|

ความงามปลายฟ้า ที่เขาพนมเบญจา
เรื่อง
.
ความงามปลายฟ้า ที่เขาพนมเบญจา
อีกมุมหนึ่งของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติในจังหวัดกระบี่ คือ
ส่วนที่เป็นป่าเขาลำเนาไพร ขุนเขา ป่าดง สายน้ำ
และสรรพสัตว์ป่า อย่างยอดขุนเขาที่สูงที่สุดของจังหวัดกระบี่
ที่มีนามว่า เขาพนมเบญจา มีความสูงถึง
1,397
เมตร จากระดับน้ำทะเล
ป่าเขาพนมเบญจา
มีเนื้อที่ครอบคลุมในเขตอำเภออ่าวลึก อำเภอเมือง อำเภอเขาพนม
ของจังหวัดกระบี่ ชาวบ้านจะเรียกเขาแห่งนี้ว่า เขานม
เพราะสัณฐานของแนวเทือกเขาที่มองแต่ไกล
จะมีรูปทรงคล้ายกับผู้หญิงนอนหงาย บนยอดเขาสูงสุดจะเป็นยอดนม
2 ยอด
คั่นกลางส่วนหัวในบริเวณคอจะเรียกว่า คอนางนอน
ถัดมาก็เป็นส่วนหัว หรือเรียกส่วนนั้นว่า
หน้าผากนางนอน
ชาวบ้านในละแวกนั้นต่างเชื่อว่าเป็นขุนเขาความศักดิ์สิทธิ์
จนกระทั่งมีการเปลี่ยนตั้งชื่อ เขาพนมเบญจา
เส้นทางในครั้งนี้จะเลือกเส้นทางจากบ้านหน้าเขา
ทางด้านอำเภอเขาพนม มีเจ้าหน้าที่อุทยานฯ
เป็นผู้นำทางที่เชี่ยวชาญป่ายอดเขาพนมเบญจาเป็นอย่างดี
สภาพป่าเริ่มเปลี่ยนไปตามระดับความสูง
ลักษณะของต้นไม้จะไม่สูงมากนัก ใบไม้จะมีขนาดเล็กเหมือนๆ
กันหมด ระหว่างทางก็พบกับกล้วยไม้สีเหลืองที่มีชื่อว่า
ใบพัดสิงโตเหลือง
อยู่ในระดับแค่เอื้อม ต่อจากนั้นอีกไม่ถึง
10 นาที
เราก็มาทะลุที่โล่งในบริเวณร่องหุบเขา มองเห็นลานหินกว้างใหญ่
เป็นตำแหน่งของเทือกเขาที่เรียกว่า คอนางนอน
บริเวณลำห้วยที่มีน้ำไหลรินๆ
มีร่องรอยการพักค้างแรมของนักเดินทางรุ่นแล้วรุ่นเล่า
เราก็เคยมาพักที่จุดตรงนี้ แต่หนนี้
เราพยายามค้นหามุมใหม่ที่แห่งใหม่
ด้วยการเลือกไปพักที่บริเวณหน้าผากนางนอน
ผ่านสภาพป่าทึบมีลักษณะคล้ายป่าโบราณ
เป็นป่าที่สวยมาก
หากว่ามีหมอกลงมาแผ่คลุมสักหน่อย
ก็จะเป็นภาพที่สวยงามอย่างมีมิติทีเดียว
หนทางบางช่วงค่อนข้างยากลำบากต้องปีนป่ายหินผาชัน
แต่ก็ไม่เกินความพยายามของพวกเราจนถึงสันเขาแคบๆ
ที่ปกคลุมด้วยป่าแคระ
บนยอดเขาสามารถมองเห็นทิวทัศน์หมู่เกาะอันดามันได้อย่างชัดแจ้ง
หากว่าเป็นวันท้องฟ้าแจ่มใส
รับรองเลยว่าจะเป็นจุดชมวิวที่งดงามที่สุดของเมืองกระบี่ทีเดียวเลย
ระหว่างทางได้พบ รองเท้านารีคางกบถิ่นใต้
ที่ชูช่อดอกขนาดใหญ่อวบอูมอวดโฉมความงามอย่างบริสุทธิ์
ท่ามกลางดงป่าแคระบนสันเขา
เราเลาะตามแนวสันเขาลงไปยังลานหินที่ปลายเขา
อันเป็นบริเวณของส่วนหน้าผาก
ที่มีลักษณะเป็นลานหินโล่งไปสุดแนวหน้าผาด้านตะวันออก
ด้านทิศเหนือ และด้านตะวันออก
พร้อมกันนี้เรายังได้แนวหน้าผาด้านตะวันตกที่ทอดตัวยาวอันเป็นรูปลักษณะตามสภาพภูมิประเทศเขาพนมเบญจา
เราเลือกที่ชายป่าหน้าผากนางนอน
เพื่อเฝ้ารอเวลายามเช้าตรู่
เพื่อชมแสงตะวันในยามเช้าได้เริ่มก่อตัวเป็นสีสันที่ทาบบนผืนฟ้า
พร้อมกับสายหมอกที่ไหลเคลียคลอเรือนยอดไม้ในหุบป่าด้านล่าง
พร้อมกับจังหวะแสงพระอาทิตย์ที่ขับออกมาจนกลายเป็นภาพที่สวยสดใสขานรับรุ่งอรุณยามเช้า
สายหมอกเริ่มเคลื่อนตัวไปตามไหล่เขา
ที่เราได้เฝ้ามองการขับเคลื่อนสีที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
แสงตะวันที่สาดฉายทำให้ภาพความงดงามเกิดขึ้นอยู่เบื้องหน้าที่เราได้มองจากยอดเหลี่ยมผาที่หน้าผากนางนอน
จนเมื่อแสงแดดจัดจ้ามากขึ้นจนสายหมอกละลายหายไป
กิจกรรมในช่วงต่อมา
ก็เป็นการค้นหาหมู่กล้วยไม้ที่เราได้เห็นในช่วงขามา
และบางส่วนที่น่าจะเจอมากกว่า
เราย้อนกับมาทางคอนางนอน
เพื่อพักแรมในจุดดังกล่าวอีกคืนหนึ่ง
ระหว่างทางท่ามกลางป่าแคระ โดยเฉพาะตามแนวสันเขาแคบๆ
เราได้ค้นหารองเท้านารีคางกบถิ่นใต้ ,สิงโตขยุกขยุย
,เอื้องสายเสริตสั้น
เมื่อเรามาถึงบริเวณแค้มป์พักที่คอนางนอน
บริเวณแห่งนี้จะมีสายน้ำที่อุดมสมบูรณ์ไหลตลอดทั้งปี มีลานหิน
ทุ่งหญ้าที่เราได้พบกับหญ้าข้าวก่ำ เอื้องนวลจันทร์
ขึ้นอยู่บ้าง
หากข้ามไปฝั่งคอเขาที่เป็นลานหินอีกฟากหนึ่ง
ตามบริเวณลานทุ่งหญ้า ป่าแคระ
เราจะได้พบกับกล้วยไม้อีกหลากหลายชนิด ที่ซุกซ่อนอยู่ตามพงป่า
อย่างเช่น สิงโตก้ามปูม้า , เอื้องเทียนหนู ,
สิงโตใบพัดเหลือง เป็นต้น
อันเป็นความหลากหลากของหมู่กล้วยไม้ป่าแห่งยอดเขาพนมเบญจา
สายลมแห่งป่าเขาที่เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์
เป็นแหล่งผลิตออกซิเจนที่ไม่ต้องหาซื้อที่ไหน
เราจึงสูดลมหายใจธรรมชาติอย่างเต็มที่
หากมองขึ้นไปตามแนวสันเขาที่เป็นป่าดงดิบทึบ
จะมองเห็นยอดสูงสุด จะเป็นจุดของยอดเขานมอันเป็นยอดสูงสุด
ความสวยสดของโลกสีเขียวที่พบว่าเรือนยอดไม้ที่ปกคลุมยอดเขาจะมีลักษณะเป็นป่าคล้ายต้นเสม็ดแดง
กำลังแตกยอดใบอ่อนออกเป็นสีน้ำตาลแดง
แซมสลับเบียดเสียดกับยอดสีเขียว
จึงทำให้สภาพป่าบนยอดเขาช่างมีสีสันที่น่าชวนชม
ท่ามกลางเรือนยอดไม้สีเขียวที่ขึ้นแน่นขนัดแล้ว
ยังพบว่ามียอดหวายเหิ้ง
เป็นหวายป่าขนาดใหญ่ได้แทงเรือนเรียวยอดขึ้นมาเหนือแนวป่าจนสามารถมองเห็นได้ระยะไกล
ยามเช้าที่แค้มป์พักคอนางนอน
เราได้พบพลังแสงยามเช้าที่ส่องลอดแนวหมอก
จนกลายเป็นภาพสีทองซึ่งเป็นลีลาธรรมชาติที่สวยงามแปลกตา
เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ธรรมชาติแห่งเวลาก็เปลี่ยนตาม
ลำแสงที่ส่องสาดก็เกิดเป็นภาพที่สวยงามน่าทึ่ง
ป่าเขาพนมเบญจา
เป็นผืนป่าที่มีคุณค่าและความสำคัญต่อการศึกษาธรรมชาติ
ไม่ว่าจะเป็นด้านพืชพรรณไม้ สัตว์ป่า หมู่นก
ตลอดจนการท่องเที่ยว
ที่เหมาะสำหรับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
ขึ้นอยู่ว่าเราสามารถนำทรัพยากรเหล่านี้มาจัดการให้ถูกต้องตามแนวทางได้อย่างไรบ้าง
และใช้สอยธรรมชาติได้คุ้มค่า
เพราะว่าพื้นที่ป่านี้อุดมสมบูรณ์ไม่แพ้ไปจากผืนป่าอื่นๆ
การติดต่อ
ควรติดต่อไปยังอุทยานแห่งชาติเขาพนมเบญจา
เป็นเวลาล่วงหน้าอย่างน้อย
7วัน
เพื่อจัดเตรียมเจ้าหน้าที่นำทาง โดยเขียนจดหมายไปยัง
อุทยานแห่งชาติเขาพนมเบญจา ตู้ ปณ.26 อ.เมือง
จ.กระบี่ 81000
โทร.0-7562-9031
ค่านำทาง
อุทยานแห่งชาติเขาพนมเบญจา คิดวันละ
800
บาท โดยกำหนดเจ้าหน้าที่นำทาง 1
คน ต่อนักท่องเที่ยว 5
คน คิดดูแล้วค่อนข้างแพงมากๆ เมื่อเปรียบเทียบกับที่อื่นๆ
มาครั้งก่อน วันละ 500 บาท
ก็ยังแพงแล้ววันนี้ขึ้นไปเป็น 800 บาท
เส้นทางสายนี้ควรใช้เวลา
2 วัน
1 คืน หรือ 3 วัน
2 คืน
การเตรียมตัว
เนื่องจากว่าเส้นทางเดินป่าเขาพนมเบญจา
จะเหมาะกับรูปแบบการเดินป่าโดยเฉพาะ
ฉะนั้นนักท่องเที่ยวต้องมีการเตรียมพร้อมหลายๆ อย่าง
เริ่มจากการเตรียมสภาพจิตใจที่ต้องเหนื่อยยากลำบาก
ต้องใช้ชีวิตกลางป่า ต้องเผชิญกับทากดูดเลือด
ต้องเสียอารมณ์กับเห็บที่คอยกัดมีอาการคันๆ
กว่าจะหายก็ใช้เวลาเป็นเดือน
นอกจากนี้ต้องเตรียมพร้อมเรื่องเป้ ถุงนอน เต็นท์ หรือเปลสนาม
ฟลายชีทกันฝน เสื้อผ้า เสบียงอาหาร ไฟฉาย มีดเดินป่า กระติกน้ำ
อุปกรณ์การดำรงชีพในป่า และอื่นๆ ที่เห็นว่าจำเป็น
ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการเที่ยวป่าเขาเพนมเบญจา ควรเป็น
2 วัน 1 คืน
หรือจะเที่ยวให้เต็มที่ก็ต้องใช้เวลา 3
วัน 2 คืน
|
แต่พวกพี่ๆๆที่บ้านขึ้นบ่อย เห็นว่าเราเป็นผู้หญิงเลยไม่พา
หลังจากเกิดเหตุการณ์เขาถล่ม เขาพนมไม่สวยเลย