|

อลังการสีสันยอดเขาโล้น เหนือผืนป่าเขาแหลม
เขาใหญ่
หรือ เขาหัวโล้น
ตามที่ชาวบ้านในแถบทองผาภูมิหรือสังขละบุรีเขาเรียกขานกันมาช้านาน
เป็นยอดเขาที่ตั้งสูงเด่นสามารถมองเห็นได้แต่ไกล
ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม
ซึ่งอาณาเขตป่าเขาเชื่อมต่อกับป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก
เริ่มต้นของการค้นหายอดเขาใหญ่หรือยอดเขาหัวโล้นนี้
ที่มีทุ่งหญ้าและเหลี่ยมเขาที่คล้ายกับม่อนจอง
จังหวัดเชียงใหม่
และยังเห็นหมู่เกาะน้อยใหญ่ที่อยู่กลางผืนทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณ์
(เขื่อนเขาแหลม
เดิม)
จำนวนมากมาย พร้อมกับทิศทางของแสงตะวันที่ขับฉายทั่วผืนดอย
จนกลายเป็นภาพที่งามตา ไม่ว่าจะเป็นช่วงยามเช้าหรือยามเย็น
ยอดเขาใหญ่หรือเขาโล้นลูกนี้จะมีความสูงอยู่ประมาณ
1,550 เมตร จากระดับน้ำทะเล
จะใช้เวลาเพียง 4-5 ชั่วโมงเท่านั้น
แต่ต้องไปเริ่มต้นที่สถานีเรดาร์ อันแท้จริงแล้วก็ คือ
สถานีถ่ายทอดสัญญาณโทรคมนาคมของ ทศท.
นับจากตัวสถานีก็มองเห็นยอดเขาใหญ่ที่ยืนท้าทายอยู่ไม่ไกลมากนัก
จุดเริ่มต้นของการสำรวจเส้นทางธรรมชาติ
ก็เริ่มที่วัดถ้ำสุโข อยู่ในช่วงเส้นทางสายทองผาภูมิ-สังขละบรี
ซึ่งเลยที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาแหลมไปไม่ไกลนัก
สำหรับคนนำทางก็อาศัยชาวบ้านที่คุ้นเคยพื้นที่และเส้นทาง
ซึ่งเขาสามารถทำหน้าที่ทั้งนำทางและลูกหาบไปในตัว
ประมาณ 10
โมงเช้า พวกเราก็ขึ้นเป้ใบเบาๆ
ส่วนลูกหาบก็ขึ้นกระสอบอันหนักอึ้ง แบกเข้าป่านำหน้าไปลิ่วๆ
สุดที่เราจะเดินตามทัน
เราเดินกันสบายๆ
ไม่เร่งรีบ เพราะดูเหมือนว่าเป้าหมายนั้นอยู่ไม่ไกลนัก
อีกทั้งสภาพเส้นทางไม่สูงชัน ค่อยๆ ลาดขึ้นไป
ระหว่างก็ผ่านห้วยญี่ปุ่น ผ่านป่าไผ่
จนกระทั่งมาหยุดกินข้าวเที่ยงที่ห้วยขาไก่
ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสุดท้ายก่อนที่จะยอดเขา และที่สำคัญก็คือ
บนยอดเขาไม่มีแหล่งน้ำ ไม่มีต้นไม้ ไม่มีฟืน
มีแต่ทุ่งหญ้าโล่งๆ
เราจึงต้องเตรียมน้ำจากแหล่งน้ำสุดท้ายไปให้เพียงพอ
เพื่อไปพักค้างแรมบนยอดสูงสุดไปเลย เหมาะที่จะชมพระอาทิตย์ตก
กลางคืนชมดาว ตอนเช้าชมทะเลหมอกพระอาทิตย์ขึ้น
ส่วนเรื่องความหนาวเราต้องเตรียมอุปกรณ์ไปให้พร้อมทั้งเต็นท์
ถุงนอน เครื่องหนาว อุปกรณ์เตาแก๊สสำหรับหุงอาหาร
ลักษณะเส้นทางเดินป่าในสายนี้ เป็นเส้นทางอ้อมเขาไปด้านข้าง
จนเริ่มมองเห็นทุ่งหญ้าบนยอดเขาที่อยู่สูงตระหง่าน
จนหวั่นวิตกไปต่างๆ นานา
แต่เราก็เชื่อในความอึดของแต่ละคนว่าต้องผ่านไปได้
สภาพป่าทั่วไปจะเป็นป่าไผ่ มีร่องรอยสัตว์ป่าหลายชนิดให้เห็น
เก้ง กวาง พอมี เลียงผาก็มีเช่นกัน
ส่วนหมู่นกก็ส่งเสียงร้องกันไม่ขาดระยะ
ยิ่งแถวบริเวณที่มีลูกไทร ก็เป็นแหล่งชุมนุมของหมู่นกหลายชนิด
จนเริ่มเข้าสู่ป่ารกทึบที่เป็นป่าทุ่งหญ้า
เป็นเขตบริเวณเส้นทางสูงชัน มองเห็นทุ่งหญ้าและโขดหิน
คนนำทางพาพวกเราแหวกพงหญ้าก้าวย่ำขึ้นเขาไปอย่างเชื่องช้า
จนลมหายลมหายใจเริ่มและถี่บ่งบอกถึงความเหนื่อยอย่างเห็นได้ชัด
เม็ดเหงื่อเริ่มหยดย้อย กำลังขาก็อ่อนล้าลงเรื่อยๆ
สายลมเย็นๆ
พัดผ่านมาช่วยผ่อนคลายเหนื่อยและร้อนลงไปได้บ้าง
เราหยุดพักครู่ใหญ่
เรียกกำลังกลับมาอีกครั้งเพื่อฝ่ากำแพงผาทุ่งหญ้าที่สูงชันในหนทางเบื้องหน้านั้น
สายตาที่เพ่งมองไปยังขอบฟ้าที่คาดว่าจะเป็นเป้าหมายที่เป็นทุ่งหญ้าอยู่บนสันเขาใหญ่
แม้ดูเหมือนว่าจะอยู่ใกล้ตา แต่ขายังก้าวไม่ออก
จนกระทั่งต้องออกแรงฮึดสู้จนไปถึงสันเขาช่วงล่าง
เราต้องตะลึงกับภาพทุ่งหญ้าที่สวยงามที่ครอบคลุมอยู่บนสันเขา
มีความงามไม่แพ้สนามกอล์ฟช้างที่ดอยม่อนจอง
และมุมเหลี่ยมผาด้านขวามือจะเป็นหน้าผาชัน
มีโขดหินตั้งโดดเด่นอยู่ริมผา
และไกลออกไปจะมองเห็นผืนน้ำและหมู่เกาะของทะเลสาบเขื่อนเขาแหลมอยู่เพียงเสี้ยวส่วนหนึ่ง
เพียงอึดใจเราก็มาถึงยอดสูงของเขาใหญ่ที่มีความสูงประมาณ
1,550
เมตร จากระดับน้ำทะเล
มุมด้านตะวันตกจะเป็นผืนทะเลสาบเขื่อนเขาแหลม
ที่มีหมู่เกาะขนาดน้อยใหญ่จำนวนมาก
มีมากกว่าหมู่เกาะอ่างทองเสียอีก
เยื้องไปทางทิศเหนือก็เห็นตัวเมืองสังขละบุรีอยู่ลิบๆ
เลยหุบเขาไปเล็กน้อยจะเห็นเทือกเขาสลับซับซ้อน
ย้อนไปทางทิศใต้
จะมองเห็นยอดเขาใหญ่มีชื่อเรียกว่า เขาเขียว
มีลักษณะเป็นป่าทึบ ด้านบนยอดเขาจะเป็นทุ่งหญ้าเช่นกัน
ยอดเขาเขียวคาดว่ามีความสูงกว่ายอดเขาใหญ่
เช็กตามแผนที่แล้วจะมีความสูงประมาณ
1,739
เมตร จากระดับน้ำทะเล
ทะเลภูเขาที่เราต้องตื่นตาตื่นใจ
ทางด้านตะวันออกเป็นเทือกเขาที่สลับซับซ้อน ด้วยองค์ประกอบรวมๆ
จึงกลายเป็นทิวทัศน์ที่งามตา
ช่วงยามเย็นที่พระอาทิตย์ได้คล้อยต่ำลงทางด้านทะเลสาบ
แสงสีทองเริ่มสาดลงมาทั่วยอดเขา
จนทำให้ทุ่งหญ้าได้กลายเป็นสีทองที่อร่ามตา
ภาพความกลมกลืนที่สร้างสรรค์ให้เกิดเป็นความงดงามที่ลงตัว
ไม่ว่าจะเป็นทางด้านไหน
เนื่องจากสภาพภูมิประเทศได้วางองค์ประกอบมุมถ่ายภาพได้ทุกมุม
ซึ่งเราสามารถถ่ายภาพกันได้จุใจ
จนกระทั่งตะวันได้สิ้นแสงสุดท้าย
ยามค่ำคืนที่ปราศจากการก่อกองไฟ
เสียงอื้ออึงของสายลมที่พัดผ่านแนวยอดหญ้า
มองไปทางอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลมก็เห็นแสงไฟพร่างพราวอยู่ทั่วผืนน้ำ
เราคาดว่ารุ่งขึ้นคงจะได้พบกับภาพธรรมชาติที่สวยงามอีกบรรยากาศหนึ่ง
ที่เราวาดหวังกับผืนทะเลหมอกงามตาเหนือหุบผืนน้ำอันกว้างใหญ่
แสงสีธรรมชาติในยามรุ่งอรุณได้ปรากฏบนผืนฟ้าด้านตะวันออก
มีสายหมอกที่ล่องไหลผ่านลงไปยังหุบเขาด้านล่าง
ที่ม้วนตัวลงไปเป็นสาย
เป็นจังหวะเดียวกับที่แสงสีทองได้ส่องทะลุแนวแนวหมอกจนกลายเป็นสีทอง
ซึ่งเป็นลีลาธรรมชาติที่ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง
จนกระทั่งสายเราก็มองเห็นกลุ่มทะเลหมอกที่หนาตาครอบคลุมอยู่เหนือผืนน้ำทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณ์
หรือเขื่อนเขาแหลมเดิม
ประกอบกับแนวสันเขาที่ทอดยาวลงไปด้านล่างมีลักษณะคล้ายดอยม่อนจองที่มีทุ่งหญ้าปกคลุมทั่วสันดอย
ซึ่งจะเป็นเส้นทางเดินกลับ โดยที่เราไม่ต้องกลับไปทางเก่า
ปลายทางก็จะไปบรรจบกันที่สถานีเรดาห์
ช่วงตอนสายเราก็ได้อำลาภาพความทรงจำ
บนยอดเขาใหญ่ที่ไม่อาจลืม
และเราคิดว่าจะต้องหวนกลับไปอีกครั้ง
เพื่อค้นหาชมภาพที่สวยงามในแง่มุมตามช่วงฤดูกาลต่างๆ
ซึ่งคาดว่าช่วงหน้าหนาวจะเป็นช่วงที่ดีที่สุด
การเดินทาง
การเดินทางสู่กาญจนบุรี
จะมีรถปรับอากาศออกทุกครึ่งชั่วโมง ที่สถานีขนส่งสายใต้
จากนั้นก็มีรถประจำทางไปสังขละบุรี ผ่านอุทยานแห่งชาติเขาแหลม
ประมาณ กม. 39-40
เมื่อเลยอุทยานฯ ไปสัก 2-3
กม.
จะถึงบ้านเรดาห์
หรือจะเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวก็เป็นวิธีการเดินทางที่สะดวกที่สุด
เพราะสามารถเอารถขึ้นไปยังสถานีเรดาร์
แต่ต้องได้รับอนุญาตจากเข้าของพื้นที่ที่เกี่ยวข้องเสียก่อน
การติดต่อ
สามารถติดต่อขออนุญาตได้จาก
อุทยานแห่งชาติเขาแหลม ตู้ ปณ.15
ปท.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
71180 โทร. 0-1216-8049
หรือจะติดต่อชาวบ้านนำทางเป็นลูกหาบ
ได้ที่คุณนิยม โทร.086-169-6725
การเตรียมตัว
เส้นทางเดินป่าขึ้นยอดเขาสูง ต้องใช้เวลาประมาณ
2 วัน 1
คืน การพักค้างแรมบนยอดเขาโล่งๆ
ต้องเตรียมเต็นท์ ถุงนอน เครื่องกันหนาว
และควรเตรียมเตาแก๊สไปด้วย
เพราะข้างบนไม่มีฟืนหรือต้นไม้ใดๆ เลย และไม่ควรก่อกองไฟ
เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นทุ่งหญ้า
อาจก่อให้เกิดไฟป่าขึ้นมาได้
แหล่งน้ำบนยอดเขาจะไม่มีเช่นกัน
ดังนั้นจึงต้องเตรียมน้ำไปให้เพียงพอ เอาน้ำเฉพาะแค่ดื่มกิน
และหุงต้มเท่านั้น สำหรับอาหารควรเป็นประเภทที่ทำง่ายๆ
|