"ประเพณียี่เป็ง"
เป็นงานประเพณี อันยิ่งใหญ่แห่งดินแดนล้านนา
ที่ได้ปฎิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล "ยี่เป็ง"
หรือวันเพ็ญเดือนยี่ของชาวล้านนา ตรงกับวันเพ็ญเดือน 12
ของภาคกลาง อันเป็นช่วงปลายฤดูฝน ต้นฤดูหนาว
อากาศปลอดโปร่งท้องฟ้าแจ่มใส
ธรรมเนียมปฎิบัติของชาวล้านนาอย่างหนึ่งนอกเหนือจากการลอยกระทงในแม่น้ำก็คือ
การจุดประทีปโคมลอยขึ้นไปสว่างไสวบนท้องฟ้า
โดยมีคติความเชื่อว่า เพื่อบูชาพระเกตุแก้วจุฬ ามณี
บนสรวงสวรรค์ หรือบ้างก็เชื่อว่าเป็นการลอยเคราะห์
หรือสะเดาะเคราะห์ ให้เกิดความเป็นมงคลแก่ชีวิต
"ประเพณียี่เป็ง"
คือ
ประเพณีในเทศกาลวันเพ็ญ เดือน ๑๒
ซึ่งแต่เดิมนั้นพิธีสำคัญของเทศกาลนี้อยู่ที่พิธีกรรมตั้งธรรมหลวงหรือฟังเทศน์มหาชาติ
ชาวบ้านจะมีการประดับประดาวัดวาอารามบ้านเรือน
ด้วยประทีปโคมไฟ โคมระย้า ทำอุบะดอกไม้ไปถวายวัด
ทำซุ้มประตูป่าด้วยต้นกล้วย อ้อยก้านมะพร้าว
เตรียมข้าวปลาอาหารเป็นพิเศษ เช่น ห่อนึ่ง แกงอ่อม
แกงฮังเล ลาบ และขนมต่าง ๆ ไปทำบุญ
บางแห่งมีพิธีกวนข้าวมธุปายาสหรือบ้างเรียก
ข้าวพระเจ้าหลวง
ถวายเป็นพุทธบูชาในตอนเช้ามืดของวันเพ็ญเดือน ๑๒ นี้ด้วย
จากนั้นก็จะมีการทานขันข้าวหรือสำรับอาหารไปถึงบรรพชนคนตาย
ถวายอาหารและกัณฑ์เทศน์แด่พระภิกษุสงฆ์
และมีการฟังธรรมมหาชาติตั้งแต่เช้าถึงกลางคืน
บางแห่งก็จะมีการสืบชะตาด้วย จะมีการปล่อยโคมลอย
เรียกว่า "ว่าวฮม" หรือ "ว่าวควัน"
ในช่วงพลบค่ำจะมีการเทศน์ธรรมชื่อ "อานิสงส์ผางประทีส"
และชาวบ้านจะมีการจุดประทีสหรือประทีป โคมหูกระต่าย
โคมแขวน เป็นพุทธบูชากันทุกครัวเรือนสว่างไสว
หนุ่มสาวก็จะมีการเล่นบอกไฟ แข่งขันบอกไฟ และปล่อยว่าวไฟ
คำว่า โคมลอย นี้แปลได้ง่ายๆ
ว่าเครื่องใช้ที่ให้กำเนิดแสงสว่างลอยตัวอยู่ ซึ่ง
โคมที่ประดิษฐ์ขึ้นนี้
อาจลอยอยู่ได้ทั้งในน้ำและในท้องฟ้าก็ได้ทั้งสองกรณี
แต่ในที่นี้จะเริ่มกล่าวถึง
โคมลอยที่ลอยอยู่ในน้ำหรือลอยไปตามสายน้ำเสียก่อน
โคมลอย
นับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งในเทศกาลลอยกระทง
เมื่อต้องการทราบความหมายของคำนี้ให้เป็นที่แน่นอนชัดเจนลงไป
ก็ต้องไปดูจากต้นตำรับที่ว่าด้วยการลอยกระทง
ซึ่งก็คือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ หรือ นางนพมาศ
และจากเอกสารชื่อนี้ฉบับที่กรมศิลปากร
อนุญาตให้ศิลปาบรรณาคารพิมพ์จำหน่ายครั้งที่ ๑๔ เมื่อ พ.ศ.
๒๕๑๓ หน้า ๙๖
บอกว่าในวันเพ็ญเดือนสิบสองนั้นจะมีพระราชพิธีจองเปรียง
ซึ่งเป็น นักขัตฤกษ์ชักโคมลอยโคม
ที่มีการเฉลิมฉลองกันถึงสามวัน ครั้งหนึ่ง
นางนพมาศได้ประดิษฐ์โคมลอยเป็น
รูปดอกกระมุท(ดอกบัว)
บานกลีบรับแสงพระจันทร์ ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ(กงเกวียน)
และประดับด้วยดอกไม้และผลไม้สลักเป็นรูปนกจับอยู่ตามกลีบดอกบัว
ซึ่ง พระร่วง ก็พอพระทัยมาก
จึ่งมีพระราชบริหารบำหยัดสาปสรรว่า แต่นี้สืบไปเบื้องหน้า
โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศ
ถึงการกำหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน ๑๒
พระราชพิธีจองเปรียงแล้ว
ก็ให้ทำโคมลอยเป็นรูปดอกกระมุทอุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานที
ตราบเท่ากัลปาวสาน
อันว่าโคมลอยรูปดอกกระมุทบานก็ปรากฏมาจนทุกวันนี้
แต่คำโลกสมมุติเปลี่ยนชื่อเรียกว่าลอยกระทงทรงประทีป
(น.๙๙๑๐๐)
จากความที่ยกมานี้สรุปได้ว่า โคมลอย ก็คือกระทงทรงประทีป
หรือกระทงที่รองรับประทีปซึ่งจุดไฟแล้วปล่อยให้ลอยไปตามสายน้ำ
เมื่อดูจาก พระราชพิธี ๑๒ เดือน
พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
จัดพิมพ์โดยแพร่พิทยา ฉบับที่พิมพ์ครั้งที่สิบสาม พ.ศ.
๒๕๑๔ ในตอนที่กล่าวถึงพระราชพิธีจองเปรียงนั้น
ทรงระบุว่าพระราชพิธีในเดือน ๑๒ ซึ่งมีมาในกฎมณเทียรบาลว่า
พิธีจองเปรียง ลดชุดลอยโคมนั้น
มีความแปลกออกไปนิดเดียวแต่ที่ว่าการพิธีจองเปรียง
ลดชุดลอยโคม และเติม ลงน้ำ เข้าอีกคำหนึ่ง
การก็ตรงกันกับลอยกระทง ลางทีจะสมมติว่าลอยโคม
(น.๘)
และทรงกล่าวต่อไปว่า ..
การที่ยกโคมขึ้นนั้นตามคำโบราณกล่าวว่ายกขึ้นเพื่อบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสามคือ
พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม
การซึ่งว่าบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสามนี้เป็นต้นตำราแท้ในเวลาถือไสยศาสตร์
แต่ครั้นเมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงนับถือพระพุทธศาสนาก็กล่าวว่าบูชาพระบรมสารีริกธาตุพระจุฬามณีในดาวดึงสพิภพ
และบูชาพระพุทธบาทซึ่งปรากฏอยู่ ณ หาดทรายเรียกว่า
นะมะทานที เป็นที่ฝูงนาคทั้งปวงสักการบูชาอยู่.. (น.๙)
ในพระราชพิธี๑๒
เดือนยังระบุต่อไปว่าในเดือนสิบสองนี้มีการลอยพระประทีปด้วย
โดยทรงอธิบายว่า
การลอยพระประทีปลอยกระทงนี้
เป็นนักขัตฤกษ์ที่รื่นเริงทั่วไปของชนทั้งปวงทั่วไป
ไม่เฉพาะแต่การหลวง
แต่จะนับว่าเป็นพระราชพิธีอย่างใดก็ไม่ได้
ด้วยไม่ได้มีพิธีสงฆ์พิธีพราหมณ์อันใดเกี่ยวเนื่องในการลอยพระประทีปนั้น
เว้นไว้แต่จะเข้าใจว่าตรงกับคำที่ว่าลอยโคมลงน้ำเช่นที่กล่าวมาแล้ว
แต่ควรนับได้ว่าเป็นราชประเพณีซึ่งมีมาในแผ่นดินสยามแต่โบราณ..(น.๒๒)

และความในพระราชนิพนธ์ช่วงนี้ยังมีพระราชาธิบายที่ยืนยันถึงข้อความในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ว่า
การลอยประทีปที่ว่าในกฎหมายนี้มีเนื้อความเข้ากับเรื่องนางนพมาศ
ซึ่งว่าท้าวศรีจุฬาลักษณ์ซึ่งเป็นท้าวพระสนมเอกแต่ครั้งพระเจ้าอรุณราช
คือพระร่วง ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินสยามตั้งแต่กรุงตั้งอยู่
ณ เมืองสุโขทัย ได้กล่าวไว้ว่า ในเวลาฤดูเดือนสิบสอง
เป็นเวลาเสด็จประพาสในลำน้ำตามพระราชพิธีในเวลากลางคืน
พระอัครมเหสีและพระสนมฝ่ายในตามเสด็จในเรือพระที่นั่งทอดพระเนตรการนักขัตฤกษ์ซึ่งราษฎรเล่นในแม่น้ำตามกำหนดปี
เมื่อนางนพมาศได้มารับราชการจึงได้คิดอ่านทำกระทงถวายพระเจ้าแผ่นดินเป็นรูปดอกบัวและรูปต่างๆ
ให้ทรงลอยตามสายน้ำไหล
มีข้อความที่พิศดารยืดยาว
เนื้อความก็คล้ายคลึงกันกับจดหมายถ้อยคำขุนหลวงหาวัดซึ่งได้กล่าวว่าพระเจ้าแผ่นดินกรุงเก่าหรือพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศนั้นเอง
(น๒๒๒๓)
จากความในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์และพระราชพิธีสิบสองเดือนที่กล่าวมานี้
อาจสรุปได้ว่า โคมลอย
ของนางนพมาศนั้นคือกระทงที่รองรับประทีป
การที่นำโคมลอยที่ว่านี้ไปลอยน้ำก็เรียกว่า ลอยโคม
ดังในพระราชนิพนธ์ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕
ทรงเรียกว่า ลอยพระประทีป
และการลอยพระประทีปหรือลอยกระทงนี้อย่างน้อยก็มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว
แต่ที่น่าสังเกตก็คือพระราชาธิบายที่ว่า การลอยกระทงนี้
แต่จะนับว่าเป็นพระราชพิธีอย่างใดก็ไม่ได้
ด้วยไม่ได้มีพิธีสงฆ์พิธีพราหมณ์อันใดเกี่ยวเนื่องในการลอยพระประทีปนั้น
เว้นไว้แต่จะเข้าใจว่าตรงกับคำที่ว่าลอยโคมลงน้ำเช่นที่กล่าวมาแล้ว
และเมื่อพิเคราะห์ดูความจากบทพระราชนิพนธ์ในตอนที่กล่าวถึงเทียนที่จุดในพระราชพิธีจองเปรียงนั้น
ทรงกล่าวว่า
แต่ถึงว่าโคมชัยที่อ้างว่าบูชาพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธบาทดังนี้แล้ว
ก็ยังเป็นพิธีของพราหมณ์พวกเดียว
คือตั้งแต่เริ่มพระราชพิธี
พราหมณ์ก็เข้าพิธีที่โรงพิธีในพระบรมมหาราชวัง
และเวลาเช้าถวายน้ำพระมหาสังข์ตลอดจนวันลดโคม
เทียนซึ่งจุดในโคมนั้นก็ทาเปรียง
คือไขข้อพระโคซึ่งพราหมณ์นำมาถวายทรงทา
การที่บูชากันด้วยน้ำมันไขข้อพระโคนี้ก็เป็นลัทธิพราหมณ์แท้
เป็นธรรมเนียมสืบมาจนแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระราชดำริว่า
การพระราชพิธีทั้งปวงควรจะให้เนื่องด้วยพระพุทธศาสนาทุกๆ
พระราชพิธี
(น.๙)
ส่วนขนาดของกระทงนั้น
นอกเหนือจากกระทงของนางนพมาศที่ใหญ่เท่ากงระแทะคือกงเกวียนแล้ว
ในพระราชพิธี ๑๒
เดือนให้คำอธิบายสรุปรวมได้ว่ากระทงหลวงซึ่งสำหรับทรงลอยที่มีมาแต่เดิมนั้น
คือเรือรูปสัตว์ต่างๆ ในสมัยพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
กระทงหลวงสำรับใหญ่ที่ทำถวายนั้น
ต่อเป็นถังบ้าง
ทำเป็นแพหยวกบ้าง กว้างแปดศอกบ้าง เก้าศอกบ้าง
กระทงสูงตลอดยอดสิบศอกสิบเอ็ดศอก ทำประกวดประขันกันต่างๆ
(น.๒๙) ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ขนาดใหญ่ที่ลอยน้ำได้
และในสมัยรัชกาลที่ ๔
นั้นมีการใช้เรือพระที่นั่งอนันตนาคราชและเรือชัยแทนกระทงใหญ่สองลำ
ตั้งเทียนขนาดใหญ่และยาวตามกระทงเรือทุกกระทง
ส่วนในสมัยรัชกาลที่ ๕
ก็มีการใช้เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์แทนเรือชัย
และยังมีกระทงขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างอลังการอีกด้วย
แต่ก็ไม่โปรดให้จัดทำทุกปี
ส่วนการลอยพระประทีปนั้นเห็นได้ว่ามีถึงปีละ ๒ ครั้ง
โดยมีพระราชนิพนธ์ไว้ว่า
จะขอว่าแต่กรุงเทพฯนี้
การลอยประทีปเดือน ๑๒ เป็นการใหญ่กว่าลอยประทีปในเดือน ๑๑
ด้วยอากาศปราศจากฝน
(น.๒๔) และ
พิธีลอยพระประทีปกลางเดือน ๑๑
ก็เหมือนกับลอยพระประทีปในเดือน ๑๒
ซึ่งมีข้อความพิศดารแจ้งอยู่ในพระราชนิพนธ์พิธีประจำเดือน
๑๒ ผิดกันแต่เดือน ๑๑ ไม่มีกระทงใหญ่
(น.๖๓๙)
น่าสังเกตว่าในพระราชพิธี ๑๒ เดือน นี้ ทรงจำแนกว่า
ประทีปและกระทง
เป็นสิ่งประดิษฐ์สำหรับทรงลอยที่ต่างกัน
โดยที่กระทงที่ทรงกล่าวถึงนั้นมีขนาดใหญ่มาก
แต่เสียดายที่ในพระราชนิพนธ์ดังกล่าวไม่ได้บอกขนาดของพระประทีปที่ทรงลอยไว้ด้วย
คาดว่าพระประทีปที่ทรงลอยน่าจะมิได้มีขนาดใหญ่โตเหมือนกระทง
แต่อาจจะมีขนาดใกล้เคียงกับกระทงของนางนพมาศก็ได้
เมื่อยกเอาความทุกส่วนที่กล่าวแล้วมารวมกันเพื่อสรุป
ก็จะเห็นได้ว่า การลอยโคม หรือ
ลอยกระทงซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้วนี้
เป็นประเพณีที่มิใช่ทั้งพิธีพราหมณ์หรือพิธีในพุทธศาสนา
แต่การลอยกระทงซึ่งเป็นการลอยโคมอันเป็นเครื่องสักการะเพื่อให้ไปบูชารอยพระพุทธบาทซึ่งปรากฏอยู่ที่ริมฝั่งน้ำนมทานทีดังกล่าว
เป็นคติที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ นี้เอง
แต่ความที่ยังคงค้างใจก็คือประเด็นที่กล่าวมาทั้งหมดนี้สรุปว่า
โคมลอยหมายถึงประทีปที่จุดไฟแล้ววางบนกระทงและปล่อยให้ลอยไปตามสายน้ำ
แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีโคมลอยที่มีลักษณะเป็นลูกโป่งขนาดใหญ่ทำด้วยกระดาษบางเบาที่ปล่อยให้ลอยไปบนฟากฟ้านั้น
คืออะไรกันแน่
คำอธิบายที่เก่าที่สุดที่กล่าวถึง โคมลอย
ในแง่โคมที่ลอยฟ้านั้น พบใน หนังสืออักขราภิธานศรับท์
Dictionary of the Siamese Language by Dr.B.Bradley
Bangkok 1873 หรือพจนานุกรมภาษาสยามที่ ดร.แดน บีช
แบรดเลย์ จัดพิมพ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๑๖ โดยกล่าวว่า โคม,
คือประทีปเครื่องสำหรับจุดไฟในนั้นให้แสงสว่าง,ทำด้วยแก้วบ้าง,
ทำด้วยเกล็ดปลาบ้าง. และ โคมลอย,
คือประทีปเครื่องสำหรับจุดไฟในนั้นให้สว่าง,
แล้วควันไฟก็กลุ้มอบอยู่ในนั้น,
ภาโคมให้ลอยขึ้นไปได้,บนอากาษ.(น.๑๐๕)
คำอธิบายดังกล่าวนี้สอดคล้องกับพจนานุกรม
ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ที่ว่า โคมลอย น.
ชื่อเครื่องตามไฟชนิดหนึ่งที่จุดไฟแล้วปล่อยให้ลอยไปในอากาศ.
และพจนานุกรมฉบับนี้ได้ให้ความหมายของเครื่องใช้อีกอย่างหนึ่งว่า
ตะเกียง น. เครื่องใช้สำหรับตามไฟ มีรูปต่างๆ
บางชนิดมีหลอดบังลม, ลักษณะนามว่า ดวง
โดยคำอธิบายของพจนานุกรมทั้งสองฉบับนี้ ชวนให้เข้าใจว่า
โคมลอย ควรจะให้ความสว่างได้ด้วย
ส่วนในพระราชพิธี ๑๒
เดือนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เมื่อปีชวด
พ.ศ.๒๔๓๑ นั้น
มีข้อความส่วนที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์อธิบายศัพท์แผลงว่า
โคมลอยมีความหมายเดียวกับ โพยมยาน และโพยมยานแปลมาจาก
air ship
คือยานที่ลอยไปในอากาศได้โดยใช้อากาศร้อนหรือแก๊สที่เบากว่าอากาศยกเอายานนั้นลอยไปได้
แต่เมื่อเทียบกับคำแปลของหมอแบรดเลย์แล้ว
โพยมยานในที่นี้น่าจะหมายถึง balloon มากกว่า
ยิ่งในคำอธิบายในหน้า ๖๔๓ ที่ว่า โคมลอยในที่นี้
มาแต่หนังสือพิมพ์ตลกของอังกฤษที่ชื่อว่า ฟัน
(Fun-ผู้เขียน) ที่ใช้รูปโคมลอยอยู่หลังใบปก
หนังสือพิมพ์นั้นเล่นตลกเหลวไหลไม่ขบขันเหมือนหนังสือพิมพ์ตลกอย่างอื่น
คือ ปันช เป็นต้น จึงเกิดคำติกัน
เมื่อใครเห็นเล่นตลกไม่ขบขัน จึงว่าราวกับหนังสือพิมพ์ฟัน
บ้างว่าเป็นโคมลอย (เครื่องหมายของหนังสือนั้น)
บ้างจะพูดให้สั้นจึงคงไว้แต่โคม
จากประเด็นดังกล่าวนี้
โคมลอยตามนัยของพระราชพิธี ๑๒ เดือน
กับนัยของหนังสืออักขราภิธานศรัพท์แม้จะดูเหมือนว่าไม่ตรงกัน
แต่ก็พอจะอธิบายให้เห็นได้ว่าเป็นวัตถุทรงกลมที่อาศัยความร้อนที่กักไว้ภายในพยุงให้ลอยไปในอากาศได้
คลิปวีดีโอลอยโคมยี่เป็ง
ก็เป็นอันว่า
โคมลอย ของนางนพมาศนั้นลอยน้ำ
แต่โคมลอยของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕
และของหมอแบรดเลย์นั้น ลอยฟ้า พอบอกว่า
โคมลอยนั้นลอยฟ้าได้ ชาวล้านนาก็บอกว่า แม่นแล้ว
เพราะในวันเพ็ญเดือนสิบสองนั้นนอกเหนือจะมีการตั้งธัมม์หลวง
แล้ว บุคคลที่เกิดในปีจอ
ซึ่งควรจะไปนมัสการพระธาตุเกศแก้วจุฬามณีซึ่งบรรจุมวยผมของเจ้าชายสิทธัตถะที่เชือดออกด้วยพระขรรค์แล้วดำรงเพศนักบวชก่อนจะบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้า
แม้อยากไปก็ไปไม่ได้เพราะพระเจดีย์ดังกล่าวอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ชาวล้านนาที่เกิดในปีจอก็อาศัย โคมลอย
นี้แหละที่ยกเอากระบะเครื่องบูชาลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าไปให้สูงที่สุดเพื่อจะบูชาพระธาตุเกศแก้วจุฬามณีให้ใกล้ที่สุดเท่าที่จะพึงทำได้
กิจกรรมดังกล่าวนี้สอดคล้องกับพระบรมราชาธิบายที่ว่า
การยกโคมขึ้นนั้น
ตามคำโบราณกล่าวว่ายกขึ้นเพื่อบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสาม
คือพระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม
การซึ่งว่าบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสามนี้เป็นต้นตำราแท้ในเวลาถือไสยศาสตร์
แต่ครั้นเมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงนับถือพระพุทธศาสนา
ก็กล่าวว่าทรงบูชาพระบรมสารีริกธาตุ
พระจุฬามณีในดาวดึงสพิภพและบูชาพระพุทธบาทซึ่งปรากฏอยู่ ณ
หาดทรายที่เรียกว่านะมะทานที
เป็นที่ฝูงนาคทั้งปวงสักการบูชาอยู่
(พระราชพิธี ๑๒ เดือน
น.๙)
แต่พอพูดว่าสิ่งประดิษฐ์ที่พาเอากระบะเครื่องบูชาขึ้นฟ้าไปนั้นชื่อว่า
โคมลอย บรรดาผู้เฒ่าทั้งหลายก็ไม่ค่อยพอใจนัก
เพราะสิ่งนั้นในยุคของท่านเรียกว่า ว่าว, ว่าวลม,
ว่าวรม/ฮม หรือว่าวฅวัน
โดยอธิบายว่าเครื่องเล่นที่ปล่อยให้ลอยในอากาศนั้นเรียกว่า
ว่าว เมื่อว่าวนั้นใช้ควันเป็นเครื่องช่วยพยุงขึ้นฟ้า
ก็เรียกว่าวนั้นว่า ว่าวฅวัน
และในกลางคืนที่ใช้ก้อนเชื้อเพลิงแขวนไว้ที่ปากของว่าว
ความร้อนจากไฟที่จุดนั้น นอกจากจะยกว่าวให้ลอยฟ้าได้แล้ว
ยังมองเห็นไฟที่ลุกและลอยไปในท้องฟ้าแทรกกับกลุ่มดาวได้
ท่านเรียกของท่านว่า ว่าวไฟ
พอเห็นเด็กน้อยหนุ่มสาวเรียกสิ่งประดิษฐ์ของท่านว่า
โคมลอย ท่านก็บอกว่าไม่ใช่
ครั้นถามผู้เฒ่าว่าชาวล้านนาเรียกว่าวของท่านว่าเป็นโคมลอยมาแต่เมื่อใด
ท่านก็ตอบว่าหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
เมื่อทหารไทยมาประจำการในล้านนา พอเห็นว่าวฅวันลอยขึ้นฟ้า
ก็เรียกว่าสิ่งนั้นคือ โคมลอย
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็อาจสรุปได้ว่า โคมลอย
ของภาคกลางนั้นทำได้ทั้งลอยฟ้าและลอยน้ำ
โดยจุดประทีปโคมไฟให้ลอยไปตามน้ำเพื่อบูชารอยพระพุทธบาทในนาคพิภพ
และยกโคมขึ้นให้สูงเพื่อบูชาพระเกศแก้วจุฬามณี
แล้วชาวล้านนาเล่า
มีการจุดประทีปโคมไฟลอยน้ำเพื่อไปบูชาพระพุทธบาทหรือไม่
ผู้เฒ่าก็จะถามว่าลอยประทีปโคมไฟเมื่อใด
พอบอกว่าวันเพ็ญเดือนยี่
ท่านก็บอกว่าในวันเพ็ญเดือนยี่นั้นชาวบ้านจะปล่อยว่าวฅวันขึ้นฟ้าในตอนสาย
และจุดประทีปโคมไฟตามบ้านเรือนดังที่ปรากฏว่ามีคัมภีร์ชื่ออานิสงส์ผางประทีปบอกถึงผลที่ผู้กระทำจะได้รับจากกการจุดประทีปโคมไฟดังกล่าว
และการจุดประทีปโคมไฟนี้ก็สอดคล้องกับการ เผาเทียนเล่นไฟ
ในกรุงสุโขทัยอีกด้วย
ไม่มีธรรมเนียมการลอยกระทงหรือการจุดประทีปโคมไฟลอยน้ำ
และผู้เฒ่าจะสำทับว่าพิธีกรรมทั้งหลายของชาวล้านนานั้นจะหันหน้าเข้าวัด
ถ้าหันหน้าออกจากวัดไปทำกิจกรรมยังที่อื่นแล้ว
พิธีกรรมดังกล่าวนั้นไม่ใปรากฏในวิถีของล้านนา
ครั้นถามว่าแล้ว
ลอยกระทง เริ่มมาแต่เมื่อใด
ท่านผู้เฒ่าที่คุ้นเคยกับชีวิตในฅุ้มในวัง โดยเฉพาะ
วังท่าเจดีย์กิ่ว
ซึ่งเป็นที่ประทับของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีนั้น
เป็นวังที่อยู่ใกล้กับลำน้ำปิง(ปัจจุบันคือสถานกงสุลอเมริกัน)
พระราชชายาพระองค์นี้เป็นพระราชชายาซึ่งเป็นตำแหน่งเทียบเท่าพระมเหสีในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่
๕
โดยที่พระองค์ท่านเข้ารับราชการในพระบรมมหาราชวังเมื่อชนมายุ
๑๓ ชันษา (พ.ศ.๒๔๒๙)และประทับอยู่ในวังหลวง
หลังจากที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ สวรรคตเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๓
แล้วพระราชชายาฯก็เสด็จมาประทับอยู่ใน ฅุ้ม
หรือวังท่าเจดีย์กิ่ว ดังกล่าวเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๗
พระราชชายาฯ
ได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้ขนบธรรมเนียมโดยเฉพาะพระราชพิธีต่างๆ
เป็นอย่างดี ดังนั้นพระองค์ท่านจึงได้เริ่มการ
ลอยพระประทีป ในลำน้ำปิง ในช่วงประมาณ พ.ศ.๒๔๖๐๒๔๗๐
แต่พระประทีปนอกวังหลวงนี้ทำขึ้นอย่างง่ายๆ
จากวัสดุในธรรมชาติ
คือพระองค์ท่านใช้ชิ้นกาบมะพร้าวกว้างขนาดฝ่ามือตัดโค้งงอนตามสัณฐานของมะพร้าวเพื่อทำหน้าที่เป็น
กระทง
วางประทีปลงบนกระทงนั้นแล้วจุดไฟและปล่อยให้ลอยไปในคืนวันเพ็ญเดือนยี่ของชาวล้านนา
(ตรงกับเพ็ญเดือน ๑๒ ของภาคกลาง)
สิ่งที่ลอยไปตามสายน้ำนั้นจึงจัดได้ว่าเป็นการ
ลอยพระประทีป อย่างง่ายๆ อันจำลองมาจากการลอยพระประทีป
และกิจกรรมนี้ก็สอดคล้องกับลอยโคม หรือ
ลอยกระทงทรงประทีป ของนางนพมาศอีกด้วย
ภายหลังก็มีผู้นิยมลอยกระทงตามพระราชชายาฯ มากขึ้น
ดังพบว่าในครั้งที่นายทิม โชตนา
เป็นนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ในช่วง พ.ศ.๒๔๙๐ นั้น
ก็ได้สนับสนุนการท่องเที่ยวโดยจัดให้มีการลอยกระทงมากขึ้น
และมีการเฉลิมฉลองบริเวณถนนท่าแพ
โดยเฉพาะบริเวณหน้าพุทธสถาน
การลอยกระทงแบบกรุงเทพฯนั้นมีขึ้นอย่างจริงจังเมื่อมีการตั้งสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อ
พ.ศ.๒๕๑๒ โดยเริ่มจัดให้มีการลอยกระทงสองวัน
คือในวันเพ็ญเดือนยี่ จะลอยกระทงเล็ก
และรุ่งขึ้นในคืนแรมหนึ่งค่ำจะมีการลอยกระทงหรือประกวดกระทงขนาดใหญ่
โดยเริ่มที่หน้าเทศบาลเมืองเชียงใหม่ไปสิ้นสุดที่สะพานนวรัฐ
และหลังจากนั้นก็มีการลอยกระทงกันอย่างกว้างขวาง
ดังที่จะพบว่ามีการประกวดนางนพมาศกันทั่วไป
ในขณะเดียวกันก็ยังมีการทำ ประตูป่า อันเนื่องกับการ
ตั้งธัมม์หลวง อยู่เหมือนกัน
แต่ยิ่งมีแสงสีที่กระทงกับประตูป่าและประทีปโคมไฟที่ประดับตามบ้านเรือนถนนหนทาง
มีความงามที่ทรงเสน่ห์ของสาวน้อยนางนพมาศมากขึ้น
และมีแสงสีจากว่าวไฟที่ลอยฟ้าเจิดจรัสมากขึ้นเท่าใด
ความเข้มของวัฒนธรรมใหม่นี้ย่อมมีส่วนขับให้บรรยากาศของการตั้งธัมม์หลวง
และกิจกรรมตามวิถีของล้านนาดั้งเดิมให้โรยแรงลงเพียงนั้น
ขอขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก
http://www.lannaworld.com
http://www.loikrathong.net
(อุดม
รุ่งเรือง)
|