Member Login
username
password
สมัครสมาชิก

ท่องเที่ยวภาคตะวันออก

ท่องเที่ยวภาคเหนือ

ท่องเที่ยวภาคกลาง

ท่องเที่ยวภาคอิสาน

ท่องเที่ยวภาคใต้

ท่องเที่ยวต่างประเทศ

www.MooHin.com > เชียงใหม่ > ยี่เป็ง ประเพณียี่เป็ง เชียงใหม่


 

อลังกาลโคมไฟยี่เป็งล้านนา
ถึงเทศกาลประเพณีลอยกระทงประจำปี 2550 นี้ ข่าวคราวกิจกรรมการลอยกระทงก็มีการจัดอยู่ทั่วทุกจังหวัด ไม่ได้หมายความว่าประเพณีการลอยกระทง ไม่ได้อยู่เพียงแค่จังหวัดสุโขทัย หรือเชียงใหม่ ทุกภาคทุกจังหวัดก็มีการจัดกิจกรรมลอยกระทงทุกแห่งพร้อมกัน อาจแตกต่างกันในเนื้อหาและรูปแบบเพื่อให้สอดคล้องกับแต่ละจังหวัด หรือประเพณีดั้งเดิมที่มาช้านาน

คลิปวีดีโอลอยโคมยี่เป็ง

p> ความหมายของการลอยกระทง ในวันเพ็ญ 15 ค่ำ เดือน 12 เป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณ โดยมีคติความเชื่อหลายอย่าง เช่น เชื่อว่าเป็นการบูชาและขอขมาแม่พระคงคา เป็นการสะเดาะเคราะห์ลอยทุกข์ลอยโศก เป็นการบูชาพระเจ้าในศาสนาพราหมณ์ หรือเป็นการบูชารอยพระพุทธบาท เป็นต้น
สำหรับคนไทยได้จัดเป็นประเพณีที่สำคัญประจำปี มีอยู่ทุกจังหวัด แต่ที่มีชื่อเสียงก็เป็นประเพณีลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ ที่สุโขทัย งานประเพณีลอยกระทงสาย จังหวัดตาก หรืองานประเพณียี่เป็ง ทางภาคเหนือ ซึ่งจะมีรูปแบบการลอยที่แตกต่างกัน ตั้งแต่โคมบนดิน กระทงตามผืนน้ำ และโคมลอยสู่ท้องฟ้า

 
วันเพ็ญเดือนสิบสองที่เชียงใหม่ที่ทุกคนต่างทราบข่าวกันมาว่า จะมีงานปล่อยโคมลอยที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งจัดขึ้นโดยธุดงคสถานล้านนา เป็นสาขาแห่งหนึ่งของวัดธรรมกาย อยู่ที่แม่โจ้ ดังนั้นเราจึงมุ่งหน้าสู่พุทธสถานแห่งนี้ตั้งแต่เที่ยงวัน เพื่อเก็บข้อมูล เตรียมแผนการถ่ายภาพ พร้อมกับถ่ายภาพกิจกรรมทางพุทธศาสนาที่ทางสำนักธุดงคสถานล้านนาเข้าได้จัดขึ้น ซึ่งมีทั้งการเปิดพิธี โดยมีริ้วขบวนอัญเชิญผ้าไตร พิธีทอดกฐินสามัคคี เมื่อเสร็จแล้วจะหยุดพักชั่วคราว จะมีงานเริ่มพิธีภาคค่ำ บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จุดประทีปโคมไฟ, เวียนเทียน,ปล่อยโคมยี่เป็ง

ความมุ่งหมายการเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ เพื่อต้องการบันทึกภาพเรื่องราวของ การลอยโคมยี่เป็ง อันเป็นประเพณีหนึ่งเดียวในโลก และจัดอย่างยิ่งใหญ่ในที่แห่งนี้ เพื่อเป็นการบูชาคุณพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยประทีปโคมลอย ประดุจดั่งว่าหมู่โคมเหล่านี้ แทนดวงใจความเลื่อมใสดีแล้วต่อพระผู้มีพระภาค มีจิตใจสว่างบริสุทธิ์ เพื่อนำส่งขึ้นไปสู่สวรรค์และเชื่อมต่อสู่แดนอมตะพระนิพพาน

เข้าไปในพื้นที่บริเวณวัดจะเห็นพื้นที่การจุดดวงประทีปและการปล่อยโคมลอย คาดว่าคงมีนับพันดวง เราจินตนาการภาพ พอออกว่าภาพที่ออกมาจะเป็นเยี่ยงไร ดังนั้นจึงต้องรีบจับจองหามุมภาพ วางมุมกล้องให้แน่นอนที่สุด ทำเลที่ดี เราเลือกอยู่บนโบสถ์ ตอนแรกจะอยู่บนโบสถ์ บันไดใหญ่ แต่ถูกช่างภาพสิงคโปร์จองกันบ่ายสอง เราจองไม่ได้ จึงต้องไปเลือกมุมอื่น เป็นบันไดข้าง ก็สามารถมองเห็นบริเวณพิธีได้จัดเจน รู้สึกว่ามุมบนไม่ค่อยมีใครสนใจเท่าใดนัก อาจเป็นเพราะช่างภาพแต่ละคน ไปติดกับภาพเก่าๆ คนกำลังลอยโคม เห็นไปเดินป้วนเปี้ยนตามทุ่งโคมไฟเต็มไปหมด หรือมุมสูงอื่นๆ ก็ไม่มีพื้นที่ให้อีกแล้วมุมสูงจะมีมิติกว่ามองเห็นดวงประทีป โคมไฟ เป็นทุ่งกว้าง จังหวะ ลอยขึ้นก็ดี แลดูเต็มเฟรมไปเลยถือว่าสุดยอด

คลิปวีดีลอยโคมยี่เป็ง

สรุปว่าเป็นมุมที่ดีตั้งใจว่า พอลอยโคมขึ้นไปแล้ว จะลงไปถ่ายมุมล่าง แบบช้อนขึ้นมาบ้าง แต่ไม่ค่อยเข้าท่า เพราะไม่ได้เซ็ทถ่าย เลนส์ก็ไม่กว้างพอ จังหวะเดียวกันที่กำลังลอยโคมขึ้นฟ้า ก็มีการยิงพลุขึ้นมา น่าเสียดายมาก ถ่ายไม่ได้เลย เพราะไม่รู้มุม ไม่รู้จังหวะ แต่ถ้าอยู่บนโบสถ์ รับรองว่าได้ภาพพลุแน่นอน
ภาพความตื่นตาตื่นใจกับการลอยโคมขึ้นฟ้าในจังหวะที่พร้อมกัน จะเป็นภาพอันอลังการอย่างยิ่ง เราต้องตะลึงถึงกับชะงักเมื่อเห็นภาพโคมลอยขึ้นพร้อมกันอย่างหนาตา เพราะไม่เคยเห็นภาพอย่างนี้มาก่อน จนแทบไม่อยากกดชัตเตอร์ถ่ายภาพ จะขอชมภาพให้เต็มตาเต็มใจสักนาทีหนึ่ง

แต่สภาพเหตุการณ์อย่างนี้ ช่างภาพอย่างเราก็ไม่อาจทนความเร้าใจ ก็กดชัตเตอร์อย่างไม่ยั้งเช่นกัน ทั้งกล้องฟิล์มสไลด์ และกล้องดิจิตอลเสร็จสิ้นกิจกรรมลอยโคมยี่เป็ง เราจะเห็นว่าคนจะมีใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม พกพาความอิ่มสุขกลับบ้าน แม้ว่ารถราจะติดแต่ก็ไม่บ่น เพราะบ่นไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ครับ
ปีหน้า.....พบกันใหม่น่ะครับ
 

"ประเพณียี่เป็ง"
เป็นงานประเพณี อันยิ่งใหญ่แห่งดินแดนล้านนา ที่ได้ปฎิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล "ยี่เป็ง" หรือวันเพ็ญเดือนยี่ของชาวล้านนา ตรงกับวันเพ็ญเดือน 12 ของภาคกลาง อันเป็นช่วงปลายฤดูฝน ต้นฤดูหนาว อากาศปลอดโปร่งท้องฟ้าแจ่มใส ธรรมเนียมปฎิบัติของชาวล้านนาอย่างหนึ่งนอกเหนือจากการลอยกระทงในแม่น้ำก็คือ การจุดประทีปโคมลอยขึ้นไปสว่างไสวบนท้องฟ้า โดยมีคติความเชื่อว่า เพื่อบูชาพระเกตุแก้วจุฬ ามณี บนสรวงสวรรค์ หรือบ้างก็เชื่อว่าเป็นการลอยเคราะห์ หรือสะเดาะเคราะห์ ให้เกิดความเป็นมงคลแก่ชีวิต

"ประเพณียี่เป็ง" คือ ประเพณีในเทศกาลวันเพ็ญ  เดือน  ๑๒ ซึ่งแต่เดิมนั้นพิธีสำคัญของเทศกาลนี้อยู่ที่พิธีกรรมตั้งธรรมหลวงหรือฟังเทศน์มหาชาติ  ชาวบ้านจะมีการประดับประดาวัดวาอารามบ้านเรือน ด้วยประทีปโคมไฟ โคมระย้า ทำอุบะดอกไม้ไปถวายวัด ทำซุ้มประตูป่าด้วยต้นกล้วย อ้อยก้านมะพร้าว เตรียมข้าวปลาอาหารเป็นพิเศษ เช่น ห่อนึ่ง แกงอ่อม แกงฮังเล ลาบ และขนมต่าง ๆ ไปทำบุญ บางแห่งมีพิธีกวนข้าวมธุปายาสหรือบ้างเรียก ข้าวพระเจ้าหลวง ถวายเป็นพุทธบูชาในตอนเช้ามืดของวันเพ็ญเดือน  ๑๒  นี้ด้วย จากนั้นก็จะมีการทานขันข้าวหรือสำรับอาหารไปถึงบรรพชนคนตาย ถวายอาหารและกัณฑ์เทศน์แด่พระภิกษุสงฆ์ และมีการฟังธรรมมหาชาติตั้งแต่เช้าถึงกลางคืน บางแห่งก็จะมีการสืบชะตาด้วย   จะมีการปล่อยโคมลอย  เรียกว่า "ว่าวฮม" หรือ "ว่าวควัน" ในช่วงพลบค่ำจะมีการเทศน์ธรรมชื่อ  "อานิสงส์ผางประทีส" และชาวบ้านจะมีการจุดประทีสหรือประทีป โคมหูกระต่าย โคมแขวน  เป็นพุทธบูชากันทุกครัวเรือนสว่างไสว หนุ่มสาวก็จะมีการเล่นบอกไฟ แข่งขันบอกไฟ และปล่อยว่าวไฟ

คำว่า “โคมลอย” นี้แปลได้ง่ายๆ ว่าเครื่องใช้ที่ให้กำเนิดแสงสว่างลอยตัวอยู่ ซึ่ง “โคม”ที่ประดิษฐ์ขึ้นนี้ อาจลอยอยู่ได้ทั้งในน้ำและในท้องฟ้าก็ได้ทั้งสองกรณี แต่ในที่นี้จะเริ่มกล่าวถึง “โคมลอย”ที่ลอยอยู่ในน้ำหรือลอยไปตามสายน้ำเสียก่อน

“โคมลอย” นับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งในเทศกาลลอยกระทง เมื่อต้องการทราบความหมายของคำนี้ให้เป็นที่แน่นอนชัดเจนลงไป ก็ต้องไปดูจากต้นตำรับที่ว่าด้วยการลอยกระทง ซึ่งก็คือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ หรือ นางนพมาศ และจากเอกสารชื่อนี้ฉบับที่กรมศิลปากร อนุญาตให้ศิลปาบรรณาคารพิมพ์จำหน่ายครั้งที่ ๑๔ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๓ หน้า ๙๖ บอกว่าในวันเพ็ญเดือนสิบสองนั้นจะมีพระราชพิธีจองเปรียง ซึ่งเป็น “นักขัตฤกษ์ชักโคมลอยโคม” ที่มีการเฉลิมฉลองกันถึงสามวัน ครั้งหนึ่ง นางนพมาศได้ประดิษฐ์โคมลอยเป็น “…รูปดอกกระมุท(ดอกบัว) บานกลีบรับแสงพระจันทร์ ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ(กงเกวียน) …“ และประดับด้วยดอกไม้และผลไม้สลักเป็นรูปนกจับอยู่ตามกลีบดอกบัว ซึ่ง “พระร่วง” ก็พอพระทัยมาก “… จึ่งมีพระราชบริหารบำหยัดสาปสรรว่า แต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศ ถึงการกำหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน ๑๒ พระราชพิธีจองเปรียงแล้ว ก็ให้ทำโคมลอยเป็นรูปดอกกระมุทอุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน อันว่าโคมลอยรูปดอกกระมุทบานก็ปรากฏมาจนทุกวันนี้ แต่คำโลกสมมุติเปลี่ยนชื่อเรียกว่าลอยกระทงทรงประทีป… “ (น.๙๙–๑๐๐)
 

จากความที่ยกมานี้สรุปได้ว่า โคมลอย ก็คือกระทงทรงประทีป หรือกระทงที่รองรับประทีปซึ่งจุดไฟแล้วปล่อยให้ลอยไปตามสายน้ำ เมื่อดูจาก พระราชพิธี ๑๒ เดือน พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดพิมพ์โดยแพร่พิทยา ฉบับที่พิมพ์ครั้งที่สิบสาม พ.ศ. ๒๕๑๔ ในตอนที่กล่าวถึงพระราชพิธีจองเปรียงนั้น ทรงระบุว่าพระราชพิธีในเดือน ๑๒ ซึ่งมีมาในกฎมณเทียรบาลว่า พิธีจองเปรียง ลดชุดลอยโคมนั้น “… มีความแปลกออกไปนิดเดียวแต่ที่ว่าการพิธีจองเปรียง ลดชุดลอยโคม และเติม “ลงน้ำ” เข้าอีกคำหนึ่ง … การก็ตรงกันกับลอยกระทง ลางทีจะสมมติว่าลอยโคม …” (น.๘) และทรงกล่าวต่อไปว่า “.. การที่ยกโคมขึ้นนั้นตามคำโบราณกล่าวว่ายกขึ้นเพื่อบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสามคือ พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม การซึ่งว่าบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสามนี้เป็นต้นตำราแท้ในเวลาถือไสยศาสตร์ แต่ครั้นเมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงนับถือพระพุทธศาสนาก็กล่าวว่าบูชาพระบรมสารีริกธาตุพระจุฬามณีในดาวดึงสพิภพ และบูชาพระพุทธบาทซึ่งปรากฏอยู่ ณ หาดทรายเรียกว่า นะมะทานที เป็นที่ฝูงนาคทั้งปวงสักการบูชาอยู่..” (น.๙)
 

ในพระราชพิธี๑๒ เดือนยังระบุต่อไปว่าในเดือนสิบสองนี้มีการลอยพระประทีปด้วย โดยทรงอธิบายว่า “… การลอยพระประทีปลอยกระทงนี้ เป็นนักขัตฤกษ์ที่รื่นเริงทั่วไปของชนทั้งปวงทั่วไป ไม่เฉพาะแต่การหลวง แต่จะนับว่าเป็นพระราชพิธีอย่างใดก็ไม่ได้ ด้วยไม่ได้มีพิธีสงฆ์พิธีพราหมณ์อันใดเกี่ยวเนื่องในการลอยพระประทีปนั้น เว้นไว้แต่จะเข้าใจว่าตรงกับคำที่ว่าลอยโคมลงน้ำเช่นที่กล่าวมาแล้ว แต่ควรนับได้ว่าเป็นราชประเพณีซึ่งมีมาในแผ่นดินสยามแต่โบราณ..”(น.๒๒)

และความในพระราชนิพนธ์ช่วงนี้ยังมีพระราชาธิบายที่ยืนยันถึงข้อความในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ว่า “…การลอยประทีปที่ว่าในกฎหมายนี้มีเนื้อความเข้ากับเรื่องนางนพมาศ ซึ่งว่าท้าวศรีจุฬาลักษณ์ซึ่งเป็นท้าวพระสนมเอกแต่ครั้งพระเจ้าอรุณราช คือพระร่วง ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินสยามตั้งแต่กรุงตั้งอยู่ ณ เมืองสุโขทัย ได้กล่าวไว้ว่า ในเวลาฤดูเดือนสิบสอง เป็นเวลาเสด็จประพาสในลำน้ำตามพระราชพิธีในเวลากลางคืน พระอัครมเหสีและพระสนมฝ่ายในตามเสด็จในเรือพระที่นั่งทอดพระเนตรการนักขัตฤกษ์ซึ่งราษฎรเล่นในแม่น้ำตามกำหนดปี เมื่อนางนพมาศได้มารับราชการจึงได้คิดอ่านทำกระทงถวายพระเจ้าแผ่นดินเป็นรูปดอกบัวและรูปต่างๆ ให้ทรงลอยตามสายน้ำไหล… มีข้อความที่พิศดารยืดยาว เนื้อความก็คล้ายคลึงกันกับจดหมายถ้อยคำขุนหลวงหาวัดซึ่งได้กล่าวว่าพระเจ้าแผ่นดินกรุงเก่าหรือพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศนั้นเอง…” (น๒๒–๒๓)


 

จากความในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์และพระราชพิธีสิบสองเดือนที่กล่าวมานี้ อาจสรุปได้ว่า “โคมลอย” ของนางนพมาศนั้นคือกระทงที่รองรับประทีป การที่นำ”โคมลอยที่ว่านี้ไปลอยน้ำก็เรียกว่า “ลอยโคม” ดังในพระราชนิพนธ์ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ทรงเรียกว่า “ลอยพระประทีป” และการลอยพระประทีปหรือลอยกระทงนี้อย่างน้อยก็มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว แต่ที่น่าสังเกตก็คือพระราชาธิบายที่ว่า การลอยกระทงนี้ “… แต่จะนับว่าเป็นพระราชพิธีอย่างใดก็ไม่ได้ ด้วยไม่ได้มีพิธีสงฆ์พิธีพราหมณ์อันใดเกี่ยวเนื่องในการลอยพระประทีปนั้น เว้นไว้แต่จะเข้าใจว่าตรงกับคำที่ว่าลอยโคมลงน้ำเช่นที่กล่าวมาแล้ว…”

และเมื่อพิเคราะห์ดูความจากบทพระราชนิพนธ์ในตอนที่กล่าวถึงเทียนที่จุดในพระราชพิธีจองเปรียงนั้น ทรงกล่าวว่า “…แต่ถึงว่าโคมชัยที่อ้างว่าบูชาพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธบาทดังนี้แล้ว ก็ยังเป็นพิธีของพราหมณ์พวกเดียว คือตั้งแต่เริ่มพระราชพิธี พราหมณ์ก็เข้าพิธีที่โรงพิธีในพระบรมมหาราชวัง และเวลาเช้าถวายน้ำพระมหาสังข์ตลอดจนวันลดโคม เทียนซึ่งจุดในโคมนั้นก็ทาเปรียง คือไขข้อพระโคซึ่งพราหมณ์นำมาถวายทรงทา การที่บูชากันด้วยน้ำมันไขข้อพระโคนี้ก็เป็นลัทธิพราหมณ์แท้ เป็นธรรมเนียมสืบมาจนแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า การพระราชพิธีทั้งปวงควรจะให้เนื่องด้วยพระพุทธศาสนาทุกๆ พระราชพิธี …” (น.๙)
 

ส่วนขนาดของกระทงนั้น นอกเหนือจากกระทงของนางนพมาศที่ใหญ่เท่ากงระแทะคือกงเกวียนแล้ว ในพระราชพิธี ๑๒ เดือนให้คำอธิบายสรุปรวมได้ว่ากระทงหลวงซึ่งสำหรับทรงลอยที่มีมาแต่เดิมนั้น คือเรือรูปสัตว์ต่างๆ ในสมัยพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว กระทงหลวงสำรับใหญ่ที่ทำถวายนั้น “…ต่อเป็นถังบ้าง ทำเป็นแพหยวกบ้าง กว้างแปดศอกบ้าง เก้าศอกบ้าง กระทงสูงตลอดยอดสิบศอกสิบเอ็ดศอก ทำประกวดประขันกันต่างๆ …(น.๒๙) ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ขนาดใหญ่ที่ลอยน้ำได้ และในสมัยรัชกาลที่ ๔ นั้นมีการใช้เรือพระที่นั่งอนันตนาคราชและเรือชัยแทนกระทงใหญ่สองลำ ตั้งเทียนขนาดใหญ่และยาวตามกระทงเรือทุกกระทง ส่วนในสมัยรัชกาลที่ ๕ ก็มีการใช้เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์แทนเรือชัย และยังมีกระทงขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างอลังการอีกด้วย แต่ก็ไม่โปรดให้จัดทำทุกปี
 

ส่วนการลอยพระประทีปนั้นเห็นได้ว่ามีถึงปีละ ๒ ครั้ง โดยมีพระราชนิพนธ์ไว้ว่า “… จะขอว่าแต่กรุงเทพฯนี้ การลอยประทีปเดือน ๑๒ เป็นการใหญ่กว่าลอยประทีปในเดือน ๑๑ ด้วยอากาศปราศจากฝน…”(น.๒๔) และ “… พิธีลอยพระประทีปกลางเดือน ๑๑ ก็เหมือนกับลอยพระประทีปในเดือน ๑๒ ซึ่งมีข้อความพิศดารแจ้งอยู่ในพระราชนิพนธ์พิธีประจำเดือน ๑๒ ผิดกันแต่เดือน ๑๑ ไม่มีกระทงใหญ่…” (น.๖๓๙) น่าสังเกตว่าในพระราชพิธี ๑๒ เดือน นี้ ทรงจำแนกว่า “ประทีป”และ”กระทง” เป็นสิ่งประดิษฐ์สำหรับทรงลอยที่ต่างกัน โดยที่”กระทง”ที่ทรงกล่าวถึงนั้นมีขนาดใหญ่มาก แต่เสียดายที่ในพระราชนิพนธ์ดังกล่าวไม่ได้บอกขนาดของพระประทีปที่ทรงลอยไว้ด้วย คาดว่า“พระประทีป”ที่ทรงลอยน่าจะมิได้มีขนาดใหญ่โตเหมือนกระทง แต่อาจจะมีขนาดใกล้เคียงกับกระทงของนางนพมาศก็ได้

เมื่อยกเอาความทุกส่วนที่กล่าวแล้วมารวมกันเพื่อสรุป ก็จะเห็นได้ว่า การ”ลอยโคม” หรือ ”ลอยกระทง”ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้วนี้ เป็นประเพณีที่มิใช่ทั้งพิธีพราหมณ์หรือพิธีในพุทธศาสนา แต่การลอยกระทงซึ่งเป็นการลอยโคมอันเป็นเครื่องสักการะเพื่อให้ไปบูชารอยพระพุทธบาทซึ่งปรากฏอยู่ที่ริมฝั่งน้ำนมทานทีดังกล่าว เป็นคติที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ นี้เอง แต่ความที่ยังคงค้างใจก็คือประเด็นที่กล่าวมาทั้งหมดนี้สรุปว่า “โคมลอย”หมายถึงประทีปที่จุดไฟแล้ววางบนกระทงและปล่อยให้ลอยไปตามสายน้ำ แต่ทุกวันนี้ก็ยังมี”โคมลอย”ที่มีลักษณะเป็นลูกโป่งขนาดใหญ่ทำด้วยกระดาษบางเบาที่ปล่อยให้ลอยไปบนฟากฟ้านั้น คืออะไรกันแน่
 

คำอธิบายที่เก่าที่สุดที่กล่าวถึง “โคมลอย” ในแง่โคมที่ลอยฟ้านั้น พบใน หนังสืออักขราภิธานศรับท์ Dictionary of the Siamese Language by Dr.B.Bradley Bangkok 1873 หรือพจนานุกรมภาษาสยามที่ ดร.แดน บีช แบรดเลย์ จัดพิมพ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๑๖ โดยกล่าวว่า “โคม, คือประทีปเครื่องสำหรับจุดไฟในนั้นให้แสงสว่าง,ทำด้วยแก้วบ้าง, ทำด้วยเกล็ดปลาบ้าง.” และ “โคมลอย, คือประทีปเครื่องสำหรับจุดไฟในนั้นให้สว่าง, แล้วควันไฟก็กลุ้มอบอยู่ในนั้น, ภาโคมให้ลอยขึ้นไปได้,บนอากาษ.”(น.๑๐๕) คำอธิบายดังกล่าวนี้สอดคล้องกับพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ที่ว่า “ โคมลอย น. ชื่อเครื่องตามไฟชนิดหนึ่งที่จุดไฟแล้วปล่อยให้ลอยไปในอากาศ.” และพจนานุกรมฉบับนี้ได้ให้ความหมายของเครื่องใช้อีกอย่างหนึ่งว่า “ตะเกียง น. เครื่องใช้สำหรับตามไฟ มีรูปต่างๆ บางชนิดมีหลอดบังลม, ลักษณะนามว่า ดวง” โดยคำอธิบายของพจนานุกรมทั้งสองฉบับนี้ ชวนให้เข้าใจว่า “โคมลอย” ควรจะให้ความสว่างได้ด้วย
 

ส่วนในพระราชพิธี ๑๒ เดือนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เมื่อปีชวด พ.ศ.๒๔๓๑ นั้น มีข้อความส่วนที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์อธิบายศัพท์แผลงว่า “โคมลอย”มีความหมายเดียวกับ “โพยมยาน” และโพยมยานแปลมาจาก air ship คือยานที่ลอยไปในอากาศได้โดยใช้อากาศร้อนหรือแก๊สที่เบากว่าอากาศยกเอายานนั้นลอยไปได้ แต่เมื่อเทียบกับคำแปลของหมอแบรดเลย์แล้ว “โพยมยาน”ในที่นี้น่าจะหมายถึง balloon มากกว่า ยิ่งในคำอธิบายในหน้า ๖๔๓ ที่ว่า “โคมลอย”ในที่นี้ “…มาแต่หนังสือพิมพ์ตลกของอังกฤษที่ชื่อว่า ฟัน (Fun-ผู้เขียน) ที่ใช้รูปโคมลอยอยู่หลังใบปก หนังสือพิมพ์นั้นเล่นตลกเหลวไหลไม่ขบขันเหมือนหนังสือพิมพ์ตลกอย่างอื่น คือ ปันช เป็นต้น จึงเกิดคำติกัน เมื่อใครเห็นเล่นตลกไม่ขบขัน จึงว่าราวกับหนังสือพิมพ์ฟัน บ้างว่าเป็นโคมลอย (เครื่องหมายของหนังสือนั้น) บ้างจะพูดให้สั้นจึงคงไว้แต่”โคม”…” จากประเด็นดังกล่าวนี้ “โคมลอย”ตามนัยของพระราชพิธี ๑๒ เดือน กับนัยของหนังสืออักขราภิธานศรัพท์แม้จะดูเหมือนว่าไม่ตรงกัน แต่ก็พอจะอธิบายให้เห็นได้ว่าเป็นวัตถุทรงกลมที่อาศัยความร้อนที่กักไว้ภายในพยุงให้ลอยไปในอากาศได้
 

คลิปวีดีโอลอยโคมยี่เป็ง

ก็เป็นอันว่า “โคมลอย” ของนางนพมาศนั้นลอยน้ำ แต่”โคมลอย”ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ และของหมอแบรดเลย์นั้น ลอยฟ้า พอบอกว่า “โคมลอย”นั้นลอยฟ้าได้ ชาวล้านนาก็บอกว่า “แม่นแล้ว” เพราะในวันเพ็ญเดือนสิบสองนั้นนอกเหนือจะมีการ”ตั้งธัมม์หลวง” แล้ว บุคคลที่เกิดในปีจอ ซึ่งควรจะไปนมัสการพระธาตุเกศแก้วจุฬามณีซึ่งบรรจุมวยผมของเจ้าชายสิทธัตถะที่เชือดออกด้วยพระขรรค์แล้วดำรงเพศนักบวชก่อนจะบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้า แม้อยากไปก็ไปไม่ได้เพราะพระเจดีย์ดังกล่าวอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ชาวล้านนาที่เกิดในปีจอก็อาศัย “โคมลอย” นี้แหละที่ยกเอากระบะเครื่องบูชาลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าไปให้สูงที่สุดเพื่อจะบูชาพระธาตุเกศแก้วจุฬามณีให้ใกล้ที่สุดเท่าที่จะพึงทำได้ กิจกรรมดังกล่าวนี้สอดคล้องกับพระบรมราชาธิบายที่ว่า “…การยกโคมขึ้นนั้น ตามคำโบราณกล่าวว่ายกขึ้นเพื่อบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสาม คือพระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม การซึ่งว่าบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสามนี้เป็นต้นตำราแท้ในเวลาถือไสยศาสตร์ แต่ครั้นเมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงนับถือพระพุทธศาสนา ก็กล่าวว่าทรงบูชาพระบรมสารีริกธาตุ พระจุฬามณีในดาวดึงสพิภพและบูชาพระพุทธบาทซึ่งปรากฏอยู่ ณ หาดทรายที่เรียกว่านะมะทานที เป็นที่ฝูงนาคทั้งปวงสักการบูชาอยู่…”(พระราชพิธี ๑๒ เดือน น.๙)
 

แต่พอพูดว่าสิ่งประดิษฐ์ที่พาเอากระบะเครื่องบูชาขึ้นฟ้าไปนั้นชื่อว่า “โคมลอย” บรรดาผู้เฒ่าทั้งหลายก็ไม่ค่อยพอใจนัก เพราะสิ่งนั้นในยุคของท่านเรียกว่า ว่าว, ว่าวลม, ว่าวรม/ฮม หรือว่าวฅวัน โดยอธิบายว่าเครื่องเล่นที่ปล่อยให้ลอยในอากาศนั้นเรียกว่า “ว่าว” เมื่อว่าวนั้นใช้ควันเป็นเครื่องช่วยพยุงขึ้นฟ้า ก็เรียกว่าวนั้นว่า ว่าวฅวัน และในกลางคืนที่ใช้ก้อนเชื้อเพลิงแขวนไว้ที่ปากของว่าว ความร้อนจากไฟที่จุดนั้น นอกจากจะยกว่าวให้ลอยฟ้าได้แล้ว ยังมองเห็นไฟที่ลุกและลอยไปในท้องฟ้าแทรกกับกลุ่มดาวได้ ท่านเรียกของท่านว่า ว่าวไฟ พอเห็นเด็กน้อยหนุ่มสาวเรียกสิ่งประดิษฐ์ของท่านว่า “โคมลอย” ท่านก็บอกว่าไม่ใช่ ครั้นถามผู้เฒ่าว่าชาวล้านนาเรียกว่าวของท่านว่าเป็น”โคมลอย”มาแต่เมื่อใด ท่านก็ตอบว่าหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อทหารไทยมาประจำการในล้านนา พอเห็นว่าวฅวันลอยขึ้นฟ้า ก็เรียกว่าสิ่งนั้นคือ ”โคมลอย” เมื่อเป็นเช่นนี้ก็อาจสรุปได้ว่า “โคมลอย” ของภาคกลางนั้นทำได้ทั้งลอยฟ้าและลอยน้ำ โดยจุดประทีปโคมไฟให้ลอยไปตามน้ำเพื่อบูชารอยพระพุทธบาทในนาคพิภพ และยกโคมขึ้นให้สูงเพื่อบูชาพระเกศแก้วจุฬามณี
 

แล้วชาวล้านนาเล่า มีการจุดประทีปโคมไฟลอยน้ำเพื่อไปบูชาพระพุทธบาทหรือไม่ ผู้เฒ่าก็จะถามว่าลอยประทีปโคมไฟเมื่อใด พอบอกว่าวันเพ็ญเดือนยี่ ท่านก็บอกว่าในวันเพ็ญเดือนยี่นั้นชาวบ้านจะปล่อยว่าวฅวันขึ้นฟ้าในตอนสาย และจุดประทีปโคมไฟตามบ้านเรือนดังที่ปรากฏว่ามีคัมภีร์ชื่ออานิสงส์ผางประทีปบอกถึงผลที่ผู้กระทำจะได้รับจากกการจุดประทีปโคมไฟดังกล่าว และการจุดประทีปโคมไฟนี้ก็สอดคล้องกับการ “เผาเทียนเล่นไฟ” ในกรุงสุโขทัยอีกด้วย ไม่มีธรรมเนียมการลอยกระทงหรือการจุดประทีปโคมไฟลอยน้ำ และผู้เฒ่าจะสำทับว่าพิธีกรรมทั้งหลายของชาวล้านนานั้นจะหันหน้าเข้าวัด ถ้าหันหน้าออกจากวัดไปทำกิจกรรมยังที่อื่นแล้ว พิธีกรรมดังกล่าวนั้นไม่ใปรากฏในวิถีของล้านนา
 

ครั้นถามว่าแล้ว “ลอยกระทง” เริ่มมาแต่เมื่อใด ท่านผู้เฒ่าที่คุ้นเคยกับชีวิตในฅุ้มในวัง โดยเฉพาะ “วังท่าเจดีย์กิ่ว” ซึ่งเป็นที่ประทับของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีนั้น เป็นวังที่อยู่ใกล้กับลำน้ำปิง(ปัจจุบันคือสถานกงสุลอเมริกัน) พระราชชายาพระองค์นี้เป็นพระราชชายาซึ่งเป็นตำแหน่งเทียบเท่าพระมเหสีในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ โดยที่พระองค์ท่านเข้ารับราชการในพระบรมมหาราชวังเมื่อชนมายุ ๑๓ ชันษา (พ.ศ.๒๔๒๙)และประทับอยู่ในวังหลวง หลังจากที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ สวรรคตเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๓ แล้วพระราชชายาฯก็เสด็จมาประทับอยู่ใน “ฅุ้ม” หรือ”วังท่าเจดีย์กิ่ว” ดังกล่าวเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๗ พระราชชายาฯ ได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้ขนบธรรมเนียมโดยเฉพาะพระราชพิธีต่างๆ เป็นอย่างดี ดังนั้นพระองค์ท่านจึงได้เริ่มการ “ลอยพระประทีป” ในลำน้ำปิง ในช่วงประมาณ พ.ศ.๒๔๖๐–๒๔๗๐ แต่”พระประทีป”นอกวังหลวงนี้ทำขึ้นอย่างง่ายๆ จากวัสดุในธรรมชาติ

คือพระองค์ท่านใช้ชิ้นกาบมะพร้าวกว้างขนาดฝ่ามือตัดโค้งงอนตามสัณฐานของมะพร้าวเพื่อทำหน้าที่เป็น “กระทง” วางประทีปลงบน”กระทง”นั้นแล้วจุดไฟและปล่อยให้ลอยไปในคืนวันเพ็ญเดือนยี่ของชาวล้านนา (ตรงกับเพ็ญเดือน ๑๒ ของภาคกลาง) สิ่งที่ลอยไปตามสายน้ำนั้นจึงจัดได้ว่าเป็นการ “ลอยพระประทีป” อย่างง่ายๆ อันจำลองมาจาก”การลอยพระประทีป” และกิจกรรมนี้ก็สอดคล้องกับ”ลอยโคม” หรือ “ลอยกระทงทรงประทีป” ของนางนพมาศอีกด้วย
 

ภายหลังก็มีผู้นิยม”ลอยกระทง”ตามพระราชชายาฯ มากขึ้น ดังพบว่าในครั้งที่นายทิม โชตนา เป็นนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ในช่วง พ.ศ.๒๔๙๐ นั้น ก็ได้สนับสนุนการท่องเที่ยวโดยจัดให้มีการลอยกระทงมากขึ้น และมีการเฉลิมฉลองบริเวณถนนท่าแพ โดยเฉพาะบริเวณหน้าพุทธสถาน การ”ลอยกระทง”แบบกรุงเทพฯนั้นมีขึ้นอย่างจริงจังเมื่อมีการตั้งสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๒ โดยเริ่มจัดให้มีการลอยกระทงสองวัน คือในวันเพ็ญเดือนยี่ จะลอยกระทงเล็ก และรุ่งขึ้นในคืนแรมหนึ่งค่ำจะมีการลอยกระทงหรือประกวดกระทงขนาดใหญ่ โดยเริ่มที่หน้าเทศบาลเมืองเชียงใหม่ไปสิ้นสุดที่สะพานนวรัฐ และหลังจากนั้นก็มีการลอยกระทงกันอย่างกว้างขวาง ดังที่จะพบว่ามีการประกวดนางนพมาศกันทั่วไป ในขณะเดียวกันก็ยังมีการทำ “ประตูป่า” อันเนื่องกับการ “ตั้งธัมม์หลวง” อยู่เหมือนกัน แต่ยิ่งมีแสงสีที่กระทงกับประตูป่าและประทีปโคมไฟที่ประดับตามบ้านเรือนถนนหนทาง มีความงามที่ทรงเสน่ห์ของสาวน้อยนางนพมาศมากขึ้น และมีแสงสีจากว่าวไฟที่ลอยฟ้าเจิดจรัสมากขึ้นเท่าใด ความเข้มของวัฒนธรรมใหม่นี้ย่อมมีส่วนขับให้บรรยากาศของการ”ตั้งธัมม์หลวง” และกิจกรรมตามวิถีของล้านนาดั้งเดิมให้โรยแรงลงเพียงนั้น

ขอขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก http://www.lannaworld.com  http://www.loikrathong.net (อุดม รุ่งเรือง)
 



ข้อความมมมม

ยี่เป็ง ประเพณียี่เป็ง เชียงใหม่
ขยาย: 1024x768 : 800x600
ยี่เป็ง ประเพณียี่เป็ง เชียงใหม่
ขยาย: 1024x768 : 800x600
ยี่เป็ง ประเพณียี่เป็ง เชียงใหม่
ขยาย: 1024x768 : 800x600
ยี่เป็ง ประเพณียี่เป็ง เชียงใหม่
ขยาย: 1024x768 : 800x600
ยี่เป็ง ประเพณียี่เป็ง เชียงใหม่
ขยาย: 1024x768 : 800x600
ยี่เป็ง ประเพณียี่เป็ง เชียงใหม่
ขยาย: 1024x768 : 800x600
ยี่เป็ง ประเพณียี่เป็ง เชียงใหม่
ขยาย: 1024x768 : 800x600
ยี่เป็ง ประเพณียี่เป็ง เชียงใหม่
ขยาย: 1024x768 : 800x600
ยี่เป็ง ประเพณียี่เป็ง เชียงใหม่
ขยาย: 1024x768 : 800x600
ยี่เป็ง ประเพณียี่เป็ง เชียงใหม่
ขยาย: 1024x768 : 800x600
ยี่เป็ง ประเพณียี่เป็ง เชียงใหม่
ขยาย: 1024x768 : 800x600
ยี่เป็ง ประเพณียี่เป็ง เชียงใหม่
ขยาย: 1024x768 : 800x600
ยี่เป็ง ประเพณียี่เป็ง เชียงใหม่
ขยาย: 1024x768 : 800x600
ยี่เป็ง ประเพณียี่เป็ง เชียงใหม่
ขยาย: 1024x768 : 800x600
ยี่เป็ง ประเพณียี่เป็ง เชียงใหม่
ขยาย: 1024x768 : 800x600
ยี่เป็ง ประเพณียี่เป็ง เชียงใหม่
ขยาย: 1024x768 : 800x600
ยี่เป็ง ประเพณียี่เป็ง เชียงใหม่
ขยาย: 1024x768 : 800x600
ยี่เป็ง ประเพณียี่เป็ง เชียงใหม่
ขยาย: 1024x768 : 800x600
ยี่เป็ง ประเพณียี่เป็ง เชียงใหม่
ขยาย: 1024x768 : 800x600
  ยี่เป็ง ประเพณียี่เป็ง เชียงใหม่
ขยาย: 1024x768 : 800x600
#25 : Comment
08 พ.ย 2011 09:28:10

orochikamaru_big@hotmail.com
เชียงรายไม่มี อยากไปเชียงใหม่กดlikeให้เลย

#24 : Comment
03 พ.ย 2011 20:55:14

Kung
ขอเชิญชวนทุกท่านมานั่งสมาธิกันค่ะ
“Meditation is one best source to find real own happiness.”
Meditation program….
• A weekend retreat in Chiang Dao
(3-5 November 2011)
http://popinchiangmai.net/CD_ret.html
• Yeepeng International Volunteer
(7-10 November 2011)
http://popinchiangmai.net/YP_retreat.html
Reservation at >> popinchiangmai@gmail.com<<
\"Peacefulness exists always inside us. To know the way to find it is a gift.
Each time of meditation means give one more gift to your life.\"

#23 : Comment
12 ก.ย 2011 21:07:57

fa-254242@hotmail.com
คนชัยภูมิ ขอบอกว่าสวยมากค่ะอยากไปจังแต่บุญไม่ถึงอ่ะ แงๆๆ

#22 : Comment
06 ก.ย 2011 20:37:40

nineoy yopang
สวยจังเลยค่ะ อย้าก อยาก ไปดู แตพ่อไม่ชอบคนเยอะ อาจจะหมดหวัง

#21 : Comment
01 ส.ค 2011 10:06:35

นัชรินทร์
ภาพฉ่ำมากค่ะ เริ่ด ตล้อดตลอด ชอบมากค่ะ

#20 : Comment
24 ก.ค 2011 14:28:18

รัตติกร
รักเชียงใหม่สุดๆสุดชีวิต

#19 : Comment
10 ก.พ 2011 11:01:10

mok_tang@hotmail.com
ดูดีเหมือนกัน

#18 : Comment
01 ก.พ 2011 23:44:01

momo.ko@hotmail.co.th
สวยมากมายก่ายกองเรยคร่

ด้ายอารมณ์อลังการมาก

น่าตื่นตาตื่นจัยดีนะ

#17 : Comment
25 ม.ค 2011 18:53:21

เเพน เชียงใหม่
สวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

#16 : Comment
18 ม.ค 2011 18:57:22

ไอส์

สวยจังงงงงอยากไปดูอ่ะ

#15 : Comment
15 ม.ค 2011 15:26:43

nuk
สวยจัง

#14 : Comment
10 ม.ค 2011 12:07:10

kit-1999@hotmail.com
งามเหลือเเต้เนื๊อ

#13 : Comment
03 ม.ค 2011 17:45:24

mic_gm@hotmail.com
สุดยออออด

#12 : Comment
12 ธ.ค 2010 20:04:48

951
งามขะนาด

#11 : Comment
09 ธ.ค 2010 19:24:53

การตนา

#10 : Comment
02 ธ.ค 2010 14:31:33

nay.love.woi@gmail.com
สวยงามมากๆเลนฮะ

ผมชอบ

#9 : Comment
25 พ.ย 2010 18:11:05

hgdk
สวยจัง

#8 : Comment
25 พ.ย 2010 09:54:05

bo

#7 : Comment
25 พ.ย 2010 09:34:15

minew_mine@hotmail.com
สวยยยยยยยยยยยยยสุดดดดดด

#6 : Comment
25 พ.ย 2010 09:34:05

roserose_love@hotmail.com
สวยสุโค้ย

#5 : Comment
25 พ.ย 2010 09:31:04

minew_mine@hotmail.com

#4 : Comment
15 พ.ย 2010 13:22:31

cakeemoo@hotmail.com

#3 : Comment
14 พ.ย 2010 15:28:28

so_sweetyoyo@hotmail.com
สวย

#2 : Comment
12 พ.ย 2010 16:38:10

นร

#1 : Comment
03 พ.ย 2010 15:07:25

เดก
มันสุดยอดเลย

เชิญแนะนำการเดินทาง ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ความประทับใจ
comment
ชื่อ หรือ E-mail
captcha
  reset

 

ข้อมูลท่องเที่ยวน่าสนใจ
 
HOT LINK
タイ(バンコク)のホテル・サービスアパート
หากไปญี่ปุ่นต้องH.I.S.


 

moohin logo
Copyright © 2010 www.moohin.com. All rights reserved. Do not duplicate or redistribute in any form prior permission.
ทางทีมงานหมูหิน.คอม ขอสงวนลิขสิทธิ์ การเผย แพร่ข้อมูล ภาพ เรื่อง และ วีดิโอ โดยไม่ได้รับอนุญาติ
*** ขอขอบคุณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลและแผนที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และ พันธุ์พืช ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลและแผนที่และภาพ ***
หมูหิน.คอม:เว็บท่องเที่ยวอันดับหนึ่งในเมืองไทย :: การท่องเที่ยวแห่งประเทศ ไทย ท่องเที่ยว ไทย สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศ ไทย ท่องเที่ยว สถานที่ท่อง เที่ยว การท่อง เที่ยว