|
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับชาวกะเหรี่ยง
เดิมทีกะเหรี่ยงอาศัยอยู่แถบบริเวณต้นแม่น้ำสาละวิน
ต่อมาได้อพยพเข้าสู่เมียนมาร์และไทย
แต่คำกล่าวนี้ไม่มีหลักฐานแน่ชัด
มีการบันทึกของมิชชันนารีอเมริกันแบบติสต์ซึ่งไปทำงานกับชาวกะเหรี่ยงในเมียนมาร์ได้ให้รายละเอียดว่ามีชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
ต่อมาเกิดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายปกครองของเมียนมาร์กับชาวกะเหรี่ยงรวมทั้งชนกลุ่มน้อยกลุ่มอื่น
ๆ กระทั่งเกิดเป็นสงครามขึ้น
ซึ่งอันเป็นแรงกดดันอันสำคัญที่ทำให้ชาวกะเหรี่ยงจำนวนมากอพยพเข้าสู่ประเทศไทย
ตามเขตชายแดน ซึ่งเดินทางเข้ามาได้ไม่ยากนัก
กะเหรี่ยงจัดอยู่ในตระกูลภาษาจีน - ธิเบต ในประเทศไทยมี
๑,๙๙๓ หมู่บ้าน ๖๙,๓๕๓ หลังคาเรือน ประชากร ๓๕๒,๒๙๕ คน
คิดเป็นร้อยละ ๔๖.๘๐ ของจำนวนประชากรชาวเขาในประเทศไทย
กระจายตัวอยู่ในเขต ๑๕ จังหวัดคือ กาญจนบุรี กำแพงเพชร
เชียงราย เชียงใหม่ ตาก ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ลำปาง
ลำพูน สุโขทัย สุพรรณบุรี และอุทัยธานี
ปัจจุบันมีกะเหรี่ยงอพยพเข้าไปอยู่ในเมืองจำนวนหนึ่ง
ทำงานเป็นข้าราชการ รับจ้าง อีกส่วนหนึ่งศึกษาเล่าเรียน
กะเหรี่ยงในประเทศไทย มี ๔ กลุ่มย่อยคือ ๑. สะกอ
หรือยางขาว เรียกตัวเองว่า "ปะกาญอ"
เป็นกลุ่มที่มีประชากรมากที่สุด ๒. โป เรียกตัวเองว่า
"โพล่ง" ส่วนใหญ่อยู่ในเขต จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่
และลำพูน ๓. ปะโอ หรือ "ตองสู" อาศัยอยู่ในเขต
จังหวัดแม่ฮ่องสอน ๔. บะเว หรือ "คะยา" อาศัยอยู่ในเขต
จังหวัดแม่ฮ่องสอน
การตั้งถิ่นฐานรวมตัวกันเป็นหมู่บ้านเป็นสิ่งสำคัญคือ
เป็นแหล่งหรือสถานที่สำหรับการประกอบพิธีกรรมของตนเอง
ในหมู่บ้านหนึ่ง ๆ
นั้นจะมีหัวหน้าฝ่ายชายซึ่งมีตำแหน่งหมอผีเพียงคนเดียวเป็นผู้ทำพิธีกรรมนี้
นอกจากนั้นแต่ละหมู่บ้าน (ในอดีต)
ยังได้แบ่งเขตของตนหรืออาณาเขตของหมู่บ้านโดยใช้รัศมีการเดินทางระยะเดินเท้า
๑ ชั่วโมง เป็นตัวกำหนด
คนในหมู่บ้านหนึ่งจะไปทำไร่ในเขตของอีกหมู่บ้านหนึ่งไม่ได้
นอกจากการทำนาเท่านั้น เพราะนาซื้อขายกันได้
แต่ไร่นั้นเป็นการถือกรรมสิทธิ์ครอบครองสังคมกะเหรี่ยงเป็นครอบครัวเดี่ยว
ซึ่งหมายถึงในบ้านหลังหนึ่งจะประกอบไปด้วยพ่อแม่
และลูกเท่านั้น
เมื่อลูกแต่งงานก็จะแยกครอบครัวไปปลูกบ้านใหม่หลังเล็กๆ
แต่มีข้อแม้ว่า ถ้าแต่งงานแล้ว
ชายจะต้องมาอยู่กับบ้านภรรยาก่อนเป็นเวลา ๑ ฤดูกาลเกษตร
(คือเริ่มจากการถางไร่ ปลูกข้าวและเก็บเกี่ยวข้าวประมาณ
๗-๘ เดือน)

หลังจากนั้นก็จะปลูกบ้านใกล้ชิดกับพ่อแม่ฝ่ายภรรยา
คำว่าครัวเรือนในสังคมกะเหรี่ยงนอกจากมีความหมายถึงพื้นฐานขั้นแรกในด้านการผลิตและบริโภคแล้วยัง
หมายถึงว่าแต่ละครัวเรือนมีไร่ของตนเอง
พิธีการด้านการเกษตรและการรักษาพยาบาลเป็นหน้าที่ของหัวหน้าครัวเรือนยกเว้นพิธีทางศาสนาหรือการเลี้ยงผีตามประเพณี
ของผีฝ่ายมารดา การสืบสายฝ่ายมารดา
กะเหรี่ยงโปเป็นกลุ่มที่นับถือผีบรรพบุรุษฝ่ายมารดาซึ่งหมายถึงว่าพ่อแม่จะต้องเป็นกะเหรี่ยงโป
สำหรับผู้มีบิดาหรือมารดาเป็นกลุ่มอื่น เช่น สะกอ หรือลัวะ
จะไม่มีผีบรรพบุรุษหรือผีในสายฝ่ายมารดาเดียวกัน
จะมีแต่ผีเรือนของตนเองเท่านั้น การแต่งงาน
การแต่งงานเป็นแบบผัวเดียวเมียเดียว
ซึ่งเป็นกฎที่เคร่งครัดมาก
การหย่าร้างมีน้อยและการแต่งงานใหม่ไม่ค่อยปรากฎ
การสมสู่ก่อนที่จะแต่งงานกันนั้นเป็นกฎข้อห้ามและจะถูกรังเกียจ
ถึงขั้นปรับไหม และเชื่อกันว่าผีเจ้าที่จะขุ่นเคือง

ปกติการเกี้ยวพาราสี มักจะเกิดขึ้นในโอกาสพิธีงานศพ
ซึ่งจัดให้มีขึ้นในหมู่บ้าน (เหมือนกับงานเทศกาล)
เพราะหนุ่มสาวที่อยู่กันไกลๆก็เดินทางมาร้องเพลงสวดรอบๆศพที่บ้านคนตาย
ตลอดคืนงานศพอาจจะมีขึ้น ๓-๕ คืน
โอกาสนี้ชายหนุ่มก็จะมีโอกาสเลือกคู่ครองได้
การเลือกคู่ครองนั้น ฝ่ายหญิงจะบอกตกลงแต่งงานกับชายก่อน
และบางครั้งหญิงสาวก็จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดซึ่งไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติในสังคม
การแต่งงานระหว่างผู้นับถือผีบรรพบุรุษของสายฝ่ายเดียวกันจะกระทำมิได้ปกติกะเหรี่ยงโปจะแต่งงานกับพวกเผ่าเดียวกันแต่ก็มีบ้างที่แต่งงานกับคนนอกเผ่า
เช่น กะเหรี่ยงสะกอ ลัวะ และคนไทยก็มี การสืบมรดก
ทรัพย์สินต่างๆจะแบ่งกันในระหว่างที่คู่สมรสยังมีชีวิตอยู่กับลูกๆ
ถ้าหากลูกยังเล็กเกินไปทรัพย์สินต่างๆก็จะ
ให้ผู้อื่นซึ่งได้แก่ญาติฝ่ายบิดามารดาเป็นผู้ดูแลให้
แต่ของส่วนตัวเล็กๆน้อยๆ ของผู้ตาย
ซึ่งหมายถึงบิดามารดาก็จะถูกเผารวมกับศพ เช่น ปืน เสื้อผ้า
ถุงย่าม ถ้าหากมีการพิพาทในเรื่องมรดกเกิดขึ้น หมอผี
หรือเชี่เก็งคูจะปรึกษาหารือกับกลุ่มผู้อาวุโสและตัดสินใจร่วมกัน

ความเชื่อถือของกะเหรี่ยงได้แผ่แทรกซึมและมีอิทธิพลมากต่อการประพฤติปฎิบัติในชีวิตประจำวันของเขา
ดังนั้นกะเหรี่ยงจึงให้ความสำคัญในทางศาสนามาก
นั่นคือการนับถือผีและพุทธรวมกัน
ผีที่กะเหรี่ยงนับถือซึ่งมีความสำคัญ ได้แก่ ผีเจ้าที่
และผีต่างๆที่สิงสถิตอยู่ตามป่า ภูเขา ลำห้วย ในไร่
และในหมู่บ้าน ฯลฯ ผีที่ถือกันว่า
เป็นผีร้ายนั้นเชื่อว่าเป็นผีที่จะทำให้ประสบภัยพิบัติทั้งปวง
จึงต้องมีการเอาอกเอาใจด้วยการเซ่นสังเวยด้วยอาหารต่างๆ
ซึ่งได้แก่ หมู ไก่ ฯลฯ นอกจากมีความเชื่อ
ในเรื่องผีต่างๆซึ่งมีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันต่อพวกเขาแล้ว
กะเหรี่ยงยังเชื่อในเรื่องขวัญซึ่งมีประจำตัวของแต่ละคน
กะเหรี่ยงเชื่อว่าในร่างกายของคนเรามีอยู่ทั้งหมด ๓๓ ขวัญ
ส่วนใหญ่ไม่สามารถนับได้หมดว่าขวัญอยู่ในส่วนไหนบ้างของร่างกาย
เพียงแต่บอกได้ว่าอยู่ในส่วนสำคัญๆของรางกาย เช่น
ขวัญที่ศีรษะ ขวัญสองขวัญที่ใบหูทั้งสองข้าง
ขวัญจะละทิ้งหรือหายไปก็ต่อเมื่อคนๆนั้นได้ตายไป
นอกจากนั้นแล้วเชื่อกันว่าขวัญชอบที่จะหนีไปท่องเที่ยวตามความต้องการของมันเอง
และก็อาจจะถูกผีร้ายต่างๆทำร้าย หรือกักขังไว้
ซึ่งจะทำให้ผู้นั้นล้มป่วย
การรักษาพยาบาลหรือวิธีที่จะช่วยเหลือคนเจ็บป่วยได้ก็คือ
การล่อและเรียกขวัญให้กลับมาสู่บุคคลที่เจ็บป่วย
พร้อมกับทำพิธีผูกข้อมือ รับขวัญด้วย
ในสังคมของกะเหรี่ยงนั้นถือเป็นปกติธรรมดา
เมื่อแต่ละวันในหมู่บ้านจะทำพิธีเลี้ยงผีและการเรียกขวัญของคนเจ็บป่วยแทนการรักษาด้วยหมอสมัยใหม่
บางครั้งถึงแม้จะมีมิเข้าไปช่วยรักษาให้ตามแบบทันสมัย
แต่ถ้าหากที่บ้านผู้ป่วยนั้นได้รักษาด้วยการเลี้ยงผีแล้วเขาจะปฎิเสธที่จะรักษาทันทีอย่างน้อย
๓ วัน

เศรษฐกิจของกะเหรี่ยงอยู่ในสภาพที่เรียก "เพื่อยังชีพ"
ซึ่งหมายถึงการทำมาหากิน เพื่อบริโภคเท่านั้น ได้แก่
การปลูกข้าวไร่เป็นหลัก และการทำนาขั้นบันไดตามหุบเขา
โดยไม่มีการปลูกพืชเงินสดแต่อย่างใด
กะเหรี่ยงไม่เคยปลูกฝิ่นแต่เป็นผู้เสพฝิ่นการมาก
ทั้งนี้เพราะกะเหรี่ยงนิยมใช้ฝนดิบและสุกมาใช้เป็นยารักษาโรคต่างๆ
และบำบัดความเจ็บปวดเนื่องจากได้รับอุบัติเหตุ
ปัจจุบันนี้กะเหรี่ยงเริ่มรู้จักการปลูกพืชเงินสดหรือปลูกพืชเพื่อขายกันมากขึ้น
เช่น กล่ำปลี มะเขือเทศ มันฝรั่ง
พืชผักและผลไม้และดอกไม้เมืองหนาว
โดยเฉพาะในหมู่บ้านที่อยู่ในโครงการหลวง
และหมู่บ้านที่มีการคมนาคมค่อนข้างสะดวกมีน้ำใช้สำหรับการเกษตร
ได้ตลอดฤดูกาลเพาะปลูก กะเหรี่ยงได้ชื่อว่า
เป็นเผ่าที่รู้จักการใช้พื้นที่ทำกินแบบอนุรักษ์โดยวิธีที่เรียกว่า
"ไร่หมุนเวียน" คือ ทำไปแล้วก็พักทิ้งไว้ ๓-๕ ปี
ก็จะกลับไปทำใหม่วนเวียนกันอย่างนี้ตลอดไปเพื่อป้องกันการสูญเสียของหน้าดิน
อันจะทำให้ดินเสื่อมคุณภาพจึงนับว่ากะเหรี่ยงเป็นพวกที่อยู่อย่างถาวร
ไม่เคลื่อนย้ายด้วยเหตุผลดังกล่าว การเลี้ยงสัตว์
กะเหรี่ยงนิยมเลี้ยงสัตว์ต่างๆ เช่น วัว ควาย หมู ไก่
โดยเฉพาะไก่และหมูเลี้ยงไว้เพื่อใช้ในพิธีกรรมต่างๆ
ความสำคัญทางเศรษฐกิจของการเลี้ยงสัตว์ในหมู่บ้านได้แก่
การเลี้ยงช้าง
ในอดีตใช้ช้างเพื่อรับจ้างทำงานกับบริษัททำไม้แต่ปัจจุบันก็ยังมีการเลี้ยงช้างไว้เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ขี่เดินทางชมธรรมชาติในป่านอกจากนี้กะเหรี่ยงเป็นนักล่าสัตว์ป่า
เพื่อการบริโภคและชำนาญในการหาของป่ามาขายเป็นรายได้อีกด้วย
การตั้งหมู่บ้านและการปกครองหมู่บ้าน กะเหรี่ยง
จัดตั้งหมู่บ้านในบริเวณภูเขาที่ไม่สูงนัก หรือตามพื้นราบ
หมู่บ้านมีขนาดตั้งแต่ ๒๐ - ๓๐ หลังคาเรือนขึ้นไป ถึง ๑๐๐
หลังคาเรือน โดยแต่ละกลุ่ม จะไม่ตั้งหมู่บ้านปะปนกัน
ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ ๑ ชั่วโมง (อ้างจาก จินตนา
มัธยมบุรุษ ไทยศึกษา เชียงใหม่ ๒๕๔๐ : ๒๒๔ - ๒๒๕)
กะเหรี่ยงดอย ชอบสันโดษ ไม่ชอบอยู่ปะปนกับใคร
มักจะหาที่สูง ๖๐๐ -๑๐๐๐ ฟุตจากระดับทะเล ปลอดลมพายุ
และใกล้แหล่งน้ำ กะเหรี่ยงลุ่ม อยู่ตามที่ราบระหว่างภูเขา
ทำการเกษตรกรรมตามแบบอย่างคนไทย ผู้ชายแต่งกายแบบชายไทย
ผู้หญิงยังคงสวมเครื่องแต่งกาย ประจำเผ่า กะเหรี่ยงเมือง
มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดของตนเองมากที่สุด
เพราะสร้างฐานะเป็นปึกแผ่น มีการศึกษาดี เป็นที่นับถือ
ชาวกะเหรี่ยงด้วยกัน
บ้านกะเหรี่ยงแท้
ใต้ถุนสูงแบบต่าง ๆ พื้นและฝากฝ้า หลังคามุมตองตึง
ใต้ถุนที่ทำเป็นกิจกรรมเอนกประสงค์ มีห้องเดียว
สมาชิกครอบครัว ปูเสื่อนอน รอบเตาผิง (เตาไฟ)
ซึ่งอยู่กลางห้อง อาจจะมีที่กั้นบางตาเป็นส่วนใหญ่
ให้ลูกสาวทุกบ้าน มีชานเรือนใต้หลังคา เป็นที่ทอผ้า
หุงอาหาร ผู้นำหมู่บ้าน บุคคลที่สำคัญในหมู่บ้าน คือ
พระประจำหมู่บ้าน ซึ่งบวกโปว เรียกว่า "สัปวาฮีอาขุ"
พวกกะเหรี่ยงสกอเรียก "ซาซาเกอาขุ"
เป็นตำแหน่งที่สืบทอดมาโดยสายเลือด
จะเปลี่ยนพระประจำหมู่บ้านก็ต่อเมื่อ พระรูปเก่าสิ้นชีวิต
พระเป็นผู้นำในการประกอบพิธีการต่าง ๆ การเซ่นไหว้ บวงสรวง
ที่สำคัญคือ เจ้าที่เจ้าทาง
ซึ่งพลเมืองทั้งหมู่บ้านต้องเข้าร่วมพิธีและพระมีหน้าสอดส่องดูแล
ทุกข์สุขของสมาชิกในหมู่บ้านรวมทั้งรับสมาชิกใหม่
และขับไล่สมาชิกที่ทำผิดประเพณี การเกิด การตั้งครรภ์
หญิงมีครรภ์ จะไม่ทานอาหารที่ไม่คุ้นเคย ข้อห้าม -
ห้ามไปงานศพ วิญญาณของเด็กอาจตามวิญญาณของผู้ตาย
ไปเผอิญไปเห็นศพ หรือคนตาย ต้องทำพิธีเรียกขวัญ
อย่างรีบด่วน - กินขนุน ลูกออกมาจะเป็นโรคผิวหนัง
การคลอด คลอดใต้บ้านโดยห่มผ้าที่ผูกกับผื่อ ช่วยผยุงตัว
ถ้าทารกพ้นจากครรภ์มารดา
จะตัดสะดึงด้วยผิงไม้ไผ่ไปแขวนไว้บนต้นไม้ป่า
หรือฝั่งที่ตีนบันไดหน้าบ้าน หมอตำแยงเก่ง ๆ
จะช่วยเป็นสื่อคมนาคมระหว่างหมู่บ้าน
ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง หลังคลอดมารดา จะนั่งอยู่ไฟ ๓ วัน
จะนอนราบไม่ได้ เพราะเชื่อว่าโลหิต จะไหลขึ้น สมองตาย
บางรายนั่งกอดหิน ซึ่งเผ่าไฟร้อน แล้วห่มผ้า แนบท้องไว้
อาหารคือ ข้าวกับไก่ จัดการคว่ำเข่งไม้ไผ่ ใกล้ประตูบ้าน
และเสียบมีดไว้ เพื่อป้องกัน ทั้งแม่และเด็กจาภูตผีปีศาจ
(อ้างจาก ประเสริฐ ชัยพิกุสิต ๑๒ ชนเผ่าในประเทศไทย
วัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ เชียงใหม่ โรงพิมพ์ ปูเป้
หน้า ๖ - ๑๒ )
|