|

เฟมัสคอฟฟี่
หลายปีที่ผ่านมานี้
มีร้านกาแฟสดมากมายหลายร้าน ทั้งร้านที่เป็นสาขาของร้านใหญ่ๆ
และร้านที่เจ้าของร้านรายย่อยๆ เปิดเองด้วยใจรัก
วันนี้หมูหินขอแนะนำร้านกาแฟที่อร่อยที่สุดของกาญจนบุรี
ที่เจ้าของร้านเปิดเอง ชงเอง คุณภาพของรสชาติ
ถูกกลั่นชงมาจากใจ ประกอบกับการแต่งร้านที่รู้สึกอบอุ่น
อยากนั่นนานๆ ทำให้ติดอับดับหนึ่งในใจหมูหิน.คอมทันที
ร้านนี้คือ "เฟมัสคอฟฟี่"
"เฟมัสคอฟฟี่"
ตั้งอยู่ที่ 3/2 ถ.เจ้าคุณเณร ต.บ้านเหนือ อ.เมือง
สามารถโทรไปสอบถามหรือคุยกับเจ้าของร้านเขาก่อนได้ที่เบอร์โทร
06-8073429 ร้านนี้อยู่ด้านหลังของสุสานทหารพันธมิตร
ตรงหัวมุมพอดีครับ เป็นร้านขนาดเล็กๆ มีที่นั่ง
5-6 โต๊ะได้ จัดแบบลงตัว สบายๆ
เหมาะแกการมานั่งดูทีวี พักผ่อน ก่อนขับรถกลับกรุงเทพฯ
หรือก่อนขับรถไปเที่ยวทางสังขละบุรี หรือทองผาภูมิต่อครับ
กาแฟที่หมูหินขอแนะนำคือ
"เอชเปรสโซปั่นไม่หวานมาก"
หากหมูหินเปรียบเที่ยวระหว่างกาแฟของร้าน สตาร์บัค ที่ชื่อว่า
เอชเปรสโชแฟรบปูชิโน หมูหินขอยกนิ้วให้ร้านนี้ชนะไปเลยครับ
เนื่องจากรสชาติจะนุ่ม ไม่หวานมากไป อีกทั้งเวลานั่งดูเขาทำ
จะสั่งเพิ่มนู้นลดนี่ได้ตามต้องการอีกด้วย
เจ้าของร้านคู่กันสองคน ทั้งคู่ดูเงียบๆ
เมื่อแขกมานั่งก็จะหยิบรีโมรททีวี มาให้เลือกช่องให้ทันที
สามารถเลือกได้ทั้งทีวีเสรีหรือดาวเทียมตามต้องการครับ
อีกสักแก้วที่หมูหินขอแนะนำคือ
"ช๊อกกาแลตปั่น"
ร้านนี้ทำได้แบบสุดยอดไปเลยครับ เนื้อช๊อกกาแลต
ข้นสุดๆ
ไม่ใช่น้อยๆเลยที่ใส่มาให้เรา
เมื่อนำมาปั่นออกมาแล้วก็ยังคงความเข้มไว้มิคลายครับ
แก้วที่ให้เรามาก็เป็นแก้วทรงสูง แข็งแรง
ไปวางดื่มต่อบนรถก็สะดวกครับท่าน
ว่ากันด้วยเครื่องดื่มที่ปั่นๆทั้งหลาย หมูหินขอแนะนำว่า
ให้นั่งทานเลยทันที เพราะน้ำแข็งที่ปั่นมาจะเป็นเกร็ดๆ
เมื่อสัมผัสอุ้มปากเข้าไป ความเย็น ความหอมมันเข้ากันมาก
จะอร่อยได้ทันทีเลยครับ และเมื่อดูดจนน้ำเกือบหมดแล้ว
ก็ค่อยยกไปกินกันต่อบนรถ ขับรถไปไหนก็อร่อยถึงนั่นครับ
หมูหินเนี่ยไม่ว่าเราไปจังหวัดไหน
เราก็จะไปหาร้านกาแฟที่อร่อยที่สุดของจังหวัดนั้นมาแนะนำกัน
บางทีละต้องชิมเป็นสิบร้าน
เพื่อให้เหลือร้านที่อร่อยที่สุดเพียงร้านเดียวครับ
เพราะถามคนท้องเที่ยว บ้างก็ว่าร้านนี้อร่อย
ร้านนั้นอร่อยๆพอกินจริงๆ ก็อร่อยแต่ต่างกันไป
สำหรับเมืองกาญจนบุรี เรายกย่องว่าต้องร้านเฟมัสคอฟฟี่เท่านี้ครับ
ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกาแฟ:
ประวัติความเป็นมาของกาแฟ :
มีตำนานมากมายที่เล่าถึง เรื่องต้นกำเนิดของกาแฟ
แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ทุกรู้จักกันดี ก็คือ เรื่องของ คาลดี้
( Kaldi ) เด็กเลี้ยงแพะชาว อบิสซีเนีย ( Abyssinia )
เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1400 เรื่องมีอยู่ว่า คาลดี้ สังเกตเห็น
แพะของเขามีอาการ ร่าเริงผิดปกติหลังจากที่พวกมันได้กิน
ผลไม้สีแดง จากพุ่มไม้ที่ขึ้นอยู่ริมเชิงเขา
เขาจึงได้ทดลองกินผลไม้นั้นดูด้วยตัวเขาเอง
ซึ่งเขาก็พบว่าทุกครั้งที่เขากินผลไม้สีแดงนั้น
มันทำให้เขามีความสดชื่น และ กระปรี้กระเปร่าตลอดเวลา
ด้วยความมหัศจรรย์ แห่งผลไม้สีแดงนี้ เป็นเหตุทำให้ชาวบ้านสนใจ
และ บอกกันปากต่อปากกันอย่างรวดเร็ว
จนเรื่องทราบไปถึงบาทหลวงท่านหนึ่งซี่งอยู่ที่โบสถ์ใกล้เคียง
บาทหลวงท่านนั้นก็ได้นำผลไม้สีแดงนั้นไปเผาไฟหวังเพื่อจะลดอำนาจของมัน
แต่ในขณะที่ทำการเผาอยู่นั้นก็พบว่ามันกลับส่งกลิ่นหอมอย่างน่าประหลาดใจ
บาทหลวงท่านนั้นจึง
เอาผลไม้สีแดงที่ถูกเผาไฟจนไหม้นั้นมาทุบแล้วก็โยนมันทิ้งลงไปในน้ำเพื่อต้องการที่จะดับไฟ
และเมื่อได้ลองดื่มน้ำนั้นดูก็รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า
และยังทำให้ท่านสามารถสวดมนต์ได้ตลอดทั้งคืนโดยไม่มีอาการง่วงนอนอีกด้วย
นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้มนต์แห่งผลไม้สีแดงยังไม่เคยเสื่อมลงเลยแม้แต่น้อย
กลับมีผู้คนมากว่าค่อนโลกที่หลงเสน่ห์ของมัน
ขอขอบคุณข้อมูลข้อมูลเรื่องกาแฟจากเว็บไซต์
http://www.kitty.in.th
วัฒนธรรมอย่างนึงที่เกิดขึ้นในภาคคอมฯ ก็คือการดื่มกาแฟ ..
ใช่แล้ว "กาแฟหลังมอ" นั่นล่ะ.. แก้วละไม่กี่ตังค์
แต่ทำให้พวกเราเสียเงินให้ร้านกาแฟปีละหลายพันได้เหมือนกัน
ถึงจะดื่มกันเป็นล่ำเป็นสันขนาดนั้นพวกเราหลายๆ
คนกลับไม่ค่อยรู้ว่าจริงๆ แล้ว "กาแฟ"
เป็นเรื่องที่ซับซ้อนไม่น้อย พอๆ กับเรื่องของไวน์ทีเดียว
มันถึงได้ธุรกิจกาแฟขนาดเป็นเฟรนไชส์ระดับโลกได้นี่ล่ะ..
เราอาจจะเคยได้ยินคำที่เกี่ยวกับกาแฟหลายๆ อย่าง เช่น มอคคา
จาวา คาปูชิโน หรือ เอสเพรสโซ..คำพวกนี้คืออะไรกันแน่ ?
....มีเฉลยแน่นอนครับ.. .."กาแฟ"
หามาได้จากเมล็ดในผลของต้นกาแฟ
เป็นเครื่องดื่มโบราณที่เก่าแก่ขนาดหาต้นตอที่แน่นอนไม่ได้ ..
แต่ก็มีเรื่องเล่ากันว่ากาแฟพบครั้งแรกที่ประเทศเอธิโอเปีย
ผลของกาแฟจะมีขนาดเล็ก สีแดงเหมือนเชอร์รี่ ก็เลยเรียกกันว่า
Coffee Cherries
แต่ที่เราเอามาดื่มคือเมล็ดที่อยู่ข้างในที่เรียกว่าบีนส์ (Beans)
..เมล็ดกาแฟที่มีขายทุกวันนี้จะมีอยู่ 3 พันธุ์คือ
พันธุ์โรบัสต้า
ปลูกง่าย ทนต่อโรค และให้ผลผลิตเยอะ ต้นนึงจะได้เมล็ดกาแฟราวๆ
2-3 ปอนด์ต่อปี มีคาเฟอีนราวๆ 2%
ในตลาดกาแฟจะถือว่าเป็นกาแฟคุณภาพต่ำ ในภัตตาคารหรูๆ จะไม่เสริฟกาแฟพันธุ์นี้..
แต่นิยมเอาไปทำกาแฟสำเร็จรูป หรือนำไปผสมกับพันธุ์อื่นๆ ..
กาแฟพันธุ์โรบัสต้าจากเวียตนามเป็นโรบัสต้าพันธุ์เดียวที่คุ้มที่จะลองดื่ม
แต่ต้องเตรียมด้วยวิธีการเฉพาะตามแบบของเวียตนาม
ราคานักท่องเที่ยวราวๆ ถ้วยละ $5...
พันธุ์กาแฟอาราบิก้า
เป็นกาแฟพันธุ์ดีที่สุด ปลูกยาก ดูแลรักษายาก
และต้องเลือกปลูกบนพื้นที่สูงๆ เท่านั้น
ผลผลิตต่อต้นจะประมาณครึ่งเดียวของพันธุ์โรบัสต้า
แต่เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่ใครๆ ก็ต้องการก็เลยปลูกกันเยอะมาก
ประมาณกันว่า 75% ของกาแฟในตลาดโลกเป็นพันธุ์อาราบิก้า
กาแฟพันธุ์อาราบิก้ามีคาเฟอีนประมาณ 1% ..
พันธุ์ไลเบริก้า
ปลูกได้ง่ายเหมือนโรบัสต้า มีที่มาจากแอฟริกา
คุณภาพอยู่ระดับเดียวกับโรบัสต้า
กาแฟจะคล้ายกับองุ่นที่ใช้ทำไวน์ตรงที่รสชาดจะขึ้นอยู่กับว่ากาแฟนั้นปลูกที่ไหน
รสชาดของกาแฟจะถูกกำหนดโดยความสูงของพื้นที่ปลูก น้ำฝน
ชนิดของดิน อุณหภูมิ ฯลฯ .. กาแฟเจริญได้ดีในเขตร้อนชื้น
ตามเส้นศูนย์สูตร เราสามารถแยกแหล่งกาแฟได้สามแหล่งหลักๆ คือ
-
แอฟริกัน-อาราเบีย
มีถิ่นปลูกในประเทศในทวีปแอฟริกา กาแฟจาก เคนยา และ เยเมน
ถือว่าคุณภาพดีเป็นที่ถามหาของคอกาแฟ โดยเฉพาะที่ปลูกแถบภูเขาคีลีมันจาโร..
รสชาดเปรี้ยวแหลม (tangy) และขมพอดี
ให้ความรู้สึกเหมือนดื่มไวน์แดงชั้นดี (winy) มี body
ระหว่าง medium ไปถึง full (body
คือความรู้สึกเต็มปากเต็มคำ อะไรทำนองนั้น...)
-
อินโดนีเซีย-แปซิฟิก
มีถิ่นปลูกใน อินเดีย อินโดนีเซีย
เพิ่งจะแพร่หลายเมื่อศตวรรษที่ 17 โดยชาวดัตช์ รสชาดนุ่ม
กลิ่นหอมเย้ายวน (exotic) เปรี้ยวน้อย และมี body ตั้งแต่
full ไปจนถึง syrupy .. ที่รู้จักกันดีคือ
กาแฟจากเกาะชวาที่เรียกว่า "จาวา"
ซึ่งว่ากันว่าเมล็ดพันธุ์เอามาจากจาไมก้าอีกที .. กาแฟจากปาปัวนิวกินี
ก็ถือเป็นกาแฟที่ดี ให้รถชาดกลมก่อม และไม่ขม ..
-
อเมริกา
ถิ่นปลูกในอเมริกากลาง อเมริกาใต้ และฮาวาย
เป็นที่รู้กันว่าบราซิลเป็นประเทศที่ผลิตกาแฟออกมามากที่สุด
(ราวๆ 35% ของกาแฟทั้งโลก) จนเรียกกันว่าเป็น "เมืองกาแฟ"
กาแฟจากโคลัมเบียก็เป็นหนึ่งในกาแฟที่ทั่วโลกชื่นชอบ
แต่ถ้าจะเอาที่ดีและแพงสุดๆ ต้องเป็น บลูเมาท์เท่น (Blue
Mountain) ของจาไมก้า กาแฟที่ปลูกในเขตนี้ รสชาดเปรี้ยวมาก
เวลาดื่มจะรู้สึกถึงความบริสุทธิ์ของกาแฟ ให้ความสดชื่น
กระฉับกระเฉง
นอกจากนี้ก็ยังมีกาแฟอีกประเภทที่ปรุงด้วยสูตรพิเศษเฉพาะตัว
โดยการผสมกาแฟพันธุ์ต่างๆ
เพื่อให้ได้คุณสมบัติเด่นที่ต่างออกไปเรียกว่า เบลนด์ (Blend)
บางครั้งการเบลนด์ก็เป็นการคลุกกาแฟบดที่ต่างๆ
กันเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้รสชาดแปลกออกไป
ซึ่งร้านกาแฟแต่ละแห่งจะรักษาสูตรเฉพาะนี้ไว้เป็นของตัวเอง มอคคา
(Mocca/Mocha) เป็นชื่อกาแฟที่มีลักษณะเฉพาะตัว คือ มีเม็ดเล็ก
และมีความเปรี้ยวเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เมล็ดกาแฟมอคคา
ส่วนใหญ่จะมาจากเมืองมอคคา ประเทศเยเมน .. ส่วนเครื่องดื่มมอคคา
มักใช้เรียกกาแฟที่มีส่วนผสมของน้ำเชื่อมมอคคา หรือน้ำเชื่อมรสช็อคโกแลต
การชงกาแฟ
การชงกาแฟมีหลายแบบ (กาแฟสำเร็จรูปประเภท "เติมน้ำร้อน ช้อนคน"
.นี่ไม่นับนะครับ) .. แต่ละแบบจะให้รสชาดและกลิ่นจากน้ำมันในเมล็ดกาแฟที่ต่างๆ
กันไป โดยทั่วๆ ไปการชงกาแฟมีหลักพื้นฐานอยู่ 4
อย่างที่ควรจะรู้ คือ ปริมาณของกาแฟกับน้ำ
การความละเอียดของกาแฟบด น้ำ และความสดของกาแฟ ..
การชงกาแฟที่ใช้กันทั่วไปคือกาแฟบดสองช้อนโต๊ะ (~10 - 14 กรัม)
ต่อน้ำ 6 ออนซ์ (180 cc) ..
อาจจะมากหรือน้อยกว่านี้ได้ถ้ารู้สึกว่ากาแฟเข้มหรือจืดเกินไป..
ความละเอียดของกาแฟก็เป็นสิ่งสำคัญที่เป็นตัวกำหนดรสชาด
กาแฟที่บดละเอียดมากๆ จะขมกว่ากาแฟที่บดหยาบ
เพราะน้ำซึมผ่านช้ากว่า ได้สัมผัลและมีโอกาสดูดซับรสกาแฟได้นานกว่า..
อย่างไรก็ตามความละเอียดของกาแฟควรจะเลือกให้เหมาะกับวิธีการชงด้วยเพื่อให้ได้ความเข้มข้นที่พอเหมาะ
.. น้ำถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะกาแฟหนึ่งถ้วยมีน้ำอยู่
97-98% กาแฟที่ดีควรชงจากน้ำสะอาดบริสุทธิ์
ใช้น้ำเย็นต้มให้เดือดแล้วพักไว้ซักแป๊บนึงแล้วค่อยเอามาชง
อุณหภูมิน้ำที่เหมาะสำหรับชงกาแฟคือ 90-96'C ..
ถ้าน้ำไม่ร้อนพอจะทำให้ดึงรสชาดกาแฟออกมาได้น้อย
เรื่องสุดท้ายคือความสดของเมล็ดกาแฟ
เรื่องนี้ผมขอเอาไปรวมไว้ในเรื่องการเก็บรักษากาแฟละกันนะครับ...
วิธีที่นิยมใช้กันทั่วๆ ไปในการชงกาแฟ
ก็คือการหยดน้ำร้อนผ่านกาแฟบด (Drip)
วิธีนี้เป็นวิธีที่เครื่องต้มกาแฟ (Drip maker, Coffee maker)
ที่มีขายทั่วไปใช้กัน การชงแบบหยดน้ำร้อนนี้จะให้รสชาดและกลิ่นของกาแฟได้พอสมควร
แต่รสจะไม่จัด เพราะจะมีกระดาษกรอกกากกาแฟ
ทำให้มีโอกาสที่รสของกาแฟจะเสียไปบ้าง แต่เป็นวิธีที่ง่าย
ใส่กระดาษกรอก ใส่กาแฟบด เติมน้ำ เปิดสวิตท์ ก็ได้กาแฟร้อนๆ
หอมๆ ดื่มแล้วสดชื่น.. กาแฟที่ใช้การหยดน้ำนี่ควรดื่มใน 20
นาที.. ผม กับ อ.มาร์ทมีเครื่องต้มกาแฟแบบหยดนี้คนละเครื่อง
ทำกาแฟดื่มกันแต่ละทีหอมจนออกไปนอกประตูห้องทำงานเลยล่ะครับ ..
พูดแล้วก็น้ำลายไหล.. :D~~
วิธีที่สองหลายคนคงเคยได้ยิน แต่อาจจะไม่รู้จักเท่าไหร่นัก
นั่นก็คือ เอสเพรสโซ (Espresso) .. ที่จริงเอสเพรสโซไม่ใช่ชื่อของพันธุ์กาแฟ
หรือสูตรกาแฟ แต่เป็นวิธีการชงกาแฟครับ
และเครื่องดื่มที่ได้จากการชงแบบนี้จะเรียกว่า "กาแฟเอสเพรสโซ"
การชงแบบเอสเพรสโซต้องใช้เครื่องชงเอสเพรสโซ (Espresso Machine)
ในการทำ หลักการของเครื่องชงเอสเพรสโซก็คือจะใช้แรงดันอัดน้ำร้อนให้ผ่านไปในกาแฟบดละเอียด
ซึ่งจะให้รสชาดกาแฟออกมาเต็มที่มากกว่าการหยดน้ำร้อนผ่านกาแฟ
คำว่า Espresso ก็มาจากภาษาลาติน Espressere ซึ่งแปลว่า กด
หรือ ดัน ..
วิธีนี้ว่ากันว่าเป็นการชงที่เข้าถึงหัวใจของเมล็ดกาแฟได้เต็มที่
การอัดน้ำให้ผ่านกาแฟบดจะใช้แรงดันราวๆ 9
เท่าของแรงดันบรรยากาศ ใช้เวลาประมาณ 18-23 วินาทีก็เสร็จ เอสเพรสโซจะทำถ้วยต่อถ้วย
ไม่มีการทำค้างไว้เหมือนการชงแบบหยด เวลาเสิร์ฟจะใส่แล้วเล็กๆ
ปะมาณออนซ์เดียว (ถ้วยกาแฟปกติประมาณ 6 ออนซ์
ถ้านึกไม่ออกลองเทียบกับขนาดของกาแฟกระป๋องที่มีขายในตู้แช่บ้านเรา
นั่นล่ะครับ 6 ออนซ์) แล้วต้องดื่มทีเดียวให้หมด ใครสั่งเอสเพรสโซมานั่งจิบชมวิวทำเท่ห์ล่ะแสดงว่าดื่มไม่เป็นนะครับ..
เอสเพรสโซแท้ๆ จะขมมากครับ เพราะกาแฟบดที่ใช้กับเอสเพรสโซจะผ่านการคั่วนานจนสีเข้ม
เรียกว่า Dark roasted เมล็ดกาแฟที่ใช้อาจจะมาจากกาแฟพันธุ์แท้
หรืออาจจะเป็นกาแฟเบลนด์ที่แต่ละร้านทำขึ้นเอง ดังนั้นรสชาดและกลิ่นอาจจะต่างกันได้
แม้ว่าจะสั่งเอสเพรสโซเหมือนกัน .. อืมม.. ใครเดินทางบ่อยๆ
อาจจะสังเกตเห็นปั๊ม Jet หลายๆ แห่งมีกระต๊อบบ้านไร่กาแฟ
ในกระต๊อบติดแอร์นี้ขายกาแฟเอสเพรสโซครับ
มีโอกาสก็ลองแวะเข้าไปชิมเอสเพรสโซกาแฟไทยดู บดเมล็ดชงกันสดๆ
เลย สั่งกาแฟร้อนได้ถ้วยเผากลับบ้านด้วย :D (สนับสนุนของไทยน่อ
.. เนี่ย เพิ่งลอง กาแฟอาราบิก้า 100% ของไทยจากดอยตุง
หรือดอยคำนี่ล่ะครับ คั่วบดบรรจุซองเรียบร้อย เอาไปชงกับ drip
maker รสชาดก็ไม่เลวนะครับ อาจจะไม่เท่าเมืองนอก
แต่ก็ดีกว่ากาแฟสำเร็จรูปเยอะ ราคาไม่แพงด้วย)
วิธีที่อาจจะแปลกสักเล็กน้อยสำหรับคอกาแฟ คือการชงโดยใช้เพอร์โคเลเตอร์
(Percolator) เพอร์โคเลเตอร์มีลักษณะเหมือนเหยือกเก็บความร้อนทั่วๆ
ไป หลักการชงกาแฟของเพอร์โคเลเตอร์คือเอากาแฟต้มแล้ว
มาผ่านกาแฟบด ซ้ำๆ หลายๆ รอบ .. ที่บอกว่าแปลกเพราะการชงโดยเพอร์โคเลเตอร์ละเมิดกฏการชงกาแฟที่สำคัญสองข้อคือ
1. การชงกาแฟต้องไม่ดึงรสหรือกลิ่นของกาแฟมากเกินไป
กาแฟบดจึงนำมาต้มหรือชงเพียงรอบเดียวเท่านั้น
ถึงแม้ว่ากากจะเหลือรสกาแฟค้างอยู่ก็ตาม และข้อ 2. คือ
กาแฟต้มแล้วต้องเอามาดื่มเลย ห้ามปล่อยให้เย็น
ถ้ากาแฟเย็นลงจะไม่นำมาต้มหรืออุ่นซ้ำ
เพราะรสและกลิ่นจะผิดจากเดิม กฏสองข้อนี้ถือว่าสำคัญสำหรับนักดื่มกาแฟ
และเป็นกฏที่ร้านกาแฟทั่วไปจะทำตามเสมอ.. การชงกาแฟโดยเพอร์โคเลตอร์ทำให้ได้กาแฟที่ขมมาก
กลิ่นหอมรุนแรง
เพราะรสและกลิ่นน้ำมันหอมจากกาแฟจะถูกสกัดออกมาจนเกลี้ยงกว่าวิธีอื่น
ซึ่งคอกาแฟที่อนุรักษ์นิยมจะไม่ค่อยชอบ .. - -''
แต่วิธีการชงที่ถือว่าให้รสชาดและความหอมของกาแฟได้ดีที่สุดคือการชงแบบเฟรนช์เพรส
(French Press) หรือ โบดัม (Bodum)
วิธีชงต้องใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า plunger pot
ต้องใช้กาแฟชั้นดีบดหยาบที่สุด ก่อนชงต้อง preheat
โดยใช้น้ำร้อนเทลงไปใน plunger ก่อน ใส่กาแฟบด 2
ช้อนโต๊ะต่อกาแฟ 1 ถ้วย (6 ออนซ์)
เทน้ำที่เพิ่งเดือดลงให้ท่วมกาแฟ
ให้แน่ใจว่าเม็ดกาแฟโดนน้ำร้อนทุกเม็ด ปิดฝา plunger พักไว้ 4
นาทีเป๊ะๆ แล้วถึงกด plunger บีบให้กาแฟผ่านตะแกรง
กาแฟที่ชงด้วยวิธีเฟรนช์เพรสควรดื่มภายใน 20 นาที
สำหรับคอกาแฟที่ต้องการความสุนทรีย์ในการดื่มสุดๆ ก็ไปซื้อ
plunger มาซะ ราคาเมืองนอกประมาณ 1000 บาท (Starbucks มีขาย)
เมืองไทย เห็นแวบๆ แถว Big C, Lotus ราวๆ 300 บาท ได้ plunger
แล้วก็ซื้อกาแฟดีๆ มาลงชงดื่ม จะได้รู้ว่ารสชาดกาแฟที่ดีที่สุดเป็นยังไง
... เปรี้ยวปากอีกแล้ว :D~~
การเก็บรักษากาแฟ
การเก็บรักษากาแฟที่ดีจะทำให้กาแฟยังคงสดใหม่ และช่วยคงรสชาดและความหอมของกาแฟไว้ได้นาน
การเก็บรักษากาแฟมีข้อควรคำนึงถึงอยู่ 4 อย่างคือ อากาศ
ความชื้น แสง และความร้อน เพราะเป็นตัวเปลี่ยนรสชาดและความหอมของกาแฟ..
การเก็บรักษาจึงควรหลีกเลี่ยงทั้ง 4 อย่างนี้..คำแนะนำทั่วๆ
ไปในการเก็บรักษาก็มีดังนี้ครับ
-
ควรเก็บกาแฟไว้ในขวดแก้วปิดสนิท เพราะแก้วไม่ทำให้รสชาดและกลิ่นกาแฟโดนเจือปน
-
ควรวางขวดไว้ในที่เย็นและไม่โดนแดดเพราะเชื่อกันว่าแสงอาทิตย์ทำให้กลิ่นระเหยเร็วและความสดหายไป
-
ไม่ควรนำกาแฟเก็บในตู้เย็น
แม้ว่ากาแฟหลายยี่ห้อจะแนะนำให้แช่เย็นก็ตาม
เพราะความเย็นทำให้รสชาดกาแฟเสีย
และเมื่อเอาขวดออกจากตู้เย็นจะทำให้เกิดความชื้นในขวดได้
-
ถ้าเป็นไปได้ ควรซื้อเมล็ดกาแฟคั่วที่ยังไม่ได้บด
เพราะมีพื้นผิวสัมผัสอากาศน้อยกว่ากาแฟที่บดแล้ว
จึงเก็บรักษาได้นานกว่า ได้รสชาดและกลิ่นที่หอมกว่า
-
เมล็ดกาแฟควรนำมาบดเมื่อต้องการจะชง ในปริมาณที่ต้องการดี่ม
.. ไม่ควรบดทิ้งไว้ล่วงหน้านานๆ
เพราะถ้าทิ้งกาแฟไว้นานจะถูกอากาศนานเกินไป ทำให้กาแฟไม่สด
-
หากไม่มีเครื่องบดกาแฟ
ควรจะซื้อเป็นเมล็ดกาแฟแล้วให้ร้านค้าบดให้
ปริมาณที่ซื้อกะให้พอดีที่จะดื่มในหนึ่งสัปดาห์
เพื่อให้มั่นใจว่าได้ดื่มกาแฟที่สดเสมอ
คำแนะนำพวกนี้ ร้านกาแฟดีๆ จะค่อนข้างเคร่งครัด
เพราะหมายถึงคุณภาพที่ดี รสชาดของกาแฟที่อร่อย กลิ่นที่หอมหวล
ใช้เป็นการดึงดูดลูกค้าไปในตัวด้วย..
สูตรทำเครื่องดื่มจากกาแฟ..
กาแฟมีวิธีการผสมสูตรหลายร้อยแบบ เหมือนกับพวกเหล้าคอกเทลเลยล่ะครับ
.. ที่จริงมีสูตรการชงกาแฟบางอันจะผสมเหล้าลงไปนิดหน่อยด้วย ..
มาดูกันดีกว่าครับว่าแต่ละอย่างเรียกว่าอะไร
และมีส่วนผสมอะไรบ้าง
..สูตรที่เอามาให้ดูนี่ค่อนข้างจะเป็นสากลนะครับ
ส่วนชื่อเรียกก็เอาไปใช้ในร้านกาแฟได้เลย.. รับรอง ไม่หน้าแตก
^^
-
เอสเพรสโซ (Espresso) ชงด้วยเครื่องชงเอสเพรสโซ
ปริมาณเสิร์ฟ 1 ออนซ์ จะเรียกว่า 1 ชอต (shot) .. ถ้า 2
ชอต จะเรียกว่า doppio หรือ double
-
คาปูชิโน (Cappuccino) ใช้เอสเพรสโซ 2 ชอต เติมนมร้อน
(150-170 'C) 2 ออนซ์ และปิดด้วยฟองนม (foamed milk) อีก 2
ออนซ์ .. แต่ถ้าเป็นคาปูชิโนเย็น จะใช้วิปครีมแทนฟองนม
เพราะความเย็นทำให้ฟองนมมันยุบ
-
ฟรัพเพ (Frappe) กาแฟเย็นเตรียมจากเอสเพรสโซ เอาใส่ shaker
เขย่า เติมนม เสิร์ฟในแก้วทรงสูง
ที่สำคัญต้องมีฟองนมลอยปิดด้านบน
-
แคฟเฟ แลตเต้/แคฟเฟ โอ เลต์ (Caffe Latte/Caffe Au Lait)
เหมือนกาแฟใส่นมล่ะครับ ใช้เอสเพรสโซ 1 ชอต แล้วเติมนมร้อน
จนเต็มถ้วย ปิดด้วยฟองนม (foamed milk) ประมาณ 1/4 นิ้ว
อาจจะโรยอบเชย หรือเกล็ดชอคโกแลต แล้วแต่ชอบ
นิยมมากในอเมริกา
-
แคฟเฟ มอคคา (Caffe Mocca) เริ่มจากเทน้ำเชื่อมมอคคา
หรือน้ำเชื่อมช็อคโกแลตที่ใช้ราดไอศครีม จนท่วมก้นแก้ว
ตามด้วยเอสเพรสโซ 1 ชอต นมร้อนจนเต็มแก้ว ปิดท้ายด้วยวิปครีม
1 ช้อน และเกล็ดโกโก้หวาน จะทำเป็นมอคคาเย็นก็ได้..อร่อยเหมือนกัน
-
แคฟเฟ อเมริกาโน (Caffe Americano) ก็คือกาแฟดำนี่ล่ะครับ
ใช้เอสเพรสโซ 1 ชอต แล้วเเติมน้ำร้อนจนเต็มถ้วย
-
แคฟเฟ รอแยล (Caffe Royale) ใช้กาแฟดำหนึ่งถ้วย
เอาน้ำตาลก้อนวางลงบนช้อนกาแฟ ถือไว้เหนือแก้ว
เทเหล้าเบอร์เบิ้นลง 1 ออนซ์บนน้ำตาล
แล้วปล่อยให้เหล้าลงไปผสมในกาแฟ
จากนั้นจุดไฟบนน้ำตาลจนไหม้หมด
คนกาแฟให้เข้ากันแล้วเสิร์ฟ..
-
เอสเพรสโซ ริสเทรตโต (Espresso Ristretto) กาแฟเอสเพรสโซที่ใช้น้ำน้อยกว่าปกติประมาณครึ่งนึง
จะได้เอสเพรสโซที่เข้ม ได้รสมากกว่า
-
เอสเพรสโซ ลังโก (Espresso Lungo) กาแฟเอสเพรสโซที่ใช้เวลาทำนานกว่าปกติ
เป็นวิธีที่ทำให้ได้คาเฟอีนเยอะที่สุด และจะได้เอสเพรสโซที่ขม
-
เอสเพรสโซ มาคคิอาโต (Espresso Macchiato) ใช้เอสเพรสโซ 1
ชอต เติมฟองนม .. เสิร์ฟด้วยถ้วยเอสเพรสโซ
-
เอสเพรสโซ คอน ปาญญ่า (Espresso Con Panna) เอสเพรสโซ 1
ชอต เติมวิปครีม ใช้ถ้วยเอสเพรสโซเหมือนกัน
-
คอฟฟีโซดา (Coffee Soda) เติมแข็งลงในแก้ว
เติมกาแฟครึ่งถ้วยลงไป ใส่โซดาหรือโคล่าลงอีก 1/4 ถ้วย
ประดับด้วยมะนาวหรือส้มฝาน
-
เอสเพรสโซเย็น (Iced Espresso) เติมแข็งลงในแก้ว เอสเพรสโซ
2 ชอต เติมน้ำเชื่อมชอคโกแลต 1 ออนซ์ นม 1 ออนซ์ โซดา
คนให้เข้ากัน โปะด้วยวิปครีม
-
ฯลฯ
สูตรทั้งหมดนี่ เติมน้ำตาลได้ตามชอบนะครับ
หรือใครจะยกซดเลยก็ตามใจ..
ที่จริงยังมีสูตรเฉพาะของกาแฟอีกหลายอย่างแล้วแต่ร้านกาแฟจะคิดกันขึ้นมา
กาแฟที่มีเฉพาะตามท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อก็มีเยอะเหมือนกัน เช่น
Turkish coffee, Irish coffee หรือ Thai Iced Coffee ..เอ่อ ..
"โอเลี้ยง"
ไงครับ..โอเลี้ยงเป็นที่ชื่นชอบและเสิร์ฟในร้านอาหารไทยที่อยู่ต่างประเทศด้วย
ฝรั่งจะเรียก Thai Iced Coffee หรือไม่ก็ O-Liang
ไปเลย...ระหว่างค้นๆ ข้อมูลมาเขียนเรื่องกาแฟนี่ เจอ site
ฝรั่งหลายแห่งเหมือนกันที่เขียนสูตรโอเลี้ยงไว้
แต่มักจะบอกว่าหาอุปกรณ์ทำยาก โดยเฉพาะถุงต้มกาแฟ
โดยมากจะแนะนำให้ไปซื้อโอเลี้ยงผงสำเร็จรูปมาทำจะสะดวกกว่า ..
อืมม... อากาศร้อนๆ ถ้าได้โอเลี้ยงซักแก้วนึง..ฮ้าา..สดชื่น..
:D
คาเฟอีน..
พูดถึงกาแฟแล้ว..ก็คงไม่พ้นเรื่องของคาเฟอีน..
ที่จริงคาเฟอีนพบในพืชมากกว่า 60 ชนิดเชียวล่ะครับ
ที่เรารู้จักกันดีคือมีใน กาแฟ, ชา, และโกโก้ ..คาเฟอีน
เป็นสารประเภทอัลคาลอยด์ (ไม่ใช่อัลลอยด์นะครับ อ่านดีๆ นะ -
-'') มีสีขาว ละลายน้ำง่าย มีรสขมเล็กน้อย
แต่ไม่ได้เป็นตัวทำให้รสชาดกาแฟดีหรือไม่ดี
เนื่องจากเชื่อกันว่าคาเฟอีนเป็นสารเสพติดดังนั้นจึงเกิดกาแฟสกัดคาเฟอีนที่เรียกว่า
"ดีแคฟ" (Decaffeinated) ขึ้นมาจำหน่าย
สารคาเฟอีนที่สกัดออกมานี้จะเอาไปขายให้บริษัทน้ำอัดลม
หรือบริษัทผลิตยาชูกำลัง เพื่อเอาไปผสมในเครื่องดื่มอีกที ..
ขั้นตอนการสกัดคาเฟอีนนี่ค่อนข้างยุ่งยาก และมีต้นทุนสูง
กาแฟดีแคฟจึงแพงกว่ากาแฟปกติ และกาแฟที่จะติดตราว่า "Decaffeinated"
ได้จะต้องสกัดคาเฟอีน ออกอย่างน้อย 97% ..นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนึงเลยใช้วิธีการทางวิศวพันธุกรรม
เพื่อเพาะกาแฟพันธุ์ใหม่ที่ให้เมล็ดที่ไม่มีคาเฟอีน แว่วๆ
ว่าเกือบจะสำเร็จแล้วด้วย ..
ถึงอย่างนั้นคอกาแฟก็มักจะพูดเสมอว่ากาแฟดีแคฟมันไม่อร่อยเท่ากาแฟปกติ
.. ในหมู่คอกาแฟจึงไม่นิยมดื่มดีแคฟ .. อืมม.. ผมว่า
"ความอร่อย" ที่ว่าอาจจะมาจากความสุขที่ได้เสพคาเฟอีน
หรือได้สูดกลิ่นกาแฟ มากกว่ารสชาดที่ได้จากลิ้นก็ได้..
การดื่มกาแฟเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วโลก
กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่มีขายแทบทุกหนทุกแห่ง ทั้งรถเข็นข้างถนน
ร้านสะดวกซื้อ จนไปถึงร้านอาหารหรูๆ ..
ร้านขายกาแฟเป็นสิ่งที่หาได้ไม่ยาก
และกลายเป็นที่พักผ่อนยามว่างของหลายๆ คน
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทของกาแฟที่มีในชีวิตประจำวันของเรา
.. แม้แต่ในโลกเสมือนอย่าง Internet
ยังมีศัพท์ที่เกี่ยวกับกาแฟมากมาย เช่น Internet Cafe' หรือ
ภาษา Java ซึ่งตั้งตามกาแฟที่ทีมพัฒนาชอบดื่มกัน ..
ข้อดีของกาแฟจึงไม่ใช่แค่แก้ง่วง ช่วยให้กระปรี้กระเปร่า
หรือลดการสะสมคลอเรสเตอรอลได้เท่านั้น
แต่ยังรวมไปถึงเรื่องทางสังคม และวัฒนธรรมของแต่ละแห่งด้วย
บ้านเราถึงได้มีคำว่า "สภากาแฟ" นี่ล่ะ (^^") .. ถึงอย่างนั้น
การดื่มกาแฟมากเกินไปอาจจะทำให้ร่างกายมีอาการผิดปกติได้ชั่วขณะ
เช่น เวียนหัว คลื่นไส้ หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ใจสั่น หน้ามืด
ฟังดูค่อนข้างน่ากลัวนะครับ แต่จริงๆ
แล้วไม่ได้เป็นอันตรายอะไร (หมอเค้าว่างั้น)
อาการเหล่านี้เชื่อว่าเป็นผลของคาเฟอีนในกาแฟ
พบได้ทั่วไปในหมู่คนดื่มกาแฟ และจะหายไปเมื่อหยุดดื่มกาแฟ
และเครื่องดื่มอื่นๆ ที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน
จนถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็นที่สรุปแน่นอนไม่ได้ว่า
คาเฟอีนเป็นสารเสพติดหรือเปล่า
เหตุผลก็คือเราไม่ได้ต้องการดื่มกาแฟมากขึ้นๆ
เหมือนการเสพสารเสพติด
และไม่ได้ทำให้เกิดอาการลงแดงเมื่อขาดกาแฟ..
คนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำสามารถหยุดดื่มได้ทันทีที่ต้องการ
วันแรกๆ อาจจะมีอาการปวดหัว หรือซึมๆ
ไม่กระปรี้กระเปร่าไปบ้างแต่อาการนี้จะหายไปในไม่ช้า ..
เรื่องของกาแฟ และ คาเฟอีน ก็คงจบไว้เท่านี้ล่ะครับ.. ..ฮ้าววว...
ผมเริ่มง่วงแล้วสิ ..กาแฟร้อนๆ ซักถ้วยดีกว่า.. :D~~
ศัพท์น่ารู้
-
Acidity - รสเปรี้ยวของกาแฟ จะต่างจากรสเปรี้ยวของมะนาว (sour)
และไม่เกี่ยวอะไรกับค่า pH ..
ที่จริงกาแฟจะมีความเป็นกรดไม่มากนัก (pH 5 - 6)
-
Body - ความรู้สึกเต็มอิ่ม เต็มปากเต็มคำ
ไล่จากอ่อนไปเข้มได้เป็น watery (จางเหมือนน้ำ), thin,
light, medium, full, buttery (ข้นเหมือนเนย), syrupy
(ข้นเหมือนน้ำเชื่อม)
-
Aroma - กลิ่น คำที่ใช้สำหรับกลิ่นกาแฟได้แก่ caramelly
(กลิ่นเหมือนลูกกวาด หรือน้ำเชื่อม), carbony
(กลิ่นเหมือนถ่าน มักพบในกาแฟที่คั่วนานๆ), chocolaty,
fruity, floral, herbal, malty, rich, rounded, และ spicy
-
Bland - รสจืดของกาแฟ เกิดเพราะเมล็ดกาแฟที่เอามาชง
ยังไม่ได้อายุเก็บเกี่ยว
-
Briny - รสเค็ม มักเกิดจากการต้มกาแฟนานเกินไป
-
Chicory - ทำจากรากของต้น Cicoria Entybus มีรสคล้ายกาแฟ
ไม่มีคาเฟอีน ราคาถูก มักใช้ผสม หรือ ชงแทนกาแฟ
-
Exotic - กลิ่นหอมเย้ายวน เช่น floral หรือ berry
ซึ่งเป็นกลิ่นที่ต่างจากกาแฟปกติ
-
Mellow - รสกลมกล่อมพอดีของกาแฟที่มี acidity ต่ำ-กลาง
-
Solo - กาแฟเอสเพรสโซ 1 ชอต
-
Strong - เป็นดีกรีของรสชาดของกาแฟ
-
Tangy - รสเปรี้ยวแหลม
-
Winy - ความรู้สึกที่เปรียบได้กับการดื่มไวน์แดงชั้นดี
|
|
|