|

ลุงเณรพาเที่ยวเมืองบาดาล หนึ่งในอันซีนไทยแลนด์
วันนี้หมูหินตื่นแต่เช้านอกจากจะไปชมวิถีชีวิตของชาวเขื่อนแล้ว
เรายังได้นั่งเรือชมเมืองบาดาลอีกด้วย
เมืองบาดาลเป็นเมืองเก่าแก่ของสังขละบุรี
ที่จมหายไปกับการท่วมของน้ำที่เกิดจากการสร้างเขื่อนเขาแหลมครับ
บริเวณที่น้ำท่วมประกอบด้วยตัวเมืองสังขละบุรีเดิม
บ้านเรือนของชาวบ้าน และที่สำคัญเป็นวัดเก่าของหลวงพ่ออุตตะมะ
ซึ่งมีทั้งอุโบสถ์เก่า และบริเวณวัดทั้งหมด
ปัจจุบันวัดได้ย้ายไปสร้างอีกทีหนึ่งแล้ว
บริเวณวัดที่น้ำท่วมนี้เวลาน้ำลดลงทำให้วัดก็จะปรากฏเหนือน้ำแปลกตาแปลกใจผู้พบเห็น
วันนี้หมูหินจะพาไปเที่ยวชมว่าหน้าตาเป็นอย่างไร
เก็บภาพสวยๆมาฝากกันครับ
หลังจากเรานัดหมายกับลุงเณรตอนตีสี่ครึ่งแล้วเราก็ไปชมเขาหาปลาเหนือเขื่อน
ไปชมลงเบ็ดหาปลาชะโด ตามที่หมูหินเสนอไปแล้ว
หลังจากนั้นลุงเณรก็พาเราขับเรือมาบริเวณที่อยู่เหนือเมืองบาดาล
ซึ่งจะมีต้นตาลเกาแก่ตั้งแต่สมัย 30
ปีที่แล้ว
แต่มันก็ยังยืนต้นรอให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมกันอยู่ครับ ต้นตาลต้นนี้ช้วงที่น้ำลดมันจะได้รับแสงแดดเต็มที่เวลาที่น้ำมาก
ก็จะโผล่ขึ้นมาเฉพาะใบอย่างเดียวเท่านั้น
แต่อย่างไรก็ตามมันก็มีชีวิตรอดมาได้ถึงทุกวันนี้
บริเวณตรงเมืองบาดาลนี้ลุงเณรเล่าให้ฟังว่าช่วงที่น้ำลดลงสุดๆ
สามารถมากางเต้นท์นอนเล่นได้เลยทีเดียว
แต่วันนี้เรามาช่วงน้ำมาก
จึงเห็นเฉพาะส่วนบนของบริเวณโบสถ์ที่พ้นน้ำมาให้เราชมกัน
มาทำความรู้จักเจ้าเขื่อนเขาแหลมกันหน่อยครับ เขื่อนเขาแหลมหรือเขื่อนวชิราลงกรณ์
เปิดมาแล้วกว่า 20 ปี
เป็นเขื่อนหินถมแห่งแรกของประเทศไทย
ที่ดาดผิวหน้าด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ตั้งอยู่บนแม่น้ำแควน้อย
ในท้องที่ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี
ทะเลสาบเหนือเขื่อนเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่กลางขุนเขาสลับซับซ้อนแห่งเทือกเขาตะนาวศรี
เกิดจากการสร้างเขื่อนแม่น้ำแควน้อย
เมื่อมีเขื่อนน้ำก็ท่วมเหนือเขื่อนทำให้มีสถานที่ท่องเที่ยวเกิดขึ้นมากมายเหนือเขื่อนแห่งนี้
เมืองบาดาลเกิดตั้งแต่น้ำท่วม แต่มาได้แจ้งเกิดจริงๆก็เพราะทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้บรรจุให้เป็นหนึ่งในอันซีนอินไทยแลนด์ชุดแรกเมืองหลายปีก่อน
ทำให้กลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ
มีนักท่องเที่ยวมาชมกันมากวิถีชีวิตของชาวบ้านก็เปลี่ยนตามไปด้วย
จากการที่หาปลาเหนือเขื่อนก็มาขับเรือพานักท่องเที่ยว
ชาวบ้านทั้งมอญพม่าไทยบางส่วนก็ย้ายที่อยู่ใหม่
เมือมีเขื่อนก็มีคนมาเที่ยว
นักท่องเที่ยวเองก็มามากขึ้นมากขึ้นทุกวันๆ
จุดที่ตั้งของเมืองบาดาลอยู่ไม่ไกลจากสะพานมอญมากนักนั่งเรือไปก็
20 นาทีเองครับ
ช่วงเวลาที่เรานั่งเรืออากาศจะดีมาก สดชื่นมาก
ลุงเณรแกบอกว่าหากเป็นช่วงเดือนมีนาคม เมษายน
น้ำจะใสนักท่องเที่ยวจะมาท่องเที่ยวจำนวนมาก จะมีแพลากบริการ
ซึ่งชาวบ้านก็มาขับเรือบริการนักท่องเที่ยว ตกปลา เล่นน้ำ
มีความสุขกันเต็มในช่วงนั้น
ที่วัดเก่าเมืองบาดาลลุงเณรแนะนำให้เราขึ้นไปนั่งเล่นด้านบน
ไปถ่ายรูปเดินสำรวจได้ตามสบาย
ผมเห็นร่องลอยของพระที่ติดอยู่ที่ผนังโบสถ์
ซึ่งทางวัดได้แกะไปให้เช่าอยู่ด้านบน องค์ละ
1,500 บาท เพื่อนำเงินงาบำรุงวัด
หากใครที่ชอบเรื่องพระเครื่องและต้องการของโบราณมากๆ
ก็สามารถไปเช่าได้แถวๆ เจดีย์พุทธคยาครับ
ผมคาดว่าไปนานรักก็คงจะหมดแล้ว ผมนั่งชมโบสถ์เก่า
นั่งเล่นอยู่ด้านบนวัดเก่าชมพระอาทิตย์ขึ้นช่างบรรยากาศดีจริงๆ
มองตามน้ำเหนือเขื่อนไปริบๆ
เห็นชาวบ้านเขาหาปลากางข่ายกันเป็นลำๆเลยครับ
ทริปเมืองบาดาลนี้หมูหินขอจบเพียงแค่นี้ก่อนนะครับ
แต่เรามีข้อมูลด้านล่างให้มากมาย
แนะนำว่าน่าจะไปท่องเที่ยวกันดูสักครั้ง เมืองสังขละในวันหน้าจะมีนักท่องเที่ยวมาจำนวนมาก
หากไม่ไปซะวันนี้
วันข้างหน้าจะสัมผัสชีวิตชาวบ้านแท้ๆนั้นคงยากหน่อยครับ
....ไปก่อนนะครับ
หมูหินขอแนะนำเส้นทางท่องเที่ยวหากเพื่อนๆ เดินทางมาเที่ยวยังสังขละบุรี
มาเที่ยวเมืองโบราณลองตาตามโปรแกรมนี้ได้เลยครับ
ล่องเรือชมความงาม ลำน้ำสามประสบ
พบเมืองบาดาล ตำนานเมืองสังขละบุรี แนะนำการใช้งาน
เส้นทางนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวชมธรรมชาติที่งดงาม
พักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ
ซึมซับวิถีชีวิตผู้คนหลากเชื้อชาติภาษา จากท่าเรือฝั่งอำเภอสังขละบุรี
เป็นที่ตั้งของชุมชนไทยและกะเหรี่ยง ฝั่งตรงข้ามคือหมู่บ้านมอญ
มีบ้านเรือนหลังเล็กๆ หลังคามุงจาก
ตั้งเรียงรายตั้งแต่ชายน้ำขึ้นไปถึงเนินเขา
ด้านหลังคือเทือกเขาตะนาวศรีที่สลับซับซ้อน วัดวังก์วิเวการามและเจดีย์พุทธคยา
ตั้งโดดเด่นมองเห็นแต่ไกล
ในช่วงหน้าหนาวอากาศจะหนาวเย็น
มีหมอกปกคลุมเหนือหมู่บ้านและลำน้ำ โอบล้อมด้วยขุนเขา
ระหว่างล่องเรือไปตามลำน้ำ
จะผ่านเรือนแพที่จอดเรียงรายอยู่ริมน้ำสองฝั่ง
ในลำน้ำมียอหาปลาเรียงรายอยู่ตลอดลำน้ำ
พ้นจากหมู่บ้านเรือจะแล่นทวนกระแสน้ำขึ้นไปยังแม่น้ำซองกาเลียที่เงียบสงบ
สองฝั่งน้ำเป็นผืนป่าเขียวชอุ่ม
จากนั้นจะแล่นย้อนกลับมาผ่านสะพานมอญ เลาะเลียบยังแม่น้ำบิคลี่
มองเห็นบ้านเรือนชาวมอญอีกกลุ่มหนึ่ง
จากนั้นมุ่งหน้าสู่ "สามประสบ" จุดบรรจบระหว่างแม่น้ำสามสาย
คือ แม่น้ำบิคลี่ แม่น้ำรันตี และแม่น้ำซองกาเลีย
ไหลรวมกันเป็นแม่น้ำแควน้อย ไม่ไกลจากนี้เราก็จะได้ตื่นตากับ
"เมืองบาดาล" จากนั้นเรือจะล่องเข้าสู่แม่น้ำรันตี
แวะพักชมความงามของหน้าผาหินปูนกว้างใหญ่ มีเพิงหินริมน้ำ
บรรยากาศร่มรื่น สงบเงียบเหมาะแก่การแวะพักรับประทานอาหาร
ชมทิวทัศน์ อีกฟากหนึ่งมีบ้านเรือนชาวบ้านลาว-พม่าริมน้ำ
ขากลับเรือจะวกกลับจากแม่น้ำรันตี อ้อมผ่านเกาะแก่งกลางน้ำ
ลำห้วยสาขาไปออกสู่สะพานมอญอีกครั้ง
เดินข้ามสะพานไม้ชมวิถีชาวมอญ อำเภอสังขละบุรี
การเดินข้ามสะพานไม้ไปเที่ยวฝั่งมอญ ควรไปแต่เช้า
เดินไปตามสะพานไม้ที่คดเคี้ยวพลิ้วไหว
ในลำน้ำมีเรือชาวบ้านแล่นผ่านไปมา
พระอาทิตย์สีส้มดวงโตผุดขึ้นเหนือหมู่บ้าน ท่ามกลางหมอกสีขาว
โอบล้อมด้วยขุนเขา บ้านหลังเล็กๆ ปลูกแบบเรียบง่าย
เรียงรายอยู่ริมน้ำ ไล่ขึ้นไปถึงเนินเขาเตี้ยๆ ด้านบน
ในหมู่บ้านยังมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมให้เห็น ผู้ชายนุ่งโสร่ง
ผู้หญิงใส่เสื้อแขนกระบอก นุ่งผ้าซิ่น ประแป้งสีเหลือง
เสียบดอกไม้ที่มวยผม
เทินสำรับอาหารไว้แล้วเดินเป็นแถวไปทำบุญที่วัด
วัดหลวงพ่ออุตตมะหรือวัดวังก์วิเวการาม
เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวมอญ
ลองเดินชมศิลปกรรมวิจิตรแปลกตาในวัด และเจดีย์พุทธคยา
เลือกซื้อของฝากของที่ระลึกในตลาดข้างเจดีย์แล้ว
ขากลับแวะไปเที่ยวตลาดมอญ ตลาดสดเล็กๆ ของหมู่บ้าน
หรือจะลองชิมอาหารแบบมอญ เลือกซื้อปลาสดๆ จากทะเลสาบ
พืชผักพื้นบ้าน ฯลฯ ไปเป็นของฝาก
เส้นทางแนะนำ
ล่องลำน้ำสามประสบ ชมเมืองบาดาล
สัมผัสวิถีชีวิตมอญสังขละบุรี 2 วัน 1 คืน
วันแรก มุ่งหน้าสู่อำเภอสังขละบุรี
ระหว่างทางแวะพักเหนื่อยที่น้ำตกไทยโยค อุดหนุนของกิน ผัก
ผลไม้จากร้านค้าสองข้างทาง
พักรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหาร ริมทะเลสาบเขื่อนเขาแหลม
ชิมเมนูจากปลาแม่น้ำสดๆ ก่อนถึงสังขละบุรีแวะไปชมด่านเจดีย์สามองค์
เดินเที่ยวตลาดชายแดน
แล้วค่อยไปรอชมความงดงามยามพระอาทิตย์ตกเหนือลำน้ำ บนสะพานมอญที่สังขละบุรี
วันที่สอง ตื่นมาสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า
ชมพระอาทิตย์ดวงโตขึ้นเหนือหมู่บ้านที่ปกคลุมด้วยหมอกขาว
เดินข้ามสะพานไม้ไปเที่ยวในหมู่บ้านฝั่งมอญ
สัมผัสวิถีชีวิตชาวมอญ ซื้อของกินของฝากจากตลาดมอญ
แวะไปสักการะหลวงพ่ออุตตมะที่วัดวังก์วิเวการาม
ชมความงามของเจดีย์พุทธคยา แล้วกลับมาล่องเรือ
ชมทัศนียภาพกว้างใหญ่ของลำน้ำสามประสบ
ตื่นตากับเมืองบาดาลใต้น้ำ
ข้อมูลการเดินทาง
จากตัวเมืองกาญจนบุรี ใช้ทางหลวงหมายเลข 323 (กาญจนบุรี-สังขละบุรี)
ขับไปตามทางประมาณ 220 กิโลเมตร ถึงทางแยกด่านเจดีย์สามองค์
ขับตรงขึ้นไปอีกราว 6 กิโลเมตร ถึงตัวอำเภอสังขละบุรี
เส้นทางตั้งแต่ทองผาภูมิถึงสังขละบุรีจะขึ้นเขาสูงชันคดเคี้ยว
ต้องระมัดระวังการขับขี่และตรวจสอบสภาพรถให้พร้อม
บริเวณเชิงสะพานมอญฝั่งอำเภอสังขละบุรี
มีเรือบริการล่องแม่น้ำไปชมเมืองบาดาล เป็นเรืออีป๊าปติดเครื่อง
นั่งได้ 4-5 คน ค่าบริการเหมาลำ 300 บาท
สินค้า ของฝาก ของที่ระลึก
สินค้า ของฝาก ของที่ระลึก ที่ขึ้นชื่อของกาญจนบุรีมีหลายอย่าง
ทั้งของกิน เช่น วุ้นเส้นท่าเรือ วุ้นมะพร้าวอ่อน มะขามกวน
น้ำพริก หาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป
ตามแหล่งท่องเที่ยวและร้านขายของฝากริมถนนแสงชูโต ส่วนพืชผัก
ผลไม้ เห็ดสดๆ พริกกะเหรี่ยง ต้นไม้ ดอกไม้
หาซื้อได้จากร้านค้าริมถนนกาญจนบุรี-ไทรโยค
สำหรับอัญมณีที่มีชื่อเสียงของกาญจนบุรี คือ ไพลินและนิล
หาซื้อได้ที่บริเวณเชิงสะพานข้ามแม่น้ำแคว
ซึ่งมีสินค้าจากพม่าจำพวกเครื่องประดับ เครื่องแก้ว พลอยสี
ของเด็กเล่น เฟอร์นิเจอร์ ไม้แกะสลัก ผ้าทอ ฯลฯ จำหน่ายด้วย
แต่ถ้ามีโอกาสไปที่ตลาดทองผาภูมิ ตลาดวัดวังก์วิเวการาม
ตลาดชายแดน ด่านเจดีย์สามองค์
จะมีให้เลือกมากกว่าและราคาถูกกว่า
|
ติดต่อล่องแพ แพเช่า เรือเช่า ตกปลา
แพลาก แพล่อง
ชมวิวแม่น้ำสามสาย วัดจมน้ำ ติดต่อลุงเณร ดาบแก้ว โทร
034-595360,089-2212330,087-1619323 |
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก ททท.
เมืองบาดาล
ผืนน้ำกว้างไกล มีความหมายแห่งชีวิต และเรื่องราวเล่าขาน
ตำนานเมืองสังขละบุรีที่เลือนหายอยู่ใต้ผิวน้ำชั่วนิจนิรันดร์
ราวเมืองบาดาล ใครจะเชื่อว่าเมื่อน้ำลดเมืองบาดาลทั้งเมือง
ก็ปรากฏให้เห็น หรือใครดิ่งดำลงไปก็จะเห็นลวดลายแสนวิจิตร
ของวิหารแห่งเมืองใต้บาดาล
ทะเลสาบ เขื่อนวชิราลงกรณ์
เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่กลางขุนเขาสลับซับซ้อนแห่งเทือกตะนาวศรี
เกิดจากการสร้างเขื่อนกั้น แม่น้ำแควน้อย รอบๆเขื่อนวชิราลงกรณ์มีสภาพเป็นป่าดิบรกทึบอุดมสมบูรณ์
และเป็นที่อาศัย ของสัตว์ป่าหลากชนิด
ส่วนใต้ผืนน้ำก็เต็มไปด้วยทรัพยากรสัตว์น้ำอันทรงคุณค่า เช่น
ปลากระสูบ ปลาแรด ปลาชะโด และปลายี่สก เป็นต้น
นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาสู่ทะเลสาบเพื่อมาชมทัศนียภาพ
ของทะเลสาบอันกว้างใหญ่ รวมทั้งพักค้างแรมในแพพักหรือรีสอร์ทริมอ่างเก็บน้ำ
วันเวลาที่แนะนำ
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดซึ่งจะเห็นเมืองบาดาลได้คือระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน
ที่น้ำในเขื่อนลดลงต่ำสุด
การเดินทาง
จากตัวเมืองกาญจนบุรีไปตามทางหลวงหมายเลข 323
สายกาญจนบุรี-ทองผาภูมิ- สังขละบุรี
แล้วเช่าเรือหางยาวท่องเที่ยวในทะเลสาบรวมทั้งไปเยี่ยมชมเมืองบาดาลได้
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อที่ ททท.ภาคกลาง เขต1 โทร.
0-3451-1200, 0-3451-2500
|