วัดพระธาตุดอยคำ เดิมชื่อว่า วัดสุบรรณบรรพต ซึ่งตั้งอยู่บนดอยคำ แต่ชาวบ้านมักจะเรียกกันว่า
วัดดอยคำ ถือเป็นหนึ่งในวัดที่มีความสำคัญคู่กับประวัติศาสตร์ของอาณาจักรล้านนามาแต่โบราณ ตามประวัติ วัดนี้สร้างโดยพระโอรสทั้ง 2 พระองค์ของ พระนางจามเทวี ปฐมกษัตรีแห่งนครลำพูน คือ เจ้ามหัตยศ และ เจ้าอนันตยศ เมื่อ พ.ศ.1230 จากตำนานก่อนพระพุทธกาลเล่าว่า พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาประทับยังดอยคำ ซึ่งแต่เดิมเป็นที่อยู่อาศัยของยักษ์ 3 ตน ได้แก่ ยักษ์สองผัวเมีย ชื่อ จิคำ และ ตาเขียว และลูกยักษ์อีก 1 ตน โดยยักษ์ทั้ง 3 ตนต้องการจับพระพุทธองค์กินเป็นอาหาร ครั้นพระพุทธองค์ทรงแผ่เมตตาจนยักษ์ทั้ง 3 ตนยอมอ่อนน้อม กราบไหว้บูชา พร้อมทั้งยอมเลิกกินเนื้อมนุษย์ โดยต่อรองขอกินเนื้อสัตว์แทน ทั้งนี้เจ้าเมืองในขณะนั้นก็ยินยอม เพื่อต้องการรักษาชีวิตมนุษย์เอาไว้ นับแต่นั้นมา ก็มีพิธีกรรมการฆ่าโคให้ยักษ์กิน หรือที่ชาวเชียงใหม่รู้จักกันในปัจจุบันนี้ คือ พิธีกรรมเลี้ยงผีปู่แสะ - ย่าแสะ นั่นเอง
บนเนื้อที่ทั้งหมดกว่า 7 ไร่ ภายในวัดพระธาตุดอยคำ ประกอบด้วย พระพุทธพีสีพิงครัตน์เป็น พระพุทธรูปปางมารวิชัย สีขาวผ่องดั่งไข่มุก หน้าตักกว้าง 12 เมตร สูง 17 เมตร ตั้งเด่นตระหง่านอยู่บนดอยคำ สามารถมองเห็นได้แต่ไกล นอกจากนี้ยังมีองค์พระเจดีย์ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมศิลปะแบบล้านนา เจดีย์ทรงกลม ดัดแปลงมาลัยเถาเป็นเหลี่ยม สร้างครอบสถูปโบราณอายุกว่า 1,300 ปี และเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ด้านหน้าเป็นวิหารหลวงที่สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ภายในเงียบสงบ และร่มเย็น เป็นที่ประดิษฐานขององค์พระประธาน
นอกจากสิ่งก่อสร้างที่สำคัญภายในวัดแล้ว จุดเด่นของวัดแห่งนี้อีกอย่างหนึ่งก็คือ ลานชมวิว บริเวณด้านหน้าของพระวิหารเป็นลานชมวิวกว้าง ๆ ที่สามารถมองเห็นเมืองเชียงใหม่ได้ทั้งเมือง โดยเฉพาะอาณาบริเวณของสวนราชพฤกษ์ และเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีทั้งหมด ทั่วทั้งลานปูกระเบื้อง และมีเก้าอี้ สำหรับนักท่องเที่ยว มีการปลูกไม้ดอกไม้ประดับเพื่อเพิ่มความรื่นรมย์ ใครที่มาเที่ยวชมวัดพระธาตุดอยคำไม่ควรพลาด ยิ่งถ้ามายืนมองวิวเชียงใหม่ในช่วงเวลาเย็น ๆ พระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้วละก็ จะเห็นแสงไฟระยิบระยับ และความงดงามของเมืองเชียงใหม่ในเวลากลางคืน คงเป็นภาพที่น่าจดจำยิ่ง
ใครที่มาเที่ยวสวนราชพฤกษ์ หรือเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ก็ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะกลับรถออกไป โดยที่ไม่ขึ้นมายังวัดพระธาตุดอยคำแห่งนี้ เพราะท่านอาจจะไม่ได้เห็นเชียงใหม่ในอีกมุมหนึ่งก็ได้
อันพระธาตุดอยคำนั้นล้ำค่า |
|
สถิตอยู่คู่พารามานานหลาย |
เป็นปูชนียสถานพรรณราย |
|
ปวงทวยเทพกราบไหว้แต่ไรมา |
เป็นสถานศักดิ์สิทธิ์มหิทธ์ยิ่ง |
|
เพราะเป็นมิ่งชาวพุทธสุดจักหา |
บรรจุพระบรมธาตุจอมศาสดา |
|
ประสาทให้ด้วยหัตถาของพระองค์ |
เราชาวไทย ต่างกราบไหว้ด้วยใจภักดิ์ |
|
ช่วยปกปักป้องไว้ให้สูงส่ง |
ช่วยเสริมต่อก่อให้สวยช่วยจรรโลง |
|
เพื่อดอยคำให้ดำรงอยู่คู่ดินฟ้าเอย |
ตำนานพระเจ้าเลียบโลก กล่าวว่า...สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จไปพักประทับนอนที่ภูเขาลูกเล็กลูกหนึ่ง อยู่ทางทิศตะวันตก พระองค์ประทับอยู่ใต้ต้นมะขามใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งใหญ่ประมาณ ๘ กำ สูง ๑๕ ศอก ทรงประทับอยู่เมตตาในที่นั้นตลอดราตรี ในกลางคืนนั้นเทพยดาทั้งหลายก็โสมนัสยินดี จึงบันดาลให้ฝนเงิน ฝนทองคำตกลงมาบูชาพระพุทธองค์ ครั้นสว่างขึ้นมา แก้ว เงิน ทองคำ เหล่านั้นก็หายเข้าไป สู่ใต้ภูเขาลูกเล็กนั้นสิ้น เป็นไปเพราะพุทธานุภาพ เหตุนั้นภูเขาลูกนั้นจึงได้ชื่อว่า
ดอยเขาคำหลวง
(พระธาตุดอยคำ ตำบลแม่เหี๊ยะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่)
แล้วพวกเทพยดาทั้งหลายก็กราบทูลขอรอยพระบาทจากพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ตรัสว่า
สถานที่นี้ ไม่มีที่จะไว้รอยพระบาทตถาคต
พอรุ่งสว่างดีแล้วก็เสด็จไปทางทิศตะวันออก ทรงพบก้อนหินหนึ่งงดงามยิ่ง ทรงประทับนั่งผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ทรงทอดพระเนตรดูสถานที่แห่งนั้น แล้วทรงรำพึงว่า สถานที่นี้ ต่อไปภายหน้าจักเป็นมหานครเมืองใหญ่ จักเป็นที่อยู่แห่งกษัตริย์และคนทั้งหลาย ศาสนาตถาคตจะมาดำรงอยู่ในเมืองที่นี้ เป็นที่รุ่งเรืองยิ่ง จักปรากฏชื่อเสียงไปทั่วทิศ ในเมืองนี้จะมีอารามใหญ่อยู่ ๘ หลัง เหมือนดังที่เคยนั่งภาวนาที่โสฬสสถาน ๑๖ แห่งในเมืองลังกาทวีปนั้นเถิด ทรงรำพึงเช่นนี้แล้ว เสด็จลุกขึ้นแล้วทรงเหยียบรอยพระบาทไว้เหนือหินที่ประทับนั่ง ส่วนรอยพระพุทธบาทที่กล่าวในตำนานนั้นได้จมหายไปในพื้นดิน โดยมีเทพเจ้ารักษาไว้ ซึ่งในกาลเบื้องหน้าจักขึ้นมาปรากฏแก่มหาราชทั่วไป
|
เชียงใหม่มีดีกว่าที่คิด