|
ตามรอยนักรบ ชมน้ำตกงามศรีดิษฐ์ ที่เมืองเขาค้อ เพชรบูรณ์
เขาค้อสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความสวยงามทางธรรมชาติสภาพภูมิอากาศและเป็นดินแดนประวัติศาสตร์ทางด้านการทหารของไทยเราอีกแห่งหนึ่ง นอกจากมีจุดท่องเที่ยวบนยอดเขาแล้ว เขาค้อก็มีน้ำตกงามอยู่แห่งหนึ่ง คือน้ำตกศรีดิษฐ์ ในอดีตบริเวณน้ำตกยังเคยเป็นที่อยู่ของ ผกค. ก่อนที่จะถูกปราบปรามจากเจ้าหน้าที่ และบริเวณดังกล่าวมีเหล่านักรบผู้กล้าได้สละชีพกันหลายท่าน จนเป็นที่มาของชื่อน้ำตกศรีดิษฐ์ ทริปนี้เราจะพาเข้าชมน้ำตกงามพร้อมพักผ่อนในธรรมชาติและย้อนรอยดูเรื่องราวในอดีตบริเวณน้ำตกศรีดิษฐ์แห่งนี้ครับ
น้ำตกศรีดิษฐ์ตั้งอยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาค้อซึ่งมีธรรมชาติ ที่สมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และในอดีต เมื่อประมาณ พ.ศ 2510-2524 เคยเป็นที่สะสมเสบียงและอยู่อาศัยของกลุ่ม ผกค. จนกระทั่งเมื่อประมาณ ปี 2524 เหล่านักรบผู้กล้า เขาค้อได้เข้ามาปราบปรามกลุ่ม ผกค. จนต้องสูญเสียชีวิตกันไปหลายคนและหนึ่งในนั้นคือ ส.อ. ประพจน์ ศรีดิษฐ์ ผู้ที่สละชีพที่น้ำตกแห่งนี้เมื่อ วันที่ 26 มกราคม 2524 จึงตั้งชื่อน้ำตกศรีดิษฐ์ เพื่อเชิดชูเกียรติ แด่ ส.อ. ประพจน์ ศรีดิษฐ์ ผู้สละชีพ ณ สมรภูมิแห่งนี้ในครั้งนั้น เป็นชื่อน้ำตกมีที่มาไม่ธรรมดาครับ และบริเวณน้ำตกก็ไม่ธรรมดาเพราะเป็นดินแดนประวัติศาสตร์ทางด้านการทหาร และมีเรื่องราวที่น่าสนใจหลายอย่างให้เราได้เข้าไปค้นหาครับ
น้ำตกศรีดิษฐ์อยู่ในลำน้ำเข็ก ซึ่งเป็นลำน้ำที่มีแหล่งกำเนิดมาจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ ติดกับบริเวณอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง น้ำตกเป็นหินชั้นขนาดใหญ่ มีน้ำไหลตลอดทั้งปี เป็นผาหินชั้นเดียวลักษณะ 90 องศาสูงประมาณ 30 เมตร ขนาดกว้างประมาณ 50 เมตรระหว่างสองฝั่งมีแอ่งน้ำเป็นลานกว้างรับน้ำตกทางด้านล่าง แซมสลับไปกับโขดหินน้อยใหญ่และต้นไม้ป่านานาชนิด ตัวน้ำตกโอบล้อมไปด้วยธรรมชาติและป่าดิบชื้นเป็นน้ำตกที่มีความสวยงามอีกแห่งหนึ่ง ในหน้าฝนกระแสน้ำค่อนข้างแรงและสายน้ำเป็นสีเหลืองขุ่นมีน้ำมาก แต่ในหน้าแล้งกระแสน้ำจะไม่แรงมีน้ำน้อยสายน้ำเป็นสีขาวใส และบริเวณริมน้ำมี บ้านพักของ ผกค. ที่เคยอาศัยอยู่ มีสิ่งของเครื่องใช้ เช่น เช่น ครกตำข้าวที่ ผกค. สร้างขึ้นโดยใช้พลังน้ำตกช่วยเคลื่อนกังหันตำข้าว เป็นต้น คาดว่าเคยเป็นแหล่งผลิต และสะสมเสบียงอาหารของ ผกค. ซึ่งสิ่งของบางอย่างก็ยังคงเหลือให้เราได้ชมอยู่ครับ
เนื่องด้วยน้ำตกศรีดิษฐ์ เป็นธรรมชาติป่าที่ค่อนข้างสมบูรณ์ มีสัตว์ป่านานาชนิดอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากพื้นที่ถูกบุกรุกหาที่ทำกินของชาวบ้าน ทำให้สัตว์ป่าที่เคยชุกชุมถูกล่าทำลายลงเป็นจำนวนมาก และสัตว์ป่าหายากบางชนิดอาจสูญพันธุ์ ประกอบกับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริ ให้พื้นที่ประมาณ 1,200 ไร่ เป็นพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า จึงได้ประกาศบริเวณน้ำตกศรีดิษฐ์เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาค้อ กินเนื้อที่รวมทั้งหมด 27,200 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ประกอบไปด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อน และมีเขาค้อเป็นจุดสูงสุด มีลำห้วยซึ่งมีน้ำไหลตลอดทั้งปีหลายสาย เช่น ห้วยสะเดาะพงษ์ ห้วยคอ ห้วยเสลียงแห้ง สภาพป่าโดยทั่วไปเป็นป่าดิบเขา และป่าทึบสลับป่าโปร่ง ความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 700-1,000เมตร ลักษณะภูมิอากาศ ในฤดูร้อน อุณหภูมิประมาณ 32 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุดในฤดูหนาวประมาณ 2 องศาเซลเซียส พันธุ์ไม้ต่าง ๆเป็นชนิดที่ขึ้นในป่าดิบเขา ได้แก่ กระท้อนป่า ตะเคียน ยาง ตะแบก ประดู่ส้มมะม่วงป่า เป็นต้น สัตว์ป่าที่พบมากได้แก่ หมูป่า กระรอกหลากสี พังพอน เม่น เสือ ไก่ป่า นกนานาชนิด และงูชนิดต่าง ๆ ตะขาบ ตะกวด เต่าปูลู และสัตว์อื่น ๆ อีกมากมายหลายชนิด นับเป็นบริเวณที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์
ด้านหน้าทางเข้าไปยังตัวน้ำตกมีศูนย์บริการข้อมูลและเป็นร้านบริการอาหารเครื่องดื่มของที่ระลึกและร้านสินค้าผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ซึ่งร้านค้าส่วนใหญ่ก็เป็นชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นมาเปิดขายกัน มีอาหารให้กินหลายเมนูโดยเฉพาะ ไก่ย่างส้มตำ และสินค้าของที่ระลึกพวกเสื้อผ้าพื้นเมือง เรียกว่ามีบริการครบครันทุกด้านครับ บริเวณโดยรอบทางไปตัวน้ำตกก็จะเป็นป่าปลูกที่ มีต้นไม้หายากหลายชนิดและเต็มไปด้วยป่าไผ่ตงต้นสูงใหญ่ที่เกาะกันเป็นกลุ่มก้อน เอนเอียงตามธรรมชาติ เป็นอุโมงค์ให้เราได้เดินศึกษาธรรมชาติและรับกับอากาศดี ๆ ที่สดชื่นเหลือหลายครับ เราสามารถใช้เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติได้อีกกิจกรรมหนึ่งครับ ภายในอากาศเย็นสบายมาก ๆ เรียกว่ามีอากาศเย็นแทบทั้งปี มีจุดที่นั่งพักผ่อนอยู่ทั่วบริเวณเราสามารถซื้ออาหารเข้าไปทานได้แต่ต้องช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยนะครับ
บริเวณทางลงไปน้ำตกนอกจากจะเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติแล้ว ยังมีสถานที่สำคัญคือ พลับพลาที่ประทับทรงงาน ซึ่งเป็นสถานที่รับเสด็จ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามกุฏราชกุมาร เสด็จประทับทรงงาน ประทานแนวทางในการพัฒนาเขาค้อให้เจริญรุ่งเรือง ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ 2527 สร้างความปลาบปลื้มแก่พสกนิกรชาวเขาค้อเป็นอย่างมาก ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ทำนุบำรุงพลับพลาไว้เป็นอย่างดี จนถึงทุกวันนี้
ตัวน้ำตกเราสามารถลงไปถึงด้านหน้าได้โดยมีสะพานข้ามลำห้วยไปยังเนินหินตรงหน้าน้ำตก เมื่อเราเข้าไปใกล้ ๆ ตัวน้ำตกมีขนาดใหญ่พอสมควรครับ และกระแสน้ำในหน้าฝนนี่บอกได้ว่าเสียวสุดครับ เพราะกระแสน้ำแรงยังกับน้ำป่า แต่หมูหิน.คอม ยอมแบกรับความเสียวไว้เพื่อลงไปเก็บภาพมาให้ดูกัน เป็นน้ำตกที่มีน้ำไหลตลอดปี จะมาหน้าไหนก็ได้ชมหมดครับ แต่ในหน้าฝนน้ำแรงไปหน่อยครับ มาหน้าแล้งน่าจะเหมาะสุด เป็นน้ำตกลักษณะชั้นเดียว สายน้ำไหลผ่านหน้าผาหินกว้าง เมื่อเราเข้าไปดูใกล้ ๆ มองเห็นคล้ายม่านน้ำ ตกลงสู่เบื้องล่างกระทบหินน้ำกระเซ็นสวยงามมากครับและทั่วบริเวณเต็มไปด้วยละอองน้ำ ในหน้าฝนแม้น้ำไม่ใสแต่รู้สึกได้ถึงความรุนแรงของธรรมชาติ ในฤดูแล้ง น้ำตกจะสวยมาก ๆ น้ำจะไหลเอื่อยๆแต่ไม่แห้งขอด และด้านล่างมีลานกว้างพื้นเป็นทรายละเอียดลงเล่นน้ำ ได้อย่างสบายครับ ซึ่งบริเวณเชิงสะพานทางเดินเข้าน้ำตก เราก็จะพบเห็น ครกกระเดื่องสร้างขึ้นโดยอาศัยพลังน้ำตกใส่กังหันไม้หมุนทำให้สากไม้กระดกตำข้าวเปลือกให้เป็นข้าวสารเป็นภูมิปัญญาที่น่านำไปพัฒนาให้เข้ากับยุคปัจจุบันครับ
น้ำตกศรีดิษฐ์นอกจากจะมีน้ำตกงามได้เราชมแล้ว สถานที่ตั้งของน้ำตกยังตั้งอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวเมืองเข้าค้ออีกหลายแห่งครับ อาทิเช่น พระตำหนักเขาค้อ ,อนุสรณ์สถานผู้เสียสละ,พิพิธภัณฑ์อาวุธ,อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง(หนองแม่นา),สวนสัตว์เปิดเขาค้อ,ไร่บีเอ็น,พระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก อยากเที่ยวแบบไหนอยากเห็นมุมไหนก็ตามสบายครับเที่ยวเขาค้อแบบทั่วถึงไปเลยครับเพื่อน ๆ
น้ำตกศรีดิษฐ์ ตั้งอยู่บ้านร่มโพธิ์ร่มไทร หมู่ที่10 ตำบลหนองแม่นา อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00-17.00 น. ค่าธรรมเนียมในการเข้าชม ผู้ใหญ่ คนละ 20 บาท เด็กคนละ 10 บาท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร 056-748980 หรือโทรไปที่ 055-252742-3 สอบถามข้อมูลก่อนการเดินทางครับ
การเดินทางมายังน้ำตกศรีดิษฐ์ก็มาได้สองเส้นทาง เดินทางรถยนต์จากจังหวัดเพชรบูรณ์ ใช้ทางหลวงหมายเลข 21 ไปอำเภอหล่มสัก ระยะทางประมาณ 13 กิโลเมตร ถึงบ้านนางั่ว เลี้ยวซ้าย ที่สามแยกนางั่ว ทางหลวงหมายเลข 2258 ขึ้นเขาค้อผ่านสี่แยกบ้านสะเดาพงษ์ ผ่านพระตำหนักเขาค้อ ตรงไปจนถึง สามแยกหนองแม่นา บ้านหนองแม่นา ให้เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 2325 ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร จะเห็นป้ายทางเข้าน้ำตกศรีดิษฐ์ ให้เลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร ก็ถึงลานจอดรถ เดินเข้าไปประมาณ 100 เมตร จะถึงตัวน้ำตก
การเดินทางจากจังหวัดพิษณุโลก ใช้ทางหลวงหมายเลข 12 สาย พิษณุโลก-หล่มสัก ประมาณ 100 กิโลเมตร เลี้ยวขวาที่สามแยกแคมป์สน เข้าสู่เขาค้อ ผ่านหน้าอำเภอเขาค้อ ถึงสี่แยก บ้านสะเดาพงษ์ เลี้ยวขวาตามทางหลวงหมายเลข 2258 ผ่านพระตำหนัก เขาค้อ ตรงไปจนถึงสามแยกหนองแม่นา บ้านหนองแม่นา ให้เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 2325 ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร จะเห็นป้ายทางเข้าน้ำตกศรีดิษฐ์ ให้เลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร ก็ถึงลานจอดรถ เดินเข้าไปประมาณ 100 เมตร จะถึงตัวน้ำตก
เป็นไงครับทริปนี้ เราพาเที่ยวน้ำตกงามกันถึงสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทยที่อำเภอเขาค้อ เป็นบรรยากาศการท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยธรรมชาติและอากาศดี ๆ แวดล้อมไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวมากมาย และยิ่งถ้ามาในหน้าหนาวก็ได้อีกบรรยากาศครับ หากเพื่อนๆ เดินทางมาเที่ยวอำเภอ เขาค้อ ก็อย่าลืมแวะเข้าไปเที่ยวชมน้ำตกงามรับอากาศดี ๆ ที่น้ำตกศรีดิษฐ์กันนะครับ หรือในหนาวนี้ยังไม่มีที่รับลมหนาวที่เขาค้อก็เป็นที่รับลมหนาวได้ดีอีกแห่งหนึ่งครับ เอาไว้ทริปหน้าหมูหิน.คอม จะพาไปเที่ยวธรรมชาติกับน้ำตกงาม ๆ แบบนี้อีกนะครับ อ้อก่อนจาก ฝากไว้นิดครับ คิดจะเที่ยวเว็ปเดียวก็พอครับ หมูหิน.คอม ครับชัวร์
หมูหิน.คอม คิดจะเที่ยวเว็บเดียวก็พอ...ภาพ เรื่อง และวีดีโอ.....ทีมงานหมูหิน.คอม
|
Concept
สำหรับการถ่ายภาพเส้นแสงบนท้องถนนยามราตรี เป็นการใช้ประโยชน์ในเรื่องของการใช้สปีดชัตเตอร์ที่
เปิดรับแสงนานเพื่อบันทึกแสงที่มีลักษณะของความต่อเนื่อง ซึ่งในที่นี้ก็คือดวงไฟตามจุดต่างๆ ของ
รถยนต์เช่นไฟหน้า ไฟท้าย โดยที่แหล่งแสงเหล่านี้มีการเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ เมื่อกล้องเปิดรับแสงนาน
การเคลื่อนที่ของแหล่งกำเนิดแสงจะถูกบันทึกเก็บเอาไว้อย่างต่อเนื่อง เกิดเส้นของแสงเป็นทางยาวตาม
ทิศทางที่รถมีการเคลื่อนที่ไป
และเพราะเป็นการบันทึกภาพที่ต้องเปิดรับแสงนาน การที่จะให้กล้องบันทึกภาพออกมาได้สวยงามจำเป็น
ที่จะต้องใช้อุปกรณ์เสริมเข้ามาช่วย การเตรียมความพร้อมของร่างกายก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเราอาจจะต้อง
เดินไปตามท้องถนนเป็นระยะทางไกลๆ
สำหรับเลนส์ที่ใช้งานได้ดีก็คือเลนส์มุมกว้างหรือเลนส์ระยะมาตรฐาน ส่วนเลนส์เทเลโฟโต้อาจจะใช้งาน
ได้บ้าง แต่มุมภาพที่ได้จะแคบและไม่ดูน่าตื่นตะลึงเท่าเลนส์มุมกว้างเพราะเส้นสายที่ได้จะมีความยาวไม่มากจนดูไม่ค่อยน่าสนใจ |
 |
 |
Equipments
สิ่งที่สำคัญเป็นอันดับหนึ่งสำหรับอุปกรณ์เสริมในการนี้ก็คือ "ขาตั้งกล้อง" เพราะ
เราต้องเปิดรับแสงนาน มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้มือเปล่าถือกล้องหากต้องการ
ให้ภาพออกมาสวยงาม ยิ่งขาตั้งกล้องมีความนิ่งสนิทได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีต่อภาพ
เท่านั้น เพราะตลอดช่วงของการเปิดรับแสงหากมีการสั่นไหวของกล้องขึ้นเพียง
เล็กน้อย ก็จะส่งผลให้ภาพขาดความคมชัดไปทันที ดังนั้นขอตั้งกล้องที่มั่นคงและ
ส่วนหัวที่ยึดจับตัวกล้องที่แข็งแรงจึงเป็นสิ่งจำเป็นแม้จะต้องแลกมาด้วยน้ำหนัก
ที่มากขึ้นกว่าเดิม
อุปกรณ์ตัวต่อมาที่แนะนำให้ต้องมีก็คือสายลั่นชัตเตอร์ ซึ่งในการถ่ายภาพแบบนี้
เราอาจจะใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำแบบที่ควบคุมด้วยตัวกล้องหรือใช้ชัตเตอร์ "B" ก็เป็นได้ เพราะเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของตัวแบบที่มีการเคลื่อนที่ การใช้ระบบหน่วงเวลาถ่ายภาพ (Self-Timer) ใช้งานได้กับสปีดชัตเตอร์ที่ควบคุมด้วยตัวกล้อง แต่ไม่สามารถใช้กับ ชัตเตอร์ "B" ได้ ซึ่งข้อเสียของการไม่มีสายลั่นชัตเตอร์ก็คืออาจจะทำให้พลาดช่วง จังหวะสำคัญในการลั่นชัตเตอร์ |
|
|
|
The Exposure
สปีดชัตเตอร์
สปีดชัตเตอร์เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะเราต้องเลือกใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำๆ ตั้งแต่ประมาณ 5 วินาทีไปจนถึงเป็นนาที (ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณและความเร็ว
ของรถบนท้องถนน) โหมดการถ่ายภาพที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการถ่ายภาพแบบนี้คือโหมด "M" (Manual) เพราะเราสามารถที่จะกำหนดได้เองทั้งค่า
สปีดชัตเตอร์และรูรับแสง
รูรับแสง
เพราะเราต้องการใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำ การบีบรูรับแสงให้แคบลงจึงเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ ซึ่งค่าที่เหมาะจะเริ่มต้นตั้งแต่ f/8 เป็นต้นไป เรื่องนี้ต้องพิจารณาจาก
หลายปัจจัย เพราะยิ่งต้องการเปิดรับแสงนาน (เช่นรถวิ่งช้าหรือปริมาณแสงไม่มาก) ก็ยิ่งต้องบีบรูรับแสงให้แคบลงเพื่อป้องกันการเกิดค่าแสงโอเวอร์ขึ้นในภาพ
เช่นหากใช้สปีดชัตเตอร์ที่ 5 วินาทีใช้ f/8 แต่เมื่อต้องการเปิดรับแสงนานขึ้นก็เพิ่มสปีดชัตเตอร์เป็น 10 วินาที ก็จะต้องใช้รูรับแสงที่แคบลงมาเช่น f/16 เป็นต้น
แต่โดยปกติที่ถ่ายภาพแนวนี้กัน จะเลือกใช้รูรับแสงแคบสุดของเลนส์เพื่อเปิดรับแสงนาน และเพื่อให้ดวงไฟอื่นๆ ตามท้องถนนเกิดเป็นประกายแฉกในภาพด้วย
ค่า ISO
เลือกใช้ค่า ISO ต่ำที่สุดเพื่อให้ภาพมีคุณภาพดีที่สุดและเพื่อสนับสนุนการเปิดรับแสงนานด้วย แต่ภาพในแนวนี้มักจะเกิด Noise ขึ้นในภาพถึงแม้ว่าจะใช้ ISO
ต่ำที่สุดก็ตาม ซึ่ง Noise ที่เกิดขึ้นจะเป็น Noise ที่เรียกว่า Long Exposure Noise หรือเกิดขึ้นจากการเปิดรับแสงนานนั่นเอง อาจจะมากหรือน้อยก็อยู่ที่ระยะ
เวลาการเปิดรับแสงและระบบการจัดการในตัวกล้อง ซึ่งกล้องรุ่นใหม่ๆ มักจะทำได้ดีในส่วนนี้อย่างเห็นได้ชัด |
|
|
Suggestion
คำแนะนำสำหรับการถ่ายภาพเส้นแสงบนท้องถนน
ควรศึกษาเรื่องการวางองค์ประกอบภาพให้ดี โดยเฉพาะเรื่องของการใช้เส้น เพราะตัวแบบหลักที่จะปรากฏในภาพจะมีลักษณะเป็นเส้น
ซึ่งหากวางไม่ไดีจะทำให้ภาพดูสับสนได้ง่าย
สถานที่ในเวลากลางวันและกลางคืนจะต่างกันค่อนข้างมาก เวลากลางวันอาจะดูว่าสวยเพราะมีแสงที่ช่วยให้เห็นรายละเอียดต่างๆ ได้มาก แต่เวลากลางคืนอาจจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยก็ได้ ดังนั้นควรคิดเผื่อกรณีนี้เอาไว้ด้วย
หากบริเวณที่วางกล้องเป็นแยกไฟแดง ต้องสังเกตุหลายๆ อย่างเช่น ลักษณะการออกตัวของรถ ปริมาณของรถในการมุ่งหน้าไปยังทิศทางต่างๆ
ระยะเวลาของไฟเขียว-แดง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีความสำตัญเพราะจะช่วยให้เราเลือกจังหวะลั่นชัตเตอร์ได้ดีขึ้น เช่นต้องการให้มีภาพรถจอดนิ่งๆ
ในขณะที่มีเส้นแสงวิ่งเป็นทางยาวในภาพด้วย ก็อาจจะรอจังหวะที่ทางตรงเป็นไฟเขียวแต่ทางเลี้ยวเป็นไฟแดงเป็นต้น
ในมุมที่ไฟหน้ารถมีทิศทางวิ่งเข้ามาหากล้อง ให้ระวังเรื่องของการเกิดแสงโอเวอร์ขึ้นในภาพ เพราะไฟหน้ารถจะมีปริมาณแสงมากกว่าไฟหลังรถ
ยิ่งหากรถมีความเร็วไม่มากนัก จะทำให้มีปริมาณแสงสะสมในภาพมากขึ้น อาจจะหลีกเลี่ยงด้วยการตั้งกล้องในมุมที่อยู่ฝั่งที่เห็นไฟหลังและ
ฝั่งตรงข้ามเป็นไฟหน้า ซึ่งปริมาณรถที่วิ่งผ่านกล้องจะบังแสงไฟหน้าจากฝั่งตรงข้ามเป็นช่วงๆ
ควรวางองค์ประกอบให้มีสิ่งปลูกสร้างที่ดูเด่นเพื่อเป็นวัตถุตายตัวอยู่ในภาพ จะช่วยให้ภาพน่าดูยิ่งขึ้น และสามารถบอกมิติของภาพได้ดีกว่าภาพ
ที่มีแต่เส้นแสงเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ควรเลือกใช้ก็เช่นอาคารสูงทรงแปลกตา, อนุสาวรีย์, เสาโคมไฟ ฯลฯ
มุมสูงจะได้ภาพที่ดูแปลกตาและน่าตื่นเต้น แต่หากต้องไปอยู่บนสะพานหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ต้องสังเกตุดูก่อนว่ามีการโยกคลอนหรือกระเทือน
ในช่วงที่มีรถวิ่งหรือไม่ เพราะการสะเทือนเพียงเล็กน้อยก็สร้างความเสียหายให้กับภาพที่มีการเปิดรับแสงนานได้
ในช่วงงานเทศกาลจะมีปริมาณแสงไฟหน้ารถมาก ซึ่งเป็นสิ่งดีสำหรับการถ่ายภาพแนวนี้ แต่สิ่งที่ควรระวังก็คือจะมีจังหวะที่รถติดได้มากเช่นกัน
ซึ่งหากรถติดอยู่กับที่หรือเคลื่อนตัวช้า ก็จะทำให้เกิดปริมาณแสงมากขึ้น ดังนั้นต้องดูจังหวะการวิ่งของรถให้ดี โดยมากแล้วจะเป็นจังหวะที่รถ
กำลังออกจากแยกในจังหวะเริ่มไฟเขียว ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานรถก็จะเริ่มติดหรือวิ่งช้าลง
ควรลดอุปกรณ์ต่างๆ ที่ไม่จำเป็นลงให้น้อยที่สุดเพื่อให้เกิดความคล่องตัว เพราะอาจจะต้องเดินแบกน้ำหนักเป็นระยะทางไกล
เมื่อจะถ่ายภาพให้ปรับตั้งรูรับแสงและสปีดชัตเตอร์โดยอาจจะเริ่มที่ f/8 สปีดชัตเตอร์ 5 วินาที จากนั้นลองถ่ายภาพทดลองดูว่าต้องปรับเพิ่ม
หรือลดส่วนไหน หากแสงจ้าเกินไปก็ลองหรี่รูรับแสงลง หรือหากมืดเกินไปก็ลองใช้สปีดชัตเตอร์ที่ต่ำลงไปอีก ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับปริมาณแสง
และความเร็วของรถอย่างที่ได้บอกไปแล้ว
เมื่อเล็งภาพในช่องมองภาพเพื่อจัดองค์ประกอบ ให้กำหนดตำแหน่งเป็นเช็คมาร์คทั้งสองด้านของภาพจากวัตถุที่ปรากฏให้เห็น เพื่อใช้เป็น
จุดกำหนดในการเปิดและปิดชัตเตอร์เมื่อรถวิ่งเข้ามาหรือผ่านออกไป ซึ่งนี่จะเป็นเทคนิคสำหรับการเปิดใช้ชัตเตอร์ "B" เพราะในขณะที่กำลัง
บันทึกภาพอยู่นั้นเราจะไม่สามารถมองเห็นภาพได้ จึงต้องใช้วิธีกำหนดจุดแบบนี้ช่วยในการเลือกจังหวะบันทึกภาพ
อาจจะแขวนกระเป๋ากล้องกับขาตั้งในแนวดิ่ง เพื่อใช้สำหรับการถ่วงน้ำหนักช่วยให้ขาตั้งกล้องเกิดความมั่นคงยิ่งขึ้น และจะช่วยให้เราไม่ลืม
ของเมื่อต้องย้ายทีไปยังจุดอื่นๆ ด้วย
ควรติดไฟฉายเล็กๆ ไปด้วย เพราะมันจะช่วยได้มากสำหรับการถ่ายภาพในเวลากลางคืนสำหรับการปรับตั้งต่างๆ ที่อาจจะมองเห็นได้ไม่ดีนัก
เพราะมีแสงน้อย |
|
|
การถ่ายภาพเส้นแสงบนท้องถนนในยามราตรีเป็นสิ่งที่คนใช้กล้อง DSLR ควรจะได้ทดลอง เพราะนี่เป็นการใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติจากกล้องชนิดนี้ได้เต็มที่
นอกจากนี้ยังเป็นการถ่ายภาพที่สนุกจนแทบไม่อยากจะเลิกหากหามุมที่ถูกใจได้จริงๆ และมันจะยังช่วยพัฒนาทักษะการใช้กล้องและอุปกรณ์ให้กับเราได้อย่าง
มากมาย นอกจากนี้ภาพลักษณะนี้มักจะทำให้ผู้ชมตื่นตะลึงได้ไม่ยากหากมีการเปิดรับแสงที่ลงตัว
|
|
|
|
|