐิของสมเด็จ พระบรมไตรโลกนาถพระราชบิดาเมื่อ พ.ศ.2035 องค์กลางบรรจุพระอัฐิของสมเด็จพระบรม ราชาที่ 3พระเชษฐาธิราช ในปี พ.ศ. 2042 ทรงสร้างพระวิหาร และในปีถัดมา ทรงหล่อพระพุทธรูป ยืนสูง 8 วา หุ้มด้วยทองคำหนัก 286 ชั่ง (ประมาณ 171 กิโลกรัม) ถวายพระนามว่า "พระศรีสรรเพชญ ดาญาณ" ซึ่งภายหลังเมื่อเสียกรุง พ.ศ.2310 พม่าได้เผา ลอกทองคำไปหมด และองค์พระพังยับเยิน เจดีย์องค์ที่ 3 ถัดมาจากด้านทิศตะวันตกเป็นเจดีย์บรรจุพระอัฐิ ของสมเด็จพระบรมราชาที่ 2 ซึ่งสมเด็จ พระบรมราชาที่ 4 พระราชโอรสได้โปรดให้สร้างขึ้น
เที่ยวและเก๊กท่าถ่ายรูปกันจนเย็น ก็ได้เวลาเดินทางเข้าสู่ที่พัก วรบุรี อโยธยา คอนเวนชั่น รีสอร์ท ที่พักสไตล์ไทยร่วมสมัยริมแม่น้ำป่าสัก และเพื่อเตรียมตัวทานอาหาร ทั้งบรรดาผู้แข่งขันต้องคัดภาพส่ง ผู้แข่งขันหลายๆท่านค่อนข้างหิวแต่ก็อดตื่นเต้นกับการคัดภาพไม่ได้ บางท่านก็ตื่นเต้นจนลืมหิวซะสนิท หลังจากที่ทุกทีมส่งภาพกันหมดแล้ว เราได้ได้ภาพงามๆ ทั้งสินจำนวน 112 ภาพ และเตรียมคัดให้เหลือเพียง 10 ภาพสุดท้ายในวันต่อไป เพื่อรับรางวัลชมเชย 7รางวัล รองชนะเลิศอันดับ2 รองชนะเลิศอันดับ1 และรางวัลชนะเลิศ รวมทั้งสิ้น 10 รางวัล
เช้าของวันที่สอง หมูหินและผู้เข้าแข่งขันได้มีโอกาสชมความงามของภาพทั้ง 112 ภาพกันก่อนตัดสิน บอกตามตรงเลยนะครับว่าสวยงามกินกันไม่ลงเลยจริงๆ งานหนักตกอยู่ที่คณะกรรมการแล้วละครับงานนี้ เราออกเดินทางขึ้นเรือเพื่อล่องเรือชมความงามกันต่อในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร และเราก็จะได้รู้กันแล้วทีนี้ ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ
การแข่งขันอันดุเดือดที่เดินทางมาถึง 4เดือน กับการแข่งขัน THAILAND PHOTO CHAMPIONSHIP CHALLENGE 2010 หลังจากรับประทานอาหารกลางวันและล่องเรือชมวิวสองฟากฝั่งไปได้สักพัก การตัดสินก็เริ่มขึ้น กรรมการคัดภาพอย่างละเอียดละออเพื่อที่จะได้ 36 ภาพ และหลังจากได้ 36 ภาพแล้วก็ถึงเวลาคัดให้เหลือ 10 ภาพสุดท้าย เพื่อเฟ้นหาผู้ชนะเลิศการแข่งขัน สำหรับใครที่ติดตามรายละเอียดการแข่งขันมาโดยตลอดและอยากทราบว่าใครหรือภาพไหนเป็นผู้ชนะ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.phototech-mag.com นะคร้าบ แล้วพบกันใหม่กับการประกวดถ่ายภาพสนุกๆอย่างนี้ในปีหน้านะจ๊ะ
|