อุทยานลิลิตพระลอ
ทริปนี้หมูหินพาท่าน ๆ
มารำลึกความเป็นไทยกันอีกครั้ง...เราพามาเที่ยวงานทอดผ้าป่าสามัคคีที่วัดพระธาตุพระลอ
และมาดูวรรณคดีอมตะรักหรือที่รู้จักกันในนามลิลิตพระลอ
มาดูกันว่าความรักของคนไทยในอดีตเป็นเช่นไร
และมาเที่ยวชมงานวัดของชาวอำเภอสอง จังหวัดแพร่พร้อม ๆ
กันเลยครับ
อำเภอสอง
ห่างจากตัวเมืองจังหวัดแพร่ประมาณ 40
กิโลเมตร
เป็นอำเภอที่เชื่อมต่อระหว่างจังหวัดพะเยาและจังหวัดน่าน
มาที่นี่ไปได้หลายเส้นทางครับ
ไม่ว่าจะเป็นเส้นไปอำเภองาวจังหวัดพะเยา เส้นตำบลสะเอียบ
(แก่งเสือเต้น) ไปอำเภอบ้านหลวงจังหวัดน่าน
การเดินทางที่นี่ถนนหนทางเค้าดีนะครับ
แต่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คงไปทางโค้งที่ต้องใช้ความระมัดระวังกันหน่อย
อุทยานลิลิตพระลอ
หาไม่ยากครับ
เมื่อถึงตัวอำเภอสองจะมีป้ายบอกทางให้เห็นเด่นชัด
อยู่หน้าเทศบาลอำเภอสองกันเลย
และเลี้ยวขวาไปตามป้ายบอกทางจากถนนใหญ่เข้าสู่ถนนในหมู่บ้านคุ้มครองธรรมไปประมาณ 1 กิโลเมตร
เราจะเห็นอุทยานลิลิตพระลอก่อน
ส่วนวัดและพระธาตุพระลอต้องขับรถเลยไปอีก 300
เมตร ไม่ไกลกันหรอกครับ
วันนี้ที่วัดพระธาตุพระลอเค้ามีงานทอดกฐิน ผ้าป่าสามัคคีครับ
และวันนี้แดดจะค่อนข้างแรงทีเดียว อากาศร้อน
แต่บรรยากาศในวัดครึกครื้นไปด้วยผู้คน
และเสียงดนตรีพื้นบ้านบรรเลง ผู้คนมากหน้าหลายตามาร่วมทำบุญ
และที่ดูเป็นสีสันของงานนี้เลยก็ว่าได้ คงจะเป็นตามซุ้มต่าง ๆ
ในวัดที่จัดให้แต่ละตำบลในอำเภอสองนำเอาขนมพื้นบ้าน ขนมไทย
ข้าวของเครื่องใช้พื้นบ้าน ไม้แกะสลัก เครื่องจักรสาน
สมุนไพรพื้นบ้าน และอีกมากมาย
มาให้คนที่มาเที่ยวงานได้เลือกชิม เลือกชม
และเลือกซื้อกันตามใจชอบ
มาถึงซุ้มแรก
ลุงเค้ากำลังซอกันอยู่เลยครับ ลุงเปิ้น(ท่าน)ดีดพิณ
คุณป้าเค้าสีซออู้ และซอด้วงอยู่ข้าง ๆ
ส่วนคุณยายก็ฟ้อนรำแบบเมืองเหนือ ส่วนคนซอ (คนขับร้อง)
ก็ขับกล่อมเหล่าบรรดาแม่บ้านให้สนุกไปตาม ๆ กัน แหม!!เข้าซุ้มแรกก็ครึกครื้นกันขนาดนี้แล้วครับ
ขนมพื้นบ้านและขนมไทยเค้ามีให้ชิมกันไม่อั้นเลยครับ
หมูหินชิมทุกซุ้มกันเลย ไม่ว่าจะข้าวแดง ข้าวโพดคั่วเมือง
(เค้าใส่น้ำอ้อยครับ) ซุ้มถัดมาเป็นกล้วยทอดที่ทำจากกล้วยส้ม
มีทั้งรสหวานและเค็ม ถัดมาก็เป็นซุ้มของขนมชั้น ข้าวแต๋น
ข้าวแต๋นของซุ้มนี้เค้าทำมาจากแก้วมังกร และน้ำแตงโม
หอมหวานมัน สีสวยแบบธรรมชาติด้วยครับ
ถัดมาก็เป็นซุ้มของขนมหม่าแปบ และขนมจ๊อกและขนมเทียน
ซุ้มสุดท้ายครับ ทีแรกผมตกใจเพราะเห็นไทยมุง นึกว่าเกิดเรื่อง
แต่ใช่ซะเมื่อไหร่กันก็ซุ้มนี้เค้าทำขนมปาดทำกันสด ๆ
ในวัดเลยครับ
กลุ่มพ่อบ้านเค้าใช้ดินเหนียวหรือที่นี่เค้าเรียกว่าดินจอมปลวก
นำมาปั้นเป็นเตาขนาดเท่ากระทะใหญ่
ส่วนวันนี้เค้าจะทำหรือที่นี่เค้าเรียกว่าคนขนมปาดกันทั้งหมด 3 กระทะใหญ่ แท้จริงแล้วไทยมุงทั้งเค้ารุมรอขนมปาดร้อน ๆ
กันต่างหากล่ะครับ
กระทะแรกผ่านไปก็เลี้ยงคนได้เกือบทั้งวัดแล้ว
ผมได้ลิ้มรสขนมปาดสด ๆ จากเตาร้อน ๆ อร่อยมาก หวาน
หอมน้ำอ้อยเป็นหลัก
ขนมชนิดนี้จะได้กินกันก็ต่อเมื่อมีงานบุญเท่านั้นครับ
เค้าให้ผมชิมทุกซุ้มเลย
แถมยังห่อกลับบ้านให้ด้วย ชาวบ้านที่นี่เค้าใจดี
มีความเป็นมิตรและอัธยาศัยดีมาก ๆ เลย
เอ่อ...แต่ตอนนี้อิ่มจังครับ เหอๆๆ
ได้ขนมกลับไปกินที่บ้านด้วย สนุกและอิ่มครับ
อิ่มแล้วก็เดินย่อยด้วยการพาท่าน ๆ
ไปดูบรรยากาศในวัดกันดีกว่า
ของพื้นบ้านอร่อย ๆ แบบนี้หาทานได้ยากครับ
และของที่นำมาแสดงก็ล้วนแล้วแต่เป็นงานแฮนด์เมคทั้งนั้น
นั่นแน่!! มีซออู้ ซอด้วงขายกันด้วยครับ ราคาย่อมเยาแถมต่อรองได้อีกแน่ะ! หมูหินก็ซื้อมาสีกล่อมคนที่บ้านทั้งซออู้และซอด้วงกันเลยครับ
มาถึงใต้ต้นโพธิ์ กลางลานวัด
ซอพื้นเมืองคณะสมศักดิ์ ช่อแก้ว กำลังซออย่างสนุกสนานเลยครับ
มีช่างซอ (ที่นี่เค้าเรียกกัน) ทั้งหญิงและชาย
หมูหินเลยขอเก็บภาพและนั่งฟังซอใต้ร่มโพธิ์ให้หายร้อนกันหน่อย
ช่างซอเค้าเก่งมากเลยครับ
เห็นอะไรเค้าก็เอามาร้องเป็นเพลงหรือซอได้หมดเลยครับ
สีหน้าตอนขับร้องซอเค้าสนุกสนานจังครับ
หมูหินฟังแล้วก็ยิ้มตามเค้าไปด้วย เพลงซอช่างมีเสน่ห์ซะจริง
ฟังแล้วสนุก และต้องชื่นชมคนขับร้องด้วยครับ
เพราะเค้าต้องใช้สมองและไหวพริบขับร้องสิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้าออกมาให้เป็นเพลงซอให้ได้
คงต้องไปหาซีดีมาฟังซะแล้วครับ
มาถึงพระธาตุพระลอกันครับ...พระธาตุพระลอในปัจจุบัน
ตั้งอยู่ภายในวัดพระธาตุพระลอแห่งนี้ มีรูปปั้นพระลอ
พระเพื่อน พระแพงตั้งอยู่ติดกับพระธาตุ
หมูหินจึงได้กราบไหว้บูชาและสำรวจพื้นที่โดยรอบ
จึงทราบประวัติของวัดนี้ว่า วัดพระธาตุพระลอเป็นวัดที่ก่อตั้งเมื่อ
พ.ศ.2300
บริเวณที่ตั้งของวัดเป็นพื้นที่ของชุนเมืองสรองโบราณ
มีองค์พระธาตุเก่าแก่ อายุกว่า 400
ปี
มีความเชื่อว่าเป็นอนุสรณ์แห่งความรักอมตะของพระลอแห่งนครแมนสรวงกับพระเพื่อน
พระแพง พระธิดาของเมืองสรอง
เป็นต้นกำเนิดของวรรณคดีเรื่องลิลิตพระลอ
ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นสุดยอดของบทร้อยกรองประเภทลิลิตของชาติไทย
นอกจากนั้น รอบ ๆ
บริเวณกำแพงเมืองสรองโบราณยังมีแนวกำแพงดินสามชั้นให้ได้เดินชมทัศนียภาพอันสวยงาม
แต่วันนี้ด้วยอากาศที่แดดร้อนจัดและบริเวณแนวกำแพงดินดังกล่าวหญ้าขึ้นรกหมูหินเลยไม่ได้เก็บภาพมาฝากท่าน
ๆ
พระธาตุพระลอ ปรากฏในทะเบียนวัด ระบุว่าได้ประกาศให้เป็นวัดเมื่อปีพ.ศ.2300
ได้รับพระราชทานวิสุคามสีมาเมื่อปีพ.ศ.2325
ซึ่งตรงกับปีที่สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ จากการเล่าสืบต่อกันมา
องค์พระธาตุหินส้มในอดีต พระธาตุพระลอ เดิมทีชื่อว่า ธาตุหินส้ม ซึ่งอยู่ในบริเวณเวียงเก่าชื่อว่า เวียงหินส้ม จากการบอกเล่า สภาพภูมิประเทศแบ่งออกเป็นสองเวียง ด้วยคู่ร่อง
(กำแพงดิน) แวดล้อมอยู่คือ เวียงเหนือ (สถานที่วัดพระธาตุพระลอ และโรงเรียนบ้านธาตุพระลอในปัจจุบัน)
และอีกเวียงหนึ่ง คือ เวียงใต้ (สถานที่บ้านต้นผึ้งในปัจจุบัน) ซึ่งเวียงสองนี้เรียกว่า เวียงหินส้ม จะมีกำแพงดินสามชั้นล้อมรอบมองเห็นเป็นตระหง่าน
แต่เดิมเจดีย์หินส้มที่ว่านี้พังทลายลงเนื่องจากมีคนมาลับลอบขุดเจาะหาสมบัติในปีพ.ศ.2458-2459
ได้มีศรัทธาเข้ามาบูรณะซ่อมแซมแผ้วถางอยู่มาไม่นานได้มีนายสว่าง
บุญปถัมน์ มาเป็นนายอำเภอสอง จึงได้ชักชวนข้าราชการ กำนัน
ผู้ใหญ่บ้าน คณะศรัทธาร่วมกันบูรณะแผ้วถางใหม่
และเปลี่ยนชื่อว่า พระธาตุพระลอ
โดยถือเอาวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 เหนือ (ตรงกับเดือน 5 ใต้)หรือช่วงเดือนเมษายนของทุกปี
เป็นวันประเพณีขึ้นธาตุและสืบต่อกันมาเป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบัน
วันนี้หมูหินมาเยือนอำเภอสองแล้วจะไม่มีความเป็นมาของที่นี่กับลิลิตพระลอได้ยังไงกันครับ
เมืองสองหรืออำเภอสองเป็นชื่อที่มีความผูกพันเกี่ยวข้องกับวรรณคดีลิลิตพระลอเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางภูมิศาสตร์
ประวัติศาสตร์
นิรุกศาสตร์และวรรณคดีจะพบว่ามีความเชื่อมโยงกันจนทำให้มีบุคคลสำคัญหลายคนมีความเชื่อว่าน่าจะเป็นเมืองของพระเพื่อน
พระแพง ตามตำนานพงศาวดารของโยนก
จากการศึกษาค้นคว้าทางเอกสาร
และข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ
สรุปได้ว่าเรื่องราวของลิลิตพระลอได้ประพันธ์บันทึกไว้ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นโดยนำเอาเรื่องราวเหตุการณ์จากทางเหนือไปเป็นโครงเรื่องสังเกตพบว่ามีภาษาพื้นเมืองดั้งเดิมของคนเมืองสองผูกซ่อนไว้ในลิลิตพระลอจำนวนหลายคำ
เมืองสองในอดีตเจ้านครปกครองมาก่อนมีสถานที่ชุมชนเมืองโบราณตั้งอยู่
หมู่ที่ 1
ตำบลบ้านกลางลักษณะตัวเมืองชุมชนโบราณเป็นกำแพงดินล้อมรอบสามชั้นอบู่บนเนินสูง
มีธาตุพระลอ มีศาลปู้เข้าสมิงพรายจำนวน 2 แห่งในพื้นเดียวกันและมีที่สาธารณะอยู่ในบริเวณกำแพงเมือง
ดังนั้นทางอำเภอสอง จังหวัดแพร่
จึงได้ร่วมใจกันเสนอโครงการจัดสร้างอุทยานลิลิตพระลอ
โดยได้เริ่มดำเนินการในปี พ.ศ.2548
เป็นต้นมาเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางการศึกษา ค้นคว้า
ทางวรรณคดีลิลิตพระลอและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจของประชาชน
และนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี
คุณค่าของลิลิตพระลอ
วรรณคดีสโมสรได้พิจารณามีมติให้ลิลิตพระลอเป็นยอดของลิลิต
เพราะลิลิตพระลอมีอรรถรสที่มีความสมบูรณ์ครบทุกด้าน
ทั้งความบันเทิง และปรัชญาที่สะท้อนวิถีชีวิต
ซึ่งมีลักษณะเด่น แสดงออกถึงความมีอำนาจ ความมีฤทธิ์
ความกตัญญู ความรัก ความหลง ความจงรักภักดี
ความผูกอาฆาตพยาบาท ความเศร้าโศก และความตายอันเป็นกฎอนิจจัง
จากหลักฐานจึงสรุปได้ว่าเรื่องพระลอเป็นตำนานเล่าขาน
มีโบราณวัตถุ
และโบราณสถานที่ใช้อ้างอิงและสนับสนุนสอดคล้องตามเนื้อเรื่อง
โดยเฉพาะอรรถรสทางภาษาและสาระของวรรณคดีลิลิตพระลอมีความสมบูรณ์
เป็นอมตะรักแฝงคติธรรม
แนววิถีชีวิตของมนุษย์ในลักษณะพุทธปรัชญา อวสานลงด้วยอนิจจัง
ทุกข์ อนัตตา...
เรื่องย่อ วรรณคดีลิลิตพระลอ... ลิลิตพระลอ
เป็นลิลิตสุภาพที่มีร่ายสุภาพและโคลงสุภาพเป็นส่วนใหญ่
วรรณคดีสโมสรยกให้เป็นยอดลิลิต
สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ประทานอธิบายเกี่ยวกับหนังสือลิลิตว่า
วรรณคดีลิลิตพระลอแต่งในสมัยอยุธยาเป็นนิทานเรื่องทางอาณาเขตล้านนา
(คือมณฑลพายัพ)
แผ่นดินพระองค์ใดพระองค์หนึ่งทรงพระราชนิพนธ์เมื่อยังดำรงพระยศเป็นพระราชโอรสแต่งในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นราวในระหว่าง
พ.ศ.1991
จนถึง พ.ศ.2026
ลิลิตพระลอเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่าง 2 เมืองคือเมืองสรวงเจ้าครองเมืองชื่อว่าท้าวแมนสรวงและพระนางบุญเหลือมีโอรสพระองค์หนึ่งรูปงามมาก
นามว่า พระลอ ส่วนอีกเมืองหนี่งคือเมืองสรองเจ้าเมืองชื่อท้าวพิมพิสาคร
โอรสชื่อ ท้าวพิชัยพิษณุกร ซึ่งมีธิดา 2 พระองค์จากชายาชื่อ พระนางดาราวดี คือ พระเพื่อน และ พระแพง
ในคราวหนึ่งท้าวแมนสรวงได้ยกทัพไปตีเมืองสรอง
ท้าวพิมพิสาครสิ้นชีพ ท้าวพิชัยพิษณุกรนำพระศพเข้าเมือง
และขึ้นครองเมืองสืบต่อจากพระบิดา
โดยมีพระเพื่อนและพระแพงทำหน้าที่ปรนนิบัติเจ้ายู้เคยเป็นชายาท้าวพิมพิสาคร
ส่วนทางเมืองสรวง
ท้าวแมนสรวงได้ไปขอพระนางลักษณาวดีให้แก่พระลอ
เมื่อท้าวแมนสรวงสิ้นพระชนม์ พระลอก็ได้ครองราชย์สมบัติ
สืบต่อมาความงามของพระลอเลื่องลือไปทั่ว พระเพื่อน พระแพง
ได้ทราบข่าวเกิดการหลงรักขึ้นทันที
มีอาการกินไม่ได้โศกเศร้าอยากเห็นหน้าพระลอให้ได้ จนนางรื่น
นางโรยเกิดความสงสาร ติดต่อหมอผีทำเสน่ห์หลายคนแต่ไม่สำเร็จ
สุดท้ายไปให้ปู่เจ้าสมิงพรายช่วย
ปู่เจ้าได้เล็งญาณแล้วทราบว่าบุคคลทั้ง 3 ต้องมาชดใช้กรรมกันในชาตินี้
จึงรับช่วยโดยการทำเสนห์
ครั้งแรกใช้ลูกลมลงอาคมติดเหนือยอดยางเจ็ดคนโอบ ไม่สำเร็จ
ทำซ้ำโดยใช้ธงสามชายลงอาคมปักขึ้นยอดตะเตียนใหญ่
เก้าคนโอบเมืองสรวงได้หมอสิทธิชัยช่วยแก้ได้ก็ไม่สำเร็จอีก
ครั้งสุดท้ายเสกหมากสลาเหิรให้พระลอหยิบขึ้นมาเคี้ยว
สัมฤทธิ์ผล พระลอยกพลออกจากเมือง ข้ามแม่น้ำกาหลง
พร้อมกับอธิษฐานจิตเสี่ยงน้ำปรากฏว่าน้ำไหลวน
สีแดงเป็นลางร้าย แต่ด้วยขัติยะมานะไม่ถอยกลับ
และปู่เจ้าได้คัดเลือกไก่ที่สวยงามและเสกผีเข้าสิงไก่ให้พระลอหลงตามเข้ามาในสวนของพระเพื่อน
พระแพง พระลอได้ส่งคนสนิทคือนายแก้ว นายขวัญ
ปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยวชื่อ นายรัตน์ นายราม
เข้าตีสนิทนางรื่น นางโรย จนเกิดรักใคร่ได้เสียกัน
และพาพระลอไปพบกับ พระเพื่อน พระแพงในสวน
พบรักกันพร้อมกับหลบซ่อนลอบรักอยู่ในที่ประทับของพระเพื่อน
พระแพงได้ครึ่งเดือน ความทราบถึงท้าวพิชัยพิษณุกรผู้เป็นบิดา
ลอบดูเหตุการณ์เมื่อเห็นพระลอเกิดความรักและเมตตา
ทรงอภัยให้และตรัสว่าเมื่อได้ฤกษ์งามยามดีจะทำพิธีอภิเษกให้
แต่เจ้าย่ารู้ข่าวเกิดความแค้นและผูกใจเจ็บ
สั่งทหารกำจัดพระลอเสีย
โดยอ้างว่าท้าวพิชัยพิษณุให้สิทธิ์โดยดำเนินการเป็นความลับ
ตกดึกให้ทหารล้อมจับพระลอ พระลอคิดสู้ ทุกคนยอมตาย
พระเพื่อน พระแพง นางรื่น นางโรย
แต่งกายคล้ายชายถือดาบเข้ารบกับทหารพร้อมกับหนีไปด้วย
สุดท้ายถึงประตูประสาทไม่อาจต้านทานกำลังทหารได้
ทหารยิงหน้าไม้อาบยาพิษใส่พระลอ พระเพื่อน พระแพง
จนทั้งสามสิ้นใจทั้ง ๆ
ที่ยังยืนอิงกันหันหน้าสู้อยู่จนดูเหมือนกับว่ายังไม่ตาย
ท้าวพิชัยพิษณุกรทราบข่าวสั่งให้จับทหารและเจ้าย่าเลี้ยงของพระเพื่อน
พระแพง ไปประหารพร้อมกับแจ้งข่าวไปยังเมืองแมนสรวง
พระนางบุญเหลือแต่งทูตพร้อมเครื่องบูชาศพเดินทางไปยังเมืองสรอง
เมื่อถวายเพลิงศพแล้วก็ให้สร้างสถูปขึ้นสามองค์
เพื่อบรรจุอัฐิอังคารสามกษัตริย์และพระพี่เลี้ยงนับแต่นั้นมา
เมืองสรวงและเมืองสรองกลับมามีไมตรีต่อกัน
เป็นไงบ้างครับตำนานความรักอันยิ่งใหญ่
และที่อุทยานลิลิตพระลอแห่งนี้จะจัดกิจกรรมในการจดทะเบียนสมรสในวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์
ทางอำเภอสองได้จัดกิจกรรมทุกปี
โดยนำคู่สมรสที่จดทะเบียนในวันแห่งความรักนี้มาสักการะขอพรจากอนุสรณ์รัก
พระลอ พระเพื่อน พระแพง ณ อุทยานลิลิตพระลอ
นอกจากนี้ในวันที่ 1-2
เมษายน ของทุกปีจะมีการจัดกิจกรรมสืบสานศิลปวัฒนธรรม
โดยมีการจัด - พิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์
- ประกวดร้องเพลง ยอยศพระลอ
- ประกวดวาดภาพเรื่องราวในวรรณคดี ลิลิตพระลอ
- กาดมั่วคัวฮอมทางวัฒนธรรม
การจำหน่ายสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่น
- การจัดงานสะโตกรักพระลอ
เพื่อน แพง การแสดง แสง สี เสียงตำนานรักพระลอ
กิจกรรมต่าง ๆ
เหล่านี้ล้วนเป็นการแสดงออกถึงความยิ่งใหญ่ของตำนานและเป็นการสืบทอดวัฒนธรรมดีงามให้คงอยู่ชั่วลูกชั่วหลาน
และปีหน้าถ้าท่านใดสนใจมาเที่ยวชมล่ะก็อย่าพลาดนะครับหมูหินขอแนะนำ
และที่อาคารประชาสัมพันธ์ ณ
อุทยานลิลิตพระลอ
เค้ามีโชว์วัตถุโบราณที่ขุดพบภายในบริเวณอุทยานลิลิตพระลอและบริเวณโดยรอบส่วนใหญ่เป็นเครื่องใช้ของชาวเมืองสองยุคก่อนนั้น
จากการค้นพบเราสามารถสันนิษฐานได้ว่า
ชาวเมืองสองสมัยนั้นมีอาชีพการทำยาสูบดังจะเห็นได้จากการค้นพบเครื่องใช้ดินเผาที่มีรูปร่างคล้ายกล้องยาสูบเป็นจำนวนมากและเป็นสินค้าที่ชาวอำเภอสองนำไปแลกเปลี่ยนสินค้าอื่นระหว่างเมืองด้วยกัน
ถ้าใครสนใจเยี่ยม แวะไปชมได้เลยครับ
ที่นี่เค้าไม่เก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ ทั้งสิ้น
นอกจากนี้ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านซ้ายของถนนก่อนถึงทางขึ้นอุทยานฯ
นั่นคือศาลปู่ เจ้าสมิงพราย ที่เป็นผู้ทำเสน่ห์ยาแฝดให้กับพระเพื่อน พระแพง
เพื่อให้พระลอมาหลงรัก
ศาลปู่เจ้าสมิงพรายแห่งนี้เค้าว่ากันว่า หากใครไม่มีคู่
เมื่ออธิษฐานแล้ว ก็จะได้คู่ ใครไม่มีลูก
เมื่ออธิษฐานก็จักได้ลูกสมดั่งคำอธิษฐาน
อย่าพลาดนะครับ
ถ้าท่านใดที่ตั้งใจมาก็ดีหรือผ่านมาที่นี่ก็ดี
เชิญแวะมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของอำเภอสอง
จังหวัดแพร่กันให้ได้นะครับ
หมูหิน.คอม คิดจะเที่ยวเว็บเดียวก็พอ...ภาพ เรื่อง และวีดีโอ.....ทีมงานหมูหิน.คอม
|
คนเมืองสองแต้ๆ น.ต