Member Login
username
password
สมัครสมาชิก

ท่องเที่ยวภาคตะวันออก

ท่องเที่ยวภาคเหนือ

ท่องเที่ยวภาคกลาง

ท่องเที่ยวภาคอิสาน

ท่องเที่ยวภาคใต้

ท่องเที่ยวต่างประเทศ

www.MooHin.com > ทริปแอ่วเมืองเหนือ


แพร่ น่าน พะเยา ตะลึงวัดใต้บาดาล  อลังการวัฒนธรรมท้องถิ่น แดนดินผีตองเหลือง  นั่งเรือเวียนเทียนกลางน้ำในวันอาสาฬหบูชา 2 คืน 3 วัน (25 กรกฎาคม -27กรกฎาคม 2553)

นั่งเรือเวียนเทียนกลางน้ำ ▨ กว๊านพะเยา ▨ ล่องเรือชมวัดใต้บาดาลติโลกอาราม ▨ วัดศรีโคมคำ
วัดอนาลโย ▨ ตักบาตรข้าวเหนียว ▨ ผีตองเหลือง ▨ บ้านลื้อ ▨ ต้นดิกเดียม
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน ▨ วัดภูมินทร์ ▨ วัดช้างคำ
เสาหลักเมืองน่านและจิตรกรรมฝาผนังอันลือเลื่อง ▨ พระบรมธาตุแช่แห้ง ▨ แพะเมืองผี
บ้านทุ่งโฮ่ง▨คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่▨พระธาตุช่อแฮ



หมูหินคลับชวนเพื่อนๆชาวหมูหิน
แอ่วเมืองเหนือ Green Season มหัศจรรย์เมืองเหนือ รับจำนวนจำกัด ช้าหมดอดนะจ๊ะ ตั้งแต่วันนี้ - 22 กรกฎาคม 2553 สนใจทริปแอ่วเมืองเหนือสามารถติดต่อได้ที่
คุณปุ๊ก 089 - 2626009 และ 083 - 2085624 e-mail : phatnaree.pn@gmail.com
เที่ยวแบบหินๆกินแบบหมูๆไปกับหมูหิน.คอม แล้วมาสนุกกันนะคะ

พียง 5,999... บาท/ท่าน เท่านั้น

นั่งเรือเวียนเทียนกลางน้ำเนื่องในวันอาสาฬหบูชา

พลาดไม่ได้กับกิจกรรม "เวียนเทียนกลางน้ำ หนึ่งเดียวในโลก ที่กว๊านพะเยา" 1 ปี มีเพียง 3 ครั้ง เฉพาะวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา คือ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา และวันอาสาฬหบูชา   พุทธศาสนิกชน และ นักท่องเที่ยว ลงเรือไปกราบสักการะหลวงพ่อศิลา พระพุทธรูปเก่าแก่ อายุกว่า 500 ปี ประดิษฐานอยู่ ณ วัดติโลกอาราม กลางกว๊านพะเยา พร้อมนั่งเรือเวียนเทียน 3 รอบ  โดยวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ปี 2553 ตรงกับ วันมาฆบูชา , วันที่ 28 พฤษภาคม 2553 ตรงกับ วันวิสาขบูชา และสุดท้าย วันที่ 26 กรกฎาคม 2553 ตรงกับ วันอาสาฬหบูชา โดย ณ ท่าเรือวัดติโลกอาราม ถ.ชายกว๊าน จะมีเรือพายให้บริการตลอดทั้งวัน ทั้งนี้ ช่วงเวลาที่มีทัศนียภาพสวยงามที่สุด คือ ช่วงตะวันตกดิน (อย่าพลาด ! ครั้งสุดท้ายของปีนี้แล้ว)


วัดพระบรมธาตุช่อแฮ 

วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง เป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ เก่าแก่ คู่บ้าน คู่เมืองจังหวัดแพรและเป็นวัดพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีขาล

วัดพระธาตุช่อแฮ
พระอารามหลวง ตั้งอยู่เลขที่ 1 หมู่ที่ 11 ถนนช่อแฮ ตำบลช่อแฮ อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ บนเนื้อที่ 175 ไร่ บุคคลใดที่มาเที่ยวจังหวัดแพร่แล้วจะต้องมานมัสการพระธาตุช่อแฮ เพื่อเป็นศิริมงคลกับตนเอง จนมีคำกล่าวว่า ถ้ามาเที่ยวจังหวัดแพร่ แต่ไม่ได้มานมัสการพระธาตุช่อแฮเหมือนไม่ได้มาจังหวัดแพร่ การเดินทางมาเที่ยววัดพระธาตุช่อแฮ ถนนสายหลัก คือ ถนนช่อแฮ เริ่มตั้งแต่สี่แยกบ้านทุ่ง อำเภอเมืองแพร่ ซึ่งเป็นสี่แยกใจกลางเมืองแพร่ เข้าสู่ถนนช่อแฮ และตรงไปตามถนนช่อแฮ ผ่านโรงพยาบาลแพร สนามบินจังหวัดแพร่ หมู่บ้านเหล่า หมู่บ้านนาจักร หมู่บ้านแต หมู่บ้านมุ้ง สถานที่ตั้งของวัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง อยู่ในบริเวณเขตทศบาล
ตำบลช่อแฮ ด้วยระยะทาง 9 กิโลเมตร จากตัวเมืองจังหวัดแพร่


คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ 

คุ้มเจ้าหลวง  สร้างขึ้นก่อนสมัยเงี้ยวปล้นเมืองแพร่ประมาณ ๑๐ ปี  คือประมาณ พ.ศ. ๒๔๓๕  หลังจากเจ้าหลวงเมืองแพร่ คือ เจ้าพิริยเทพวงศ์  ได้ลี้ภัยไปอยู่เมืองหลวงพระบางแล้ว  คุ้มเจ้าหลวง ได้กลายเป็นที่ตั้งของกองทหารม้าที่ทางกรุงเทพฯ  ได้ส่งมารักษาความสงบเรียบร้อยในเมืองแพร่อยู่ระยะหนึ่ง บริเวณที่ตั้งของคุ้มเจ้าหลวงมีอาณาเขตครอบคลุม ถึงที่ตั้งของหอสมุดประชาชนจังหวัดแพร่  และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอเมืองแพร่ในปัจจุบัน  ซึ่งบริเวณนี้มีศาลาหลังใหญ่ เป็นคอกม้าเก่า  

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖  ได้มีประกาศพระราชบัญญัติการประถมศึกษาขึ้น  บริเวณคอกม้าเก่าจึงเป็นที่ตั้งของโรงเรียนประจำจังหวัดชาย  เรียกกันสมัยนั้นว่า
“โรงเรียนคอกม้า” (ปัจจุบันคือ โรงเรียนพิริยาลัยจังหวัดแพร่  และได้ย้ายไปอยู่บริเวณถนนยันตรกิจโกศล)




แพะเมืองผี

          ตั้งอยู่ระหว่างตำบลทุ่งโฮ้ง และตำบลน้ำชำ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ห่างจากตัวเมืองราว 15 กิโลเมตร บนเส้นทางสายแพร่ – ร้องกวาง แยกตรงกิโลเมตรที่ 9 เข้าไปอีก 6 กิโลเมตร โดยสถานที่ตั้งของแพเมืองผีมีลำธารสายเล็กๆ ไหลผ่าน

          ในสมัยโบราณเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ ชาวบ้านตำบลทุ่งโฮ้ง และใกล้เคียงให้ความนับถือมาก เพราะมีประวัติความเป็นมาที่ลึกลับโดยคนโบราณเล่าสืบต่อกันมาว่า มียายแก่เข้าไปเที่ยวในป่าหาผักหน่อไม้มาเป็นอาหาร ได้หลงไปในที่แห่งนี้แล้วพบหลุมเงินหลุมทองจึงเอาเงินเอาทองใส่หาบจนเต็มแล้วยกใส่บ่าเพื่อจะหาบกลับบ้านแต่ก็หลงไปหลงมาในป่าแห่งนั้น เพราะเทวดาเจ้าถิ่นนั้นไม่ให้เอาไป เพียงแต่เอามาอวดให้เห็น ยายผู้นั้นจึงหาหนทางเอาหาบนั้นกลับบ้านไม่ได้ จึงได้วางหาบนั้นไว้แล้วจัดแจงตัดไม้มาคาดทำเป็นราว แต่ก็ยังไม่สามารถนำหาบเงินหาบทองนั้นออกมาได้สักที ยิ่งยกเท้าไปข้างหน้าก็ยิ่งเหมือนยกถอยหลังไปอีกเหมือนหนึ่งว่ามีคนดึงหาบนั้นไว้ ยายแก่จึงวางหาบไว้ที่นั่นแล้วรีบไปบอกชาวบ้านให้มาดูหาบเงินหาบทองนั้น พอชาวบ้านหลั่งไหลไปเป็นจำนวนมาก ครั้นเมื่อไปถึงเงินทองนั้นกลับหายไปตามป่านั้น เมื่อพบรอยเท้าจึงสะกดจามรอยเท้าไปจนถึงเสาเมโร และไม่มีรอยปรากฏไปทางอื่นเลย ยายแก่กับชาวบ้านจึงได้ตั้งชื่อสถานที่นี้ว่า “แพะเมืองผี”
  

   แพะ      หมายถึง ป่าละเมาะ
   เมืองผี   หมายถึง ความเงียบเหงาเหมือนเมืองผี
   เสาเมโร หมายถึง เสารูปเหมือนปราสาทศพผู้ตายทางภาคเหนือ




วัดพระบรมธาตุแช่แห้ง 

วัดพระบรมธาตุแช่แห้ง เป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่บนเนินทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน บริเวณที่เป็นศูนย์กลางเมืองน่านเดิม หลังจากที่ย้ายมาจากเมืองปัว วัดพระบรมธาตุแช่แห้งสร้างในสมัยเจ้าพระยาการเมือง (เจ้าผู้ครองนครน่านระหว่าง พ.ศ.1869-1902) เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระมหาชินธาตุเจ้า 7 พระองค์ พระพิมพ์เงินและพระพิมพ์ทอง ที่ได้รับพระราชทานจากพระมหาธรรมราชาลิไท เมื่อครั้งที่เจ้าพระยาการเมืองเสด็จไปช่วยสร้างวัดหลวงอภัย (วัดป่ามะม่วง จังหวัดสุโขทัยในปัจจุบัน) ในปี พ.ศ. 1897  องค์พระธาตุเป็นเจดีย์ทรงระฆัง รูปแบบของพระธาตุแช่แห้งสันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลจากเจดีย์พระธาตุหริภุญไชย โดยรอบองค์บุด้วยทองจังโก (ทองดอกบวบ ทองเหลืองผสมทองแดง) ทางขึ้นสู่องค์พระธาตุเป็นตัวพญานาค หน้าบันเหนือประตูทางเข้าพระวิหารเป็นปูนปั้นลายนาคเกี้ยว ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของศิลปกรรมเมืองน่าน
         
          
พระบรมธาตุแช่แห้งเป็นพระธาตุประจำปีกระต่าย ชาวล้านนาเชื่อว่า หากได้เดินทางไป
“ชุธาตุ” หรือนมัสการพระธาตุประจำปีเกิดจะได้รับอานิสงส์อย่างยิ่ง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมวัดพระธาตุแช่แห้งได้ทุกวัน ระหว่างเวลา 06.00-18.00 น.





พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน

          ตั้งอยู่ภายในบริเวณคุ้มของอดีตเจ้าผู้ครองนครน่าน ที่เรียกว่า
"หอคำ" โดยเจ้าสุริยพงศ์ผริตเดช เจ้าเมืองน่าน สร้างขึ้นเป็นที่ประทับ เมื่อ พ.ศ. 2446 ลักษณะตัวอาคารโอ่โถงงดงามก่ออิฐถือปูนแข็งแรง แต่ตกแต่งให้อ่อนช้อยสวยงามด้วยลายลูกไม้ นอกจากนั้นบริเวณด้านหน้าพิพิธภัณฑ์เป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ผู้เป็นเจ้าของหอคำแห่งนี้ด้วย กรมศิลปากรได้รับมอบอาคารหอคำเพื่อใช้เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดน่าน เมื่อปี พ.ศ. 2517 แล้วจึงนำโบราณวัตถุ ตลอดจนสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ศิลปะ โบราณคดี และชาติพันธุ์วิทยาประจำท้องถิ่น มาจัดแสดงให้ชมอย่างมีระบบและระเบียบสวยงาม คือ ส่วนที่เป็นห้องจัดแสดงชั้นล่าง จัดแสดงชาติพันธุ์วิทยาเกี่ยวกับล้านนาและการสาธิตงานประเพณีและความเชื่อต่างๆ
         
ยังมีการจัดแสดงเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่และเครื่องใช้ของชนกลุ่มน้อยในเมืองน่าน
รวม 5 เผ่าด้วยกัน คือ ไทยลื้อ แม้ว เย้า ถิ่น และผีตองเหลือง ส่วนบริเวณห้องจัดแสดงชั้นบน เป็นการจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเมืองน่าน การสร้างเมือง และ โบราณสถานที่สำคัญ รูปถ่ายโบราณ งานประณีตศิลป์ เครื่องใช้เงินตรา อาวุธ ศิลาจารึก และเครื่องถ้วยชามที่ค้นพบในเมืองน่านที่สำคัญที่สุดได้แก่ ห้องเก็บ "งาช้างดำ" ซึ่งเป็นปูชนียวัตถุคู่เมืองน่าน ตามประวัติกล่าวไว้ว่า ได้มาจากเมืองเชียงตุง ตั้งแต่ครั้งโบราณ เมื่อเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้ายถึงแก่พิราลัย เจ้านายบุตรหลานจึงมอบให้เป็นสมบัติของแผ่นดินพร้อมหอคอย ลักษณะของงาช้างดำนี้เป็นงาปลีเปลือกสีน้ำตาลเข้า ขนาดความยาว 97 เซนติเมตร วัดโดยรอบ 47 เซนติเมตร มีน้ำหนักประมาณ 18 กิโลกรัม ส่วนปลายมนมีจารึกอักษรธรรมล้านนา ภาษาไทยกำกับไว้ว่า "กิ่งนี้หนักหนึ่งหมื่นห้าพัน" หรือประมาณ 18 กิโลกรัม
      
          พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดน่าน เปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมตั้งแต่เวลา
09.00 - 16.00 น. ทุกวัน เว้นวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ติดต่อ โทร. 054-710561 ,054-710561    



ชุมชนมลาบรี หรือผีตองเหลือง
 

         
มลาบรี อาศัยอยู่ในเขตอำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ ในอำเภอเวียงสาและอำเภอ สันติสุข จังหวัดน่าน ประชากรรวม 125 คน (ทำเนียบชุมชนฯ 2540, น.57) มลาบรี หรือ ผีตอง เหลือง ข่าตองเหลือง ม้ากู่ ( ภาษาม้ง) ชนกลุ่มนี้เรียก ตัวเองว่า คนป่า หรือ มลาบรี ไม่ชอบถูกเรียกว่า ผีตองเหลือง แต่ที่ผู้คนในที่ ี่ราบคุ้นเคยกับคำว่า ผีตองเหลือง อาจเนื่องมาจากคนป่ากลุ่มนี้มักชอบหายตัวไปอย่างว่องไว เมื่อเผชิญกับคนแปลกหน้าจะทิ้งไว้เพียงเพิงพัก ซึ่งมุงด้วย ใบตองกล้วยป่าที่ผ่านการใช้งานมาหลายวัน จนใบตองเปลี่ยนจากสีเขียว จนใบตองเปลี่ยนจากสีเขียวเป็น สีเหลือง ไปแล้ว มลาบรีเป็นกลุ่มชาติพันธุ์มองโกลอยด์ดั้งเดิม เป็นกลุ่มชนเร่ร่อนไม่ตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่ง เดิมมี ีถิ่นฐานอยู่ใน เขตจังหวัด สายะบุรี ประเทศลาว ต่อมาเริ่มอพยพไปอยู่ตามที่ต่างๆ เช่น แถบภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ แถบภูกระดึง จังหวัดเลย และตามดอยสูงในป่าทางภาคเหนือ ของประเทศไทย ปัจจุบัน มลาบรีอาศัย อยู่กระจัดกระจาย ตามหมู่บ้านต่างๆในเขตจังหวัดแพร่และน่าน กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่อพยพมาจากจังหวัดสายะบุรีของลาว เข้าสู่ประเทศ ไทยเมื่อราวศตวรรษ ที่แล้ว (สุรินทร์ 2531, น.32)

          การตั้งถิ่นฐานของมลาบรี
ปกติพวกนี้จะอพยพตามลักษณะภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ โดยจะอาศัยอยู่ในแต่ละพื้น ที่เป็นเวลา 5-10 วัน แล้วย้ายไปที่อื่นที่มีอาหารเพียงพอรูปแบบ ในการอพยพในลักษณะวนกลับมาที่เดิมในรัศมี ประมาณ 30 ตารางกิโลเมตร ในแต่ละปีเมื่อถึงฤดูกาลที่ต้องเร่ร่อนเข้าป่าเพื่อตีผึ้ง ต้องอพยพไปทั้งหมู่บ้าน มลาบรี เป็นกลุ่มสังคมล่าสัตว์ (Hunting and Gathering Society) พวกเขาจะสร้างที่พักชั่วคราว มีลักษณะ เป็นเพิง สร้างจากไม้ไผ่ ขนาดของเพิงจะขึ้นอยู่กับจำนวน สมาชิก แต่ละครอบครัว โดย จะสร้างส่วนท้ายบ้าน เป็นส่วนที่สูง หน้าบ้านจะลาดต่ำเวลานอนมลาบรีจะนอนท่าตะแคงเอาหูแนบพื้น สันนิษฐานว่าใช้ประโยชน์ในการฟังเสียงของสัตว์ และคนเดินหรือ ศัตรู ูที่จะเข้ามาในบริเวณที่พัก (สุรินทร์ 2531, น.34) จำนวนสมาชิกที่จะอาศัยอยู่ในบริเวณหนึ่ง ๆ จะมีจำนวน 2-3 ครอบครัวต่อหนึ่งพื้นที่ หรือประมาณ 10-15 คน ชาวมลาบรียึดมั่นในประเพณีของตนโดยจะไม่ยอมรับแบบแผนในการเป็นผู้ผลิตทำการเกษตร เพราะเชื่อว่าผิดผี



ต้นดิกเดียม

          ต้นดิกเดียม ต้นไม้อะไรใครรู้ดูประหลาดผิดธรรมชาติ พันธุ์พฤกษาน่าฉงน แค่เห็นเป็นต้นไม้หันหลังให้แดดหันหน้า เข้าวัดก็แปลกเหลือหลายอยู่แล้ว แต่ใครจะเชื่อว่าต้นไม้ประหลาดต้นนี้เป็นต้นอารมณ์ขัน ใบไม้จะไหวสั่นทุกครั้ง ที่ถูกคนสัมผัสต้นดิกเดียม สามารถไปชมได้ทุกวัน แต่ไม่ควรไปลูบคลำเนื่องจากในประเทศไทยมีอยู่ต้นเดียว เจ้าอาวาสที่วัดท่านจะลูบให้





วัดใต้บาดาลติโลกอาราม

     วัดติโลกอาราม  เป็นโบราณสถานแห่งหนึ่งที่จมอยู่ในกว๊านพะเยา เป็นวัดที่พระเจ้าติโลกราช แห่งราชอาณาจักรล้านนาโปรดให้พระยายุทธิษถิระเจ้าเมืองพะเยาสร้างขึ้นในราวปี พ.ศ.  2019-2029   ในบริเวณที่เรียกว่า บวกสี่แจ่ง วัดแห่งนี้เป็นชื่อวัดที่ปรากฏอยู่ในศิลาจารึก ซึ่งถูกค้นพบได้ในวัดร้างกลางกว๊านพะเยาหรือในบริเวณหนองเต่า จากข้อความที่ปรากฏในศิลาจารึก ทำให้รู้ว่าวัดนี้มีอายุเก่าแก่มากกว่า 500 ปี สร้างในสมัยพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ผู้ครองเมืองเชียงใหม่

         วัดนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์
เพราะเป็นวัดที่มีผู้ปกครองเมืองพะเยาได้สร้างถวาย เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติแก่พระเจ้าติโลกราชในฐานะทรงเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรล้านนา

         วัดติโลกอารามจมอยู่ในกว๊านพะเยาเนื่องจากในปี พ.ศ. 2482 กรมประมงสร้างประตูกั้นน้ำในกว๊านพะเยาเพื่อกักเก็บน้ำ
จึงทำให้บริเวณกว๊านพะเยาที่แต่เดิมเป็นชุมชนโบราณ และมีวัดอยู่เป็นจำนวนมากต้องจมน้ำ





วัดอนาลโยทิพยาราม 

วัดอนาลโย ดอยบุษราคัม ตั้งอยู่หมู่บ้านสันป่าบง หมู่ที่ 6 ตำบลสันป่าม่วง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา มีเนื้อที่ทั้งหมด 2,800 ไร่ เริ่มการก่อสร้างโดย พระอาจารย์ไพบูลย์ สุมังคโล ขณะท่ารอยู่วัดรัตวนาราม ท่านมีปรากฎการณ์เห็นทรายทองไหลลงมาสู่วัดเป็นสายรังสี แสงของทรายทองที่ไหลพรั่งพรูราวกับสายน้ำนั้นอาบวัดทั้งวัดแทบจะกลายเป็นวัดทองคำ ท่านมองทวนลำแสงสีทองไป ก็เห็นเขาที่อยู่อีกฟากหนึ่งของกว๊านพะเยานั้นเอง จากนั้นได้มีโยมอาราธนาไปดู สถานที่สำคัญและแปลกประหลาดเพื่อจะได้สร้างสำนักสงฆ์ไว้เป็นที่บำเพ็ญกุศลของชาวบ้าน คือชาวบ้านมักจะเห็นแสงสว่างเป็นดวงกลมล่องลอยไปมาอยู่บนดอยสูง แสงนั้นดูสว่างเรื่องรองบางทีก็สว่างจ้าเป็นสีเหลืองสดอาบทั้งดอยราวกับเป็นดอยทองคำ เหตุการณ์เหล่านี้มักปรากฎในวันสำคัญทางพุทธศาสนา เช่นวันพระ 8 หรือ 15 ค่ำ เป็นต้น หลังจากที่พิจารณาดูสถานที่แล้วเห็นว่าเป็นสถานที่สวยเหมาะสมแก่การเจริญเมตตาภาวนาเป็นอย่างยิ่ง ควรที่จะสร้างให้เป็นสถานที่พักปฏิบัติธรรม



โปรแกรมทัวร์ แพร่ น่าน พะเยา ตะลึงวัดใต้บาดาล  อลังการวัฒนธรรมท้องถิ่น แดนดินผีตองเหลือง  นั่งเรือเวียนเทียนกลางน้ำในวันอาสาฬหบูชา 2 คืน 3 วัน

24 กรกฎาคม 2553
 
19.00 น. พบกันที่จุดนัดพบในกรุงเทพฯ (ปั้ม ปตท. ตรงข้ามมหาวิทยาลัยหอการค้า) เริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าไปยัง จ.แพร่ เมืองพระลอ


25 กรกฎาคม 2553
แพร่  (อาหารเช้า กลางวัน เย็น)
7.00 น. ถึง จ.แพร่ รับประทานอาหารเช้าโจ๊ก ข้าวต้ม และทำธุระส่วนตัวที่วัดพระบรมธาตุช่อแฮ
จากนั้น นมัสการพระธาตุช่อแฮ เป็นปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแพร่ ตามตำนานกล่าวว่าสร้างขึ้นเมื่อสมัยพระมหาธรรมราชาธิราช (ลิไท) โดยขุนลัวะอ้ายก้อม พระธาตุช่อแฮเป็นเจดีย์ที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุ และพระบรมสารีริกธาตุพระศอกซ้ายของพระพุทธเจ้า เป็นพระธาตุประจำปีขาล หรือปีเสือ

10.00 น. ชมสถาปัตยกรรมและศึกษาประวัติความเป็นมาอันลี้ลับของ คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ ซึ่งเป็นจวนผู้ว่าเดิม บริเวณชั้นใต้ดินบรรยากาศเย็นยะเยือก เป็นคุกโบราณ ใช้ขังทาส และนักโทษ เมื่อเข้าชม ให้เดินถอยหลังเข้าประตูเพื่อแก้เคล็ด

11.00 น. เพลิดเพลินกับการเดินเที่ยวตลาดบ้านทุ่งโฮ่ง แหล่งผลิตเสื้อผ้าม่อฮ่อมอันลือเลื่องของชาว แพร่ แล้วเดินทางต่อไป จ.น่าน

12.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน หมูหินพาชิม ร้านขนมจีน “ป้าดา” ขนมจีนน้ำเงี้ยวเมืองแพร่ (น้ำเงี้ยวน้ำใส)

14.00 น.
แวะ ชมแพะเมืองผี ซึ่งเกิดจากสภาพภูมิประเทศซึ่งเป็นดิน และหินทรายถูกกัดเซาะตามธรรมชาติเป็นรูปร่างลักษณะต่างๆ

15.00 น. หมูหินพาชิมกาแฟที่อร่อยทีสุดในจังหวัดน่าน ที่ปั๊มเชลล์ (อ.เวียงสา) ที่ร้าน Coffee Huts

16.00 น. นมัสการปูชนียสถานที่เลื่องชื่อที่สุด ของน่าน คือ วัดพระบรมธาตุแช่แห้ง พระธาตุประจำปีเถาะ หรือปีกระต่าย ทางขึ้นสู่องค์พระธาตุเป็นตัวพญานาค หน้าบันไดเหนือประตูทางเข้าพระวิหารเป็นปูนปั้นลายนาคเกี้ยว ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของศิลปกรรมเมืองน่าน

17.00 น. นมัสการวัดดังต่าง ๆ ทั่วเมืองน่านซึ่งมีเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไป อันได้แก่ วัดภูมินทร์ จุดเด่นของวัดนี้คือเป็นวัดที่สร้างทรงจัตุรมุข หนึ่งเดียวในประเทศไทย ที่ดูคล้ายตั้งอยู่บนหลังพญานาค 2 ตัว รัฐบาลไทยเคยพิมพ์รูปวัดภูมินทร์ในธนบัตรใบละ 1 บาท ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกทั้งยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือชาวไทยลื้ออันวิจิตรพิสดาร   วัดช้างค้ำ  เป็นวัดหลวงในเขตนครน่าน สำหรับเจ้าผู้ครองนครใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีสำคัญทางพุทธศาสนาและพิธีถือ น้ำพิพัฒน์สัตยาตามศิลาจารึกหลักที่ 74 ซึ่งถูกค้นพบภายในวัด วัดมิ่งเมือง เป็นวัดที่ตั้งของเสาหลักเมืองน่าน ตัววิหารเป็นลายปูนปั้นปราศจากสีสันอันวิจิตร บรรจง ภาพวาดฝาผนังวัดถึงแม้จะเป็นฝีมือของจิตรกรยุคใหม่ ก็มีสีสันลายเส้นสวยงามและบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ชาวเมืองน่านได้ อย่างครบถ้วน      

18.00 น. เช็คอินเข้าที่พักที่ โรงแรมเทวราช หรือเทียบเท่า (หมูหินแนะนำ เดินเล่นตลาดเย็นเมืองน่าน ตรงข้ามโรงแรมเทวราช ตามอัธยาศัย)

19.00 น.
รับประทานอาหารเย็นริมแม่น้ำน่าน หมูหินพาชิมที่เฮือนเจ้านาง หลังจากรับประทานอาหาร พักผ่อนตามอัธยาศัย หมูหินแนะนำของอร่อยเมืองน่านที่ร้าน ไอศครีมสลิ่ม ป้านิ่ม เมืองน่าน และร้านมิลล์คลับ


26 กรกฎาคม 2553  (อาหารเช้า กลางวัน เย็น)    

8.00 น. หลังจากรับประทานอาหารเช้า เช็คเอาท์จากที่พัก มุ่งหน้าไปยัง อ.ปัว เพื่อไปดูต้นไม้มหัศจรรย์ "ต้นดิกเดียม" ซึ่งตั้งอยู่หน้าวิหารวัดปราง เป็นต้นไม้ประหลาด หันหน้าเข้าวัด หันหลังให้แดด สั่นไหวเมื่อมีคนสัมผัสบริเวณลำต้นเหมือนคนจั๊กกะจี้
จากนั้นเที่ยวชมจิตกรรมฝาผนังวัดหนองบัว

10.00 น. เที่ยวชม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน เดิมเป็นที่ประทับของเจ้าเมืองน่าน ในพิพิทธภัณฑ์นี้ มี “งาช้างดำ” นำมาจากเชียงตุง เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง

11.00 น. เปลี่ยนบรรยากาศขึ้นรถท้องถิ่นเพื่อไปเยือน ชุมชนมลาบรี หรือผีตองเหลือง ซึ่งมีวิถีชีวิตที่น่าทึ่งน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายซึ่งไม่นิยมนุ่งเสื้อผ้า หรือ การเร่ร่อนอยู่ไม่เป็นที่เป็นแหล่ง ถึงแม้ในปัจจุบัน ชาวตองเหลืองจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ผู้คนตองเหลืองก็ยังมีชีวิตน่าสนใจน่าศึกษาอยู่

13.00 น.
รับประทานอาหารกลางวันที่ ร้านอุ่นเรือน อำเภอเชียงม่วน ก่อนมุ่งหน้าไปยัง จ.พะเยา เวียงภูกามยาว ซึ่งได้รับการโหวตจาก World Health Organization หรือ WHO ให้ติดอันดับ 1 ใน 5 เมืองน่าอยู่ของประเทศไทย

15.00 น.
ถึงกว๊านพะเยา เช็คอินเข้าพักที่โรงแรม  พะเยาเกทเวย์  หรือเทียบเท่า พักผ่อนตามอัธยาศัย เปลี่ยนเป็นชุดขาวเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศงานบุญ

17.00 น.
หมูหินพานั่งเรือเวียนเทียนกลางน้ำเนื่องในวันอาสาฬหบูชา "เวียนเทียนกลางน้ำ หนึ่งเดียวในโลก ที่กว๊านพะเยา" 1 ปี มีเพียง 3 ครั้ง มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก ที่พะเยา (เฉพาะวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา คือ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา และวันอาสาฬหบูชา) กราบสักการะหลวงพ่อศิลา พระพุทธรูปเก่าแก่อายุกว่า 500 ปี ประดิษฐานอยู่ ณ วัดโลกอาราม กลางกว๊านพะเยา พร้อมชมการแสดงฟ้อนรำบนเวทีกลางน้ำ 

19.00 น. รับประทานอาหารเย็น หมูหินพาชิมที่ร้านแสงจันทร์ พร้อมชมบรรยากาศพลบค่ำริมกว๊านพะเยา หมูหินแนะนำของอร่อยที่กว๊านพะเยา กุ้งเต้นเดลิเวอร์รี่



27 กรกฎาคม 2553
  (อาหารเช้า กลางวัน เย็น)
6.00 น.  ร่วมทำบุญตักบาตรข้าวเหนียว หน้ากว๊าน ก่อนกลับที่พักเพื่อเช็คเอาท์ ทำธุระส่วนตัว

9.00 น.
หลังจากรับประทานอาหาร เช็คเอาท์ออกจากที่พัก มุ่งหน้าสู่ วัดอนาลโยทิพยาราม ศาสนสถานสำคัญแห่งหนึ่งของ จ.พะเยา ชมสถานที่จำลอง ตามแบบศาสนสถานชมพูทวีป และยังมีพระพุทธรูปปางต่างๆ อีกหลายองค์ อาทิเช่น พระพุทธไสยาสน์ พระพุทธรูปปางลีลา พระพุทธรูปปางนาคปรก

11.00 น. แวะซื้อของฟากที่หมูบ้าน OTOP ผักตบชวา ของขึ้นชื่อลือชาของเมืองพะเยา

12.00 น.  
พักรับประทานอาหารกลางวัน หมูหินพาชิม ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นอันเจริญ ร้านก๋วยเตี๋ยวที่โด่งดังที่สุดในพะเยา

13.00 น. นมัสการ พระเจ้าตนหลวง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนองค์ใหญ่ที่สุดในล้านนาไทยและเป็นพระพุทธ รูปคู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณ ที่ วัดศรีโคมคำ

15.00 น. แวะหมู่บ้าน OTOP เฟอร์นิเจอร์ไว้สักที่อำเภอเด่นชัย เพลิดเพลินใจกับการช็อปปิ้งเฟอร์นิเจอร์ของแต่งบ้านงานแฮนด์เมดนานาชนิด

16.00 น. เดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยแวะรับประทานอาหารเย็นระหว่างทาง


28 กรกฎาคม 2553
  (อาหารเช้า กลางวัน เย็น)
5.00 น. ถึงกรุงเทพฯโดยสวัสดิภาพ


ราคา   ท่านละ 5,999 บาท (รับจำนวนจำกัด)

- พักเดี่ยวเพิ่มท่านละ 1,000 บาท

สิ่งที่รวมไว้ด้วย
*ที่พักพร้อมอาหารเช้า
*มื้ออาหารตามที่ระบุ
*รถรับส่งไป - กลับกรุงเทพฯ
*การท่องเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดพะเยา แพร่ น่าน ตามโปรแกรม
*ประกันอุบัติเหตุวงเงิน 200,000 บาท / ท่าน

สิ่งที่ไม่รวม
*ค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น เครื่องดื่ม ทิป ค่าซักรีด ฯลฯ
*ข้าวสาร อาหารแห้ง สำหรับทำบุญตักบาตรข้าวเหนียว
*ค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ไม่ได้ระบุไว้ในโปรแกรม

หมายเหตุ

* โปรแกรมอาจมีการเลื้อนหรือเปลี่ยนแปลงได้อันเนื่องมาจากเหตุอันสมควร
* หมูหินร่วมกับ เดสทินี ทราเวล เซอร์วิส ใบอนุญาตนำเที่ยวเลขที่ 21-0363 จัดทัวร์ในครั้งนี้





รายชื่อผู้ร่วมทริปกับหมูหินคลับ


คุณพิศสมัย รัตนโรจน์สกุล
คุณอริสรา เจริญวานิช
คุณชาณัฐ จรรยาปณิธาน
คุณกชภาส จรรยาปณิธาน
คุณนันทภัค สุขแก้ว
นางสาวศริณทิพย์ อังศุละโยธิน
นางพัชรินทร์ อังศุละโยธิน
นางนวลฉลี กฤษณะเกษตร
คุณพัทธมน วังตา
คุณเอกเศรษฐ แก้วเจริญ
คุณพัตน์นรี เหล่าจันตาพงศ์
คุณรุ่งทิวา ปัญญา
คุณ บัณฑิต กตัญญุตานนท์
คุณ วราภรณ์ กตัญญุตานนท์
คุณ พงศ์ภัค กตัญญุตานนท์
คุณ สิราวรรณ กตัญญุตานนท์
คุณ ชุน กตัญญุตานนท์
คุณ ประกอบ กตัญญุตานนท์
นางตวงพร กตัญญุตานนท์
นายอภิรัต กตัญญุตานนท์
นางปนัดดา จันทร์ปัญญา
นางนพวรรณ พันธ์คีรี
น.ส.ธนธรณ์ ฤทธิ์ถกล
น.ส.อุทุมพร ภูเก้าล้วน
น.ส.นันท์นภัส สายคำเกตุ
คุณจรัลพร พึ่งโพธิ์
คุณจุรีรัตน์ เนาวรัตน์

ยังรับผู้ร่วมทริปกับเราเพิ่มอีกนะจ๊ะ สนใจติดต่อได้ที่ 089-2626009




หมูหินคลับ พาเที่ยวทริปนี้รับจำนวนจำกัด ช้าหมดอดนะจ๊ะ ตั้งแต่วันนี้ - 22 กรกฎาคม 2553 สนใจทริปแอ่วเมืองเหนือสามารถติดต่อได้ที่ คุณปุ๊ก 089 - 2626009 และ 083 - 2085624 e-mail : phatnaree.pn@gmail.com






เที่ยวแบบหินๆ กินแบบหมูๆ ไปกับหมูหิน.คอม 


   
 

#6 : Comment
28 ก.ค 2010 01:39:22

nongrat1981@hotmail.com
ไป Trip แอ่วเหนือมา กลับมาถึงบ้านแล้ว 24.00 น. พอดี
ย่องมาเปิด MOOHIN ก่อน พรุ่งนี้ทำงานแต่เช้า..........
Trip นี้สนุกมากค่ะ

#5 : Comment
23 ก.ค 2010 18:25:59

นน
อยากไปแพร่จังเราอยู่ลำพูนไปเคยไปเลยหน้าจะสนุกนะ

#4 : Comment
20 ก.ค 2010 14:29:37

pookie
ยังไม่เต็มค่ะ สนใจติดต่อมาได้ที่ 089-2626009 คุณปุ๊ก ขอด่วนหน่อยนะคะ

#3 : Comment
18 ก.ค 2010 21:31:29

bungalow_ole@hotmail.com
ขอร่วมเดินทางด้วยคนครับ เต็มยัง

#2 : Comment
15 ก.ค 2010 16:39:10

theparaks@yahoo.com
จองไว้แล้ว เจอกันวันเดินทางครับ

#1 : Comment
08 ก.ค 2010 23:41:25

gere

เชิญแนะนำการเดินทาง ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ความประทับใจ
comment
ชื่อ หรือ E-mail
captcha
  reset

 

ข้อมูลท่องเที่ยวน่าสนใจ
 
HOT LINK
タイ(バンコク)のホテル・サービスアパート
หากไปญี่ปุ่นต้องH.I.S.


 

moohin logo
Copyright © 2010 www.moohin.com. All rights reserved. Do not duplicate or redistribute in any form prior permission.
ทางทีมงานหมูหิน.คอม ขอสงวนลิขสิทธิ์ การเผย แพร่ข้อมูล ภาพ เรื่อง และ วีดิโอ โดยไม่ได้รับอนุญาติ
*** ขอขอบคุณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลและแผนที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และ พันธุ์พืช ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลและแผนที่และภาพ ***
หมูหิน.คอม:เว็บท่องเที่ยวอันดับหนึ่งในเมืองไทย :: การท่องเที่ยวแห่งประเทศ ไทย ท่องเที่ยว ไทย สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศ ไทย ท่องเที่ยว สถานที่ท่อง เที่ยว การท่อง เที่ยว