|
เข้าอุทยานแห่งชาติ ชมน้ำตกดังเมืองพิษณุโลก ที่น้ำตกแก่งโสภา
จังหวัดพิษณุโลกเป็นจังหวัดที่มีความสมบูรณ์ของธรรมชาติอีกแห่งหนึ่งในภาคเหนือตอนล่าง คือมีพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงซึ่งกินพื้นที่ไปถึงเขตอำเภอเขาค้อจังหวัดเพชรบูรณ์ มีลำน้ำเข็กเป็นแม่น้ำสายสำคัญ ตลอดแนวของลำน้ำเข็กยังมีน้ำตกที่สวยงามให้ชมหลายแห่ง แต่ที่นับว่ามีขนาดใหญ่และสวยงามที่สุดในแถบนี้คงจะได้แก่ น้ำตกแก่งโสภา ซึ่งเป็นน้ำตกที่มีมีความสูงถึง 70 เมตร ทริปนี่เราพาเข้าป่าท่องไพรพักผ่อนกับบรรยากาศสบาย ๆภายใต้ธรรมชาติ ในอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง พร้อมกับชมน้ำตกงามที่แก่งโสภา ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีความสวยงามตาม ธรรมชาติอีกแห่งหนึ่งครับ
อุทยานแห่งชาติ ทุ่งแสลงหลวงมีเนื้อที่ทั้งหมด 789,000 ไร่ หรือประมาณ 1,262.55 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่อำเภอวังทอง อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก อำเภอหล่มสัก อำเภอชนแดน อำเภอเมือง อำเภอเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ จัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2518 นับเป็นเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 3 ของประเทศไทย สภาพภูมิประเทศทั่วไป มีลักษณะเป็นภูเขาคล้ายหลังเต่าสูง ทางด้านตะวันตกเป็นเทือกเขาหินปูนทอดเป็นแนวยาวไปทางตอนเหนือใต้และ ตอนกลาง ประกอบด้วยเทือกเขาสูงหลายแห่ง มีจุดสูงสุด คือบริเวณเขาแค สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1,028 เมตร อันเป็น ต้นน้ำลำธารหลายสาย เช่น ห้วยเข็กใหญ่ ห้วยเข็กน้อย ลำน้ำทุ้ม คลองชมพู และคลองวังทอง มีสภาพธรรมชาติ ทิวทัศน์ และเอกลักษณ์ ทางธรรมชาติ ที่สวยงามอันเป็นทุ่งหญ้าธรรมชาติ แบบสะวันนาสลับป่าสน และป่าดิบชื้น ที่สมบูรณ์ที่สุดอีกแห่งของประเทศไทย
อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ หลายแห่ง ในหลายพื้นที่ อาทิเช่น ทุ่งแสลงหลวง ทุ่งนางพญา ทุ่งโนนสน แก่งวังน้ำเย็น ถ้ำพระวังแดง น้ำตกศรีดิษฐ์ เส้นทางเข้าไปยังแหล่งท่องเที่ยวแต่ละที่เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่สวยงาม แทบทุกฤดูกาล แต่ในทริปเราจะเข้าไปยังน้ำตกแก่งโสภา ซึ่งเป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่สวยงามอีกอีกแห่งหนึ่งในอุทยาน ไปกันเลยครับ
ความสวยงามของน้ำตกสายนี้ซ่อนตัวอยู่ในลำน้ำเข็กภายในอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงเขตเชื่อมต่อ อำเภอวังทองและอำเภอนครไทยจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นสายน้ำที่ไหลดิ่งทิ้งตัวลงมาจากหน้าผาสูงและมีขนาดกว้าง ยามฤดูฝนกระแสน้ำจะรุนแรงน่ากลัวมากสายน้ำจะขุ่นโคลน แต่หากในช่วงฤดูหนาวน้ำจะใสสะอาดกระแสน้ำไหลจะลดความรุนแรงและได้รับการกล่าวขานกันว่า เป็นน้ำตกที่มีสวยงามไปด้วยลายหินแตกขนาดใหญ่และโพลงหินมากมายที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และลีลาการตกลง มาจากหน้าผาของสายน้ำเป็นไอย่างอ่อนโยน เฉื่อย ๆ แลดูงดงามสบายตาเป็นอย่างมาก
น้ำตกแก่งโสภา อยู่บนเส้นทางพิษณุโลก-หล่มสัก บริเวณกิโลเมตรที่ 71-72 มีทางแยกเข้าไป อีก ประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่เกิดจากลำห้วยเข็กใหญ่ไหลผ่านหน้าผาหินขนาดใหญ่ลดหลั่นกันลงไปเป็นชั้น ๆ มีความสูงถึง 70 เมตร มีแอ่งหินขนาดใหญ่รับน้ำทางด้านล่าง สภาพโดยรอบร่มรื่นปกคลุมไปด้วยป่าดิบชื้น ตอนบนน้ำตกเป็นแผ่นหินเรียบบริเวณกว้างซึ่งถ้าน้ำน้อยสามารถเดินข้ามผ่านไปอีกฝั่งได้ ส่วนตอนล่างเป็นลายหินแตกโพลงหินและโขดหินขนาดใหญ่ ที่ถูกกระแสน้ำซัดพาดเอนเรียงกันสวยงามตามธรรมชาติ น้ำตกจะไหลลดหลั่นเป็นชั้นต่างๆ 3 ชั้น และไหลผ่านไปตามแก่งหินมากมายเป็นน้ำตกที่มีความสวยงามอีกแห่งหนึ่งเลยทีเดียวครับเพื่อน ๆ
น้ำตกแก่งโสภา เดิมชื่อ น้ำตกแก่งชั้นไดยาน หรือ บันไดยาน ซึ่งตั้งชื่อตามลักษณะที่มีน้ำตกลงมา คล้ายบันได 3 ขั้น เมื่อปี 2502 ได้มีการสำรวจพื้นที่ป่าทุ่งแสลงหลวง และในปี 2503 ได้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดยตัดทางแยกพิษณุโลก-หล่มสัก เข้าไปยังน้ำตก และเปลี่ยนชื่อเป็น น้ำตกแก่งโสภา โดย นาย พูนศักดิ์ จำรูญรัตน์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงคนแรก ส่วนแก่งโสภาจริงๆนั้น เป็นแก่งน้ำอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ทางต้นน้ำของน้ำตกไปประมาณ 1 กิโลเมตร จึงตั้งชื่อตามชื่อกำนันสมัยนั้น คือ กำนัน โสภา ซึ่งตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ใกล้กับบริเวณแก่งโสภา ชาวบ้านจึงนิยมเรียกแก่งนี้ว่าแก่งโสภา และได้นำมาตั้งเป็นชื่อน้ำตก กลายเป็นชื่อเรียกจนถึงทุกวันนี้ เรียกว่ามีชื่อเรียกที่มีประวัติความเป็นมาในอดีตครับ
การเดินทางเข้าไปชมน้ำตก จากที่จอดรถ ต้องเดินเข้าไปอีกประมาณ 200 เมตร ภายในอุทยานเมื่อเราเข้าไปถึง ก็รู้สึกได้ถึงอากาศของที่นี่ที่ค่อนข้างเย็นสบายและอากาศชื้น เป็นพื้นที่ที่มีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติเป็นอย่างมาก ภายในทำเป็นทางเดินศึกษาธรรมชาติอยู่ทั่วบริเวณ เราสามารถเดินพักผ่อนศึกษาธรรมชาติได้อีกกิจกรรมหนึ่ง มีจุดนั่งพักผ่อนที่ทำเป็นศาลาที่พักขนาดเล็กอยู่โดยรอบ นั่งรับอากาศดี ๆ ชมนกชมไม้ หลีกหนีจากสังคมเมืองที่วุ่นวายกลับมาสู่ธรรมชาติเติมกำลังให้กับชีวิตครับ นอกจากนั้นภายในอุทยานก็ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ครบครับ มีทั้งห้องน้ำ ร้านค้าสวัสดิการที่มีทั้งอาหารการกินเครื่องดื่มและของฝากของที่ระลึกมากมายและมี บ้านพักสวัสดิการให้บริการ หลายหลังพร้อมมีศูนย์บริการข้อมูลอยู่ภายในอีกด้วย เรียกว่าเป็นสถานที่พักผ่อนท่องเที่ยวที่ครบครันในทุก ๆ ด้านอีกแห่งหนี่งครับ
ทางลงไปยังน้ำตกก็ทำเป็นทางเดินเท้าอย่างดีสองข้างทางเดินก็เต็มไปด้วยป่าปลูก และต้นไม้ป่านานาพันธุ์ มีต้นไม้หายากหลายชนิด ที่ติดป้ายข้อมูล บอกชื่อ ชนิด ของต้นไม้ให้เราได้ศึกษาเรียนรู้ อากาศเย็นร่มรื่นแทบจะไม่มีแดดเพราะมีต้นไม้แผ่กิ่งก้านสาขาปรกคลุมไปทั่วบริเวณ น้ำตกแก่งโสภาเป็นน้ำตกขนาดใหญ่และการไหลกระแสน้ำรุนแรงโดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน หลังจากที่เราเดินมาลงมาได้สักพักเราก็เริ่มจะได้เย็นเสียงคำรามของน้ำตกแก่งโสภาที่กำลังร้องเรียกนักท่องเที่ยวให้เข้ามายลโฉมมาแต่ไกล เสียงดังไปทั่วพื้นป่าที่สงบเงียบครับ
บริเวณตัวน้ำตกแก่งโสภา ด้านบนทางอุทยานได้จัดพื้นที่สำหรับยืนชมความสวยงามของน้ำตกเป็นบริเวณกว้าง เมื่อเราเข้าไปใกล้ ๆตัวน้ำตกใหญ่มากและรู้สึกได้ถึงความรุนแรงของธรรมชาติ เสียงน้ำตกลงสู่พื้นหินเสียงดังสนั่น และเต็มไปด้วยละอองไอของน้ำ ตัวน้ำตกจะเป็นมุม 90 องศา 3 ชั้น ซึ่งมีความสูงชันมาก เราเข้าไปในฤดูฝนพอดีสายน้ำจะไหลเชี่ยวกรากมาก ๆ น่ากลัวเล็กน้อยครับ สายน้ำจะไหลลดหลั่นลงไปเป็นชั้น ๆ ตามแนวผาหิน และไหลผ่านแก่งหิน สวยงามมาก ๆ รอบตัวน้ำตก เต็มไปด้วยสีเขียวชอุ่ม ที่ถูกโอบล้อมไว้ด้วยธรรมชาติที่สมบูรณ์ทั้งต้นไม้ ดอกไม้และพันธุ์พืช อีกมากมาย นั่งชมวิวน้ำตกสวย ๆ รับกับอากาศดี ๆ ที่แสนจะบริสุทธิ์ในอุทยานมันชั่งเป็นวันพักผ่อนที่สบายสุด ๆครับ น้ำตกสวยจริง ๆ สุดยอด(น้ำตกจะสวยมากที่สุดในช่วงหน้าหนาว)
นอกจากที่เราจะได้ชมน้ำตกสวย ๆ อย่างน้ำตกแก่งโสภาแล้ว บริเวณใกล้เคียงก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวดี ๆ ที่รอให้เราได้ไปสัมผัสกันอีกหลายแห่ง เช่น น้ำตกปอย น้ำตกแก่งซอง ล่องแก่งลำน้ำเข็ก และแหล่งท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงในจุดอื่น ๆ อีกหลายที่ เดินทางท่องเที่ยวทางธรรมชาติกันได้แบบเต็มอิ่มแน่นอนครับ
น้ำตกแก่งโสภาตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ในเขตของอำเภอนครไทย-วังทอง จังหวัดพิษณุโลก ริมถนนพิษณุโลก-หล่มสัก(ทางหมายเลข12) ระหว่างหลักกิโลเมตร ที่ 71-72 ประตูทางเข้าเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00-17.30 น. อัตราค่าธรรมเนียมในการเข้าชม คนไทยผู้ใหญ่ 40 ต่อท่าน เด็ก20 บาท ชาวต่างชาติผู้ใหญ่ 200 ต่อท่าน เด็ก100 บาท
สอบถามข้อมูลเพิ่มได้ที่ โทร 055-268019 หรือโทรไปที่ 055-252742-3,055-259907
สอบถามข้อมูลก่อนการเดินทางครับ
การเดินทางมาชม น้ำตกแก่งโสภาไม่ยากครับเพราะอยู่ริมถนนหลักเข้าไปไม่ลึกและมีถนนเข้าถึงสะดวกสบายการเดินทางสามารถมาได้ 2 เส้นทาง เส้นทางที่ 1 มาจากเพชรบูรณ์ใช้ทางหลวง 21 ไปหล่มสักระยะทางประมาณ 13 กิโลเมตร จากนั้นเข้าสูทางหมายเลข 12 ไปพิษณุโลก ตรงไปตามทางจนถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 71-72 ก็จะเห็นทางเข้าทางด้านซ้ายมือ เส้นทางที่ 2 เดินทางจากพิษณุโลก ใช้เส้นทางพิษณุโลก-หล่มสัก( ทางหมายเลข 12 ) ตรงไปหล่มสัก ถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 71-72 ก็จะเห็นทางเข้าไปน้ำตกอยู่ทางขวามือ เดินทางสะดวกสบายครับมีป้ายบอกทางเป็นระยะไม่หลงแน่นอน
น้ำตกแก่งโสภาถือว่าเป็นน้ำตกที่มีความสวยงามอีกแห่งหนึ่งที่มีถนนเข้าถึง สะดวกในการเที่ยวชมและเต็มไปด้วยธรรมชาติมากมายเนื่องจากตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดพิษณุโลกที่น่าเข้ามาเที่ยวชมพักผ่อนเป็นอย่างมากครับ หากเพื่อน ๆ จะหาสถานที่พักผ่อนในธรรมชาติซักแห่ง มาที่น้ำตกแก่งโสภาภายในอุทยานแหงชาติทุ่งแสลงหลวงก็ไม่ผิดหวังครับหรือท่านไดเดินทางมาเที่ยวเมืองพิษณุโลกหรือเดินทางมาบนทางหมายเลข 12 ก็อย่าลืมแวะเข้าไปชมน้ำตกสวย ๆและพักผ่อนกับธรรมชาติ ที่น้ำตกแก่งโสภาภายในอุทยานแหงชาติทุ่งแสลงหลวงกันนะ เอาไว้ทริปหน้า หมูหิน.คอมจะพาไปเที่ยวชม น้ำตกสวย ๆและเต็มไปด้วยธรรมชาติแบบนี้กันอีกนะครับ จะพาไปที่ไหนอย่างไร ติดตามได้ที่
www.moohin.com ที่นี่ที่เดียวครับ
หมูหิน.คอม คิดจะเที่ยวเว็บเดียวก็พอ...
ภาพ เรื่อง และวีดีโอ.....ทีมงานหมูหิน.คอม
|
Concept
สำหรับการถ่ายภาพเส้นแสงบนท้องถนนยามราตรี เป็นการใช้ประโยชน์ในเรื่องของการใช้สปีดชัตเตอร์ที่
เปิดรับแสงนานเพื่อบันทึกแสงที่มีลักษณะของความต่อเนื่อง ซึ่งในที่นี้ก็คือดวงไฟตามจุดต่างๆ ของ
รถยนต์เช่นไฟหน้า ไฟท้าย โดยที่แหล่งแสงเหล่านี้มีการเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ เมื่อกล้องเปิดรับแสงนาน
การเคลื่อนที่ของแหล่งกำเนิดแสงจะถูกบันทึกเก็บเอาไว้อย่างต่อเนื่อง เกิดเส้นของแสงเป็นทางยาวตาม
ทิศทางที่รถมีการเคลื่อนที่ไป
และเพราะเป็นการบันทึกภาพที่ต้องเปิดรับแสงนาน การที่จะให้กล้องบันทึกภาพออกมาได้สวยงามจำเป็น
ที่จะต้องใช้อุปกรณ์เสริมเข้ามาช่วย การเตรียมความพร้อมของร่างกายก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเราอาจจะต้อง
เดินไปตามท้องถนนเป็นระยะทางไกลๆ
สำหรับเลนส์ที่ใช้งานได้ดีก็คือเลนส์มุมกว้างหรือเลนส์ระยะมาตรฐาน ส่วนเลนส์เทเลโฟโต้อาจจะใช้งาน
ได้บ้าง แต่มุมภาพที่ได้จะแคบและไม่ดูน่าตื่นตะลึงเท่าเลนส์มุมกว้างเพราะเส้นสายที่ได้จะมีความยาวไม่มากจนดูไม่ค่อยน่าสนใจ |
 |
 |
Equipments
สิ่งที่สำคัญเป็นอันดับหนึ่งสำหรับอุปกรณ์เสริมในการนี้ก็คือ "ขาตั้งกล้อง" เพราะ
เราต้องเปิดรับแสงนาน มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้มือเปล่าถือกล้องหากต้องการ
ให้ภาพออกมาสวยงาม ยิ่งขาตั้งกล้องมีความนิ่งสนิทได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีต่อภาพ
เท่านั้น เพราะตลอดช่วงของการเปิดรับแสงหากมีการสั่นไหวของกล้องขึ้นเพียง
เล็กน้อย ก็จะส่งผลให้ภาพขาดความคมชัดไปทันที ดังนั้นขอตั้งกล้องที่มั่นคงและ
ส่วนหัวที่ยึดจับตัวกล้องที่แข็งแรงจึงเป็นสิ่งจำเป็นแม้จะต้องแลกมาด้วยน้ำหนัก
ที่มากขึ้นกว่าเดิม
อุปกรณ์ตัวต่อมาที่แนะนำให้ต้องมีก็คือสายลั่นชัตเตอร์ ซึ่งในการถ่ายภาพแบบนี้
เราอาจจะใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำแบบที่ควบคุมด้วยตัวกล้องหรือใช้ชัตเตอร์ "B" ก็เป็นได้ เพราะเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของตัวแบบที่มีการเคลื่อนที่ การใช้ระบบหน่วงเวลาถ่ายภาพ (Self-Timer) ใช้งานได้กับสปีดชัตเตอร์ที่ควบคุมด้วยตัวกล้อง แต่ไม่สามารถใช้กับ ชัตเตอร์ "B" ได้ ซึ่งข้อเสียของการไม่มีสายลั่นชัตเตอร์ก็คืออาจจะทำให้พลาดช่วง จังหวะสำคัญในการลั่นชัตเตอร์ |
|
|
|
The Exposure
สปีดชัตเตอร์
สปีดชัตเตอร์เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะเราต้องเลือกใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำๆ ตั้งแต่ประมาณ 5 วินาทีไปจนถึงเป็นนาที (ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณและความเร็ว
ของรถบนท้องถนน) โหมดการถ่ายภาพที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการถ่ายภาพแบบนี้คือโหมด "M" (Manual) เพราะเราสามารถที่จะกำหนดได้เองทั้งค่า
สปีดชัตเตอร์และรูรับแสง
รูรับแสง
เพราะเราต้องการใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำ การบีบรูรับแสงให้แคบลงจึงเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ ซึ่งค่าที่เหมาะจะเริ่มต้นตั้งแต่ f/8 เป็นต้นไป เรื่องนี้ต้องพิจารณาจาก
หลายปัจจัย เพราะยิ่งต้องการเปิดรับแสงนาน (เช่นรถวิ่งช้าหรือปริมาณแสงไม่มาก) ก็ยิ่งต้องบีบรูรับแสงให้แคบลงเพื่อป้องกันการเกิดค่าแสงโอเวอร์ขึ้นในภาพ
เช่นหากใช้สปีดชัตเตอร์ที่ 5 วินาทีใช้ f/8 แต่เมื่อต้องการเปิดรับแสงนานขึ้นก็เพิ่มสปีดชัตเตอร์เป็น 10 วินาที ก็จะต้องใช้รูรับแสงที่แคบลงมาเช่น f/16 เป็นต้น
แต่โดยปกติที่ถ่ายภาพแนวนี้กัน จะเลือกใช้รูรับแสงแคบสุดของเลนส์เพื่อเปิดรับแสงนาน และเพื่อให้ดวงไฟอื่นๆ ตามท้องถนนเกิดเป็นประกายแฉกในภาพด้วย
ค่า ISO
เลือกใช้ค่า ISO ต่ำที่สุดเพื่อให้ภาพมีคุณภาพดีที่สุดและเพื่อสนับสนุนการเปิดรับแสงนานด้วย แต่ภาพในแนวนี้มักจะเกิด Noise ขึ้นในภาพถึงแม้ว่าจะใช้ ISO
ต่ำที่สุดก็ตาม ซึ่ง Noise ที่เกิดขึ้นจะเป็น Noise ที่เรียกว่า Long Exposure Noise หรือเกิดขึ้นจากการเปิดรับแสงนานนั่นเอง อาจจะมากหรือน้อยก็อยู่ที่ระยะ
เวลาการเปิดรับแสงและระบบการจัดการในตัวกล้อง ซึ่งกล้องรุ่นใหม่ๆ มักจะทำได้ดีในส่วนนี้อย่างเห็นได้ชัด |
|
|
Suggestion
คำแนะนำสำหรับการถ่ายภาพเส้นแสงบนท้องถนน
ควรศึกษาเรื่องการวางองค์ประกอบภาพให้ดี โดยเฉพาะเรื่องของการใช้เส้น เพราะตัวแบบหลักที่จะปรากฏในภาพจะมีลักษณะเป็นเส้น
ซึ่งหากวางไม่ไดีจะทำให้ภาพดูสับสนได้ง่าย
สถานที่ในเวลากลางวันและกลางคืนจะต่างกันค่อนข้างมาก เวลากลางวันอาจะดูว่าสวยเพราะมีแสงที่ช่วยให้เห็นรายละเอียดต่างๆ ได้มาก แต่เวลากลางคืนอาจจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยก็ได้ ดังนั้นควรคิดเผื่อกรณีนี้เอาไว้ด้วย
หากบริเวณที่วางกล้องเป็นแยกไฟแดง ต้องสังเกตุหลายๆ อย่างเช่น ลักษณะการออกตัวของรถ ปริมาณของรถในการมุ่งหน้าไปยังทิศทางต่างๆ
ระยะเวลาของไฟเขียว-แดง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีความสำตัญเพราะจะช่วยให้เราเลือกจังหวะลั่นชัตเตอร์ได้ดีขึ้น เช่นต้องการให้มีภาพรถจอดนิ่งๆ
ในขณะที่มีเส้นแสงวิ่งเป็นทางยาวในภาพด้วย ก็อาจจะรอจังหวะที่ทางตรงเป็นไฟเขียวแต่ทางเลี้ยวเป็นไฟแดงเป็นต้น
ในมุมที่ไฟหน้ารถมีทิศทางวิ่งเข้ามาหากล้อง ให้ระวังเรื่องของการเกิดแสงโอเวอร์ขึ้นในภาพ เพราะไฟหน้ารถจะมีปริมาณแสงมากกว่าไฟหลังรถ
ยิ่งหากรถมีความเร็วไม่มากนัก จะทำให้มีปริมาณแสงสะสมในภาพมากขึ้น อาจจะหลีกเลี่ยงด้วยการตั้งกล้องในมุมที่อยู่ฝั่งที่เห็นไฟหลังและ
ฝั่งตรงข้ามเป็นไฟหน้า ซึ่งปริมาณรถที่วิ่งผ่านกล้องจะบังแสงไฟหน้าจากฝั่งตรงข้ามเป็นช่วงๆ
ควรวางองค์ประกอบให้มีสิ่งปลูกสร้างที่ดูเด่นเพื่อเป็นวัตถุตายตัวอยู่ในภาพ จะช่วยให้ภาพน่าดูยิ่งขึ้น และสามารถบอกมิติของภาพได้ดีกว่าภาพ
ที่มีแต่เส้นแสงเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ควรเลือกใช้ก็เช่นอาคารสูงทรงแปลกตา, อนุสาวรีย์, เสาโคมไฟ ฯลฯ
มุมสูงจะได้ภาพที่ดูแปลกตาและน่าตื่นเต้น แต่หากต้องไปอยู่บนสะพานหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ต้องสังเกตุดูก่อนว่ามีการโยกคลอนหรือกระเทือน
ในช่วงที่มีรถวิ่งหรือไม่ เพราะการสะเทือนเพียงเล็กน้อยก็สร้างความเสียหายให้กับภาพที่มีการเปิดรับแสงนานได้
ในช่วงงานเทศกาลจะมีปริมาณแสงไฟหน้ารถมาก ซึ่งเป็นสิ่งดีสำหรับการถ่ายภาพแนวนี้ แต่สิ่งที่ควรระวังก็คือจะมีจังหวะที่รถติดได้มากเช่นกัน
ซึ่งหากรถติดอยู่กับที่หรือเคลื่อนตัวช้า ก็จะทำให้เกิดปริมาณแสงมากขึ้น ดังนั้นต้องดูจังหวะการวิ่งของรถให้ดี โดยมากแล้วจะเป็นจังหวะที่รถ
กำลังออกจากแยกในจังหวะเริ่มไฟเขียว ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานรถก็จะเริ่มติดหรือวิ่งช้าลง
ควรลดอุปกรณ์ต่างๆ ที่ไม่จำเป็นลงให้น้อยที่สุดเพื่อให้เกิดความคล่องตัว เพราะอาจจะต้องเดินแบกน้ำหนักเป็นระยะทางไกล
เมื่อจะถ่ายภาพให้ปรับตั้งรูรับแสงและสปีดชัตเตอร์โดยอาจจะเริ่มที่ f/8 สปีดชัตเตอร์ 5 วินาที จากนั้นลองถ่ายภาพทดลองดูว่าต้องปรับเพิ่ม
หรือลดส่วนไหน หากแสงจ้าเกินไปก็ลองหรี่รูรับแสงลง หรือหากมืดเกินไปก็ลองใช้สปีดชัตเตอร์ที่ต่ำลงไปอีก ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับปริมาณแสง
และความเร็วของรถอย่างที่ได้บอกไปแล้ว
เมื่อเล็งภาพในช่องมองภาพเพื่อจัดองค์ประกอบ ให้กำหนดตำแหน่งเป็นเช็คมาร์คทั้งสองด้านของภาพจากวัตถุที่ปรากฏให้เห็น เพื่อใช้เป็น
จุดกำหนดในการเปิดและปิดชัตเตอร์เมื่อรถวิ่งเข้ามาหรือผ่านออกไป ซึ่งนี่จะเป็นเทคนิคสำหรับการเปิดใช้ชัตเตอร์ "B" เพราะในขณะที่กำลัง
บันทึกภาพอยู่นั้นเราจะไม่สามารถมองเห็นภาพได้ จึงต้องใช้วิธีกำหนดจุดแบบนี้ช่วยในการเลือกจังหวะบันทึกภาพ
อาจจะแขวนกระเป๋ากล้องกับขาตั้งในแนวดิ่ง เพื่อใช้สำหรับการถ่วงน้ำหนักช่วยให้ขาตั้งกล้องเกิดความมั่นคงยิ่งขึ้น และจะช่วยให้เราไม่ลืม
ของเมื่อต้องย้ายทีไปยังจุดอื่นๆ ด้วย
ควรติดไฟฉายเล็กๆ ไปด้วย เพราะมันจะช่วยได้มากสำหรับการถ่ายภาพในเวลากลางคืนสำหรับการปรับตั้งต่างๆ ที่อาจจะมองเห็นได้ไม่ดีนัก
เพราะมีแสงน้อย |
|
|
การถ่ายภาพเส้นแสงบนท้องถนนในยามราตรีเป็นสิ่งที่คนใช้กล้อง DSLR ควรจะได้ทดลอง เพราะนี่เป็นการใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติจากกล้องชนิดนี้ได้เต็มที่
นอกจากนี้ยังเป็นการถ่ายภาพที่สนุกจนแทบไม่อยากจะเลิกหากหามุมที่ถูกใจได้จริงๆ และมันจะยังช่วยพัฒนาทักษะการใช้กล้องและอุปกรณ์ให้กับเราได้อย่าง
มากมาย นอกจากนี้ภาพลักษณะนี้มักจะทำให้ผู้ชมตื่นตะลึงได้ไม่ยากหากมีการเปิดรับแสงที่ลงตัว
|
|
|
|
|