|
www.MooHin.com
> จังหวัดเชียงใหม่
>
หลายปีให้หลัง กับ สุดอลังการงานพืชสวนโลก
|
หลายปีให้หลัง กับ สุดอลังการงานพืชสวนโลก |
| กว่า หลายปีมาแล้วที่ประเทศไทยเราได้มีการจัดงานระดับโลกขึ้นงานหนึ่ง ผมคิดว่ามีคนไทยมากกว่าครึ่งค่อนประเทศที่ได้มีโอกาสได้มาเที่ยวชมงานที่ยิ่งใหญ่อย่าง"งานมหกรรมพืชสวนโลก2006(ราชพฤกษ์)"นี้ หลายท่านคงคิดว่างานใหญ่ๆระดับโลกอย่างนี้ ใช้พื้นที่ในการจัดงานมากมายขนาดนี้ และใช้งบประมาณในการจัดงานที่มหาศาลอย่างนี้ ที่ผ่านมามีความสวยงามมากมาย และเป็นการจัดงานที่สร้างความภาคภุมิใจให้คนไทยเป็นอย่างมาก ปัจจุบันจะมีสภาพอย่างไร วันนี้หมูหินมีคำตอบมาให้ท่านแล้วครับ ตามมาดูครับว่าจะเป็นยังไงเมื่อเวลาผ่านมา หลายปีแล้ว |
ก่อนอื่นผมขอย้อนความเป็นมาของงานนี้กันสักนิดนะครับ
" งานมหกรรมพืชสวนโลก2006" หรือ "ราชพฤกษ์2549" หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า"Royal Flora Ratchaphruck 2006" งานนี้ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549- 31 มกราคม 2550 นี้ ณ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวง ต.แม่เหียะ จ.เชียงใหม่ ซึ่งใช้พื้นที่ในการจัดงาน 470 ไร่ งานนี้เป็นงานที่รวบรวมสุดยอดความมหัศจรรย์แห่งพรรณไม้ ในพื้นที่เขตร้อนชื้นที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีความหลากหลายมากที่สุดของพรรณไม้กว่า 2,200 ชนิด กว่า 2.5 ล้านต้น(เยอะมากๆๆๆๆๆจริงๆครับ)
งานพืชสวนโลกนี้ยังเป็นการประกาศศักยภาพการผลิตพืชผลทางการเกษตรของไทยด้าน พรรณไม้ดอกไม้ประดับ ไม้สมุนไพร พืชสวนครัว ไม้แปลกหายาก และ พืชผลทางการเกษตร สู่เวทีตลาดการค้าโลก ซึ่งงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ฯ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสที่พระองค์ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี |
เอาละครับย้อนความเป็นมาของงานราชพฤกษ์2549 กันพอหอมปากหอมคอ ก็มาว่ากันถึงปัจจุบันเมื่อช่วงประมาณวันแม่ ผมได้มีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมชมสถานที่ที่ใช้จัดงานเมื่อ หลายปีที่แล้ว ด้านหน้าบริเวณถนนทางเข้า ต้นไม้ดอกไม้ในสองข้างทางยังคงเขียวขจีและดูสวยงาม พอดีว่าวันนั้นบรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน ทำให้มองเห็นทิวเขาที่เป็นเหมือนแบ็คกราวน์ มีหมอกล่องลอยอยู่ปลายเขาอย่างสวยงาม |
| ผมขับรถมาจอดในลานจอดรถเห็นมีรถเยอะอยู่เหมือนกัน จากการได้พูดคุยกับหลายๆท่านในบริเวณลานจอดรถ จึงรู้ว่ามาจากหลากหลายสารทิศเหมือนกันแฮะ บ้างก็มาจาก จ.แพร่ จ.ตาก จ.นครสวรรค์ กรุ๊ปจาก จ.เพรชบุรี ยังมีมาเลยครับ ผมคิดว่า น่าจะมีคนที่อยู่ จังหวัดไกลๆกว่านี้มาเที่ยวเหมือนกัน ถามหลายๆท่านว่าทำไมถึงมาที่นี่ คำตอบที่ได้มาเหมือนๆกันคือ "อยากมาดูว่าตอนนี้ที่นี่จะเป็นยังไง หลังจากงานเสร็จสิ้นไปแล้ว" แต่บางท่านที่มาก็เพราะช่วงที่มีการจัดงานไม่ได้มีโอกาสมาเที่ยว ครั้งนี้มางานสัมนากันที่เชียงใหม่ เลยถือโอกาสมาแวะชม |
| บนยอดเนิน เป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นพื้นที่ และสิ่งก่อสร้างต่างๆภายในได้อย่างชัดเจนพอสมควร เท่าที่ผมมองๆดูจากจุดนี้ ความสวยงามโดยรวมยังมีอยู่เหมือนๆเดิมครับ สิ่งก่อสร้างและต้นไม้ดอกไม้ยังคงได้รับการดูแลอย่างดี แต่สิ่งที่ขาดหาย และแตกต่างจากเมื่อ หลายปีก่อนก็คือ ภาพที่มีผู้คนมากมายเบียดเสียดกันเข้ามาเยี่ยมชมงาน วันนี้ดูโล่งๆสบายๆจัง เดี๋ยวผมจะพยายามเก็บภาพมาให้ชมกัน ให้มากที่สุด ในหลายๆมุม เผื่อว่าบางทีหลายๆท่านที่ยังหาโอกาสมาชมอีกครั้งไม่ได้ แต่อยากจะเห็นมุมโปรดที่ตัวเองเคยมาชม ว่ามันมีอะไรเปลี่ยนไปมั๊ย |
| ภายในงาน เมื่อได้เข้ามาดูใกล้ๆ ผมยังคงเห็นสิ่งก่อสร้างต่างๆ และงานประติมากรรมต่างๆ ยังอยู่ที่เดิม สีสันและความงามก็ยังได้รับการดูแลอยู่เสมอ บริเวณที่เคยเป็นที่จำหน่ายสินค้าหรรถกรรมต่างๆ มองเห็นผู้คนมากมายเข้าแถวรอซื้อตั๋วรถราง ซึ่งจำหน่ายในราคาใบละ 20บาท และสามารถขึ้น-ลงตามสถานที่จุดจอดต่างๆได้ ผมไม่รอช้าเลยครับที่จะไปเข้าแถวซื้อ เพราะว่าถ้าบ้าพลังเดินเองคงขาลากแน่ๆเลยครับ (เซฟๆตัวเองไว้หน่อยดีกว่า) |
| จุดแรกที่ลงชมคือ บริเวณสวนของประเทศภูฐาน ซึ่งส่วนนี้เค้าเปิดให้ชมแค่ ประเทศภูฐาน ประเทศกัมพูชา ประเทศเคนย่า ประเทศญี่ปุ่น และประเทศจีน สวนต่างๆเหล่านี้ในส่วนของสิ่งก่อสร้างยังคงสภาพเดิมไว้อยู่ มีเพียงแต่ดอกไม้ที่อาจจะดูร่วงโรยบ้าง และไม่ได้มีดอกไม้ที่เป็นไฮไลท์ของแต่ละประเทศปลูกไว้ในสวนเหมือนอย่างเดิม คงเป็นเพราะดอกไม้แต่ละชนิดเหมาะกับสภาพอากาศที่แตกต่างกัน การที่นำชนิดที่ไม่ได้มีอยู่ในบ้านเรามาปลูกทำให้การดูแลยาก และผู้ดูแลต้องมีความชำนาญและเข้าใจวิธีการดูแลเป็นอย่างมาก ทางส่วนผู้ดูแลเลยต้องปลูกชนิดที่เหมาะกับบ้านเราไว้แทน |
จุดที่สองที่แวะชมคือ"หอคำหลวง" ซึ่งเป็นจุดที่เด่นที่สุดภายในงานนี้ และปัจจุบันนี้ยังคงความวิจิตร และงดงามไว้เหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน อดไม่ได้ที่จะเก็บภาพในโซนนี้ไว้ซะทุกซอกทุกมุม และเยอะเป็นพิเศษ มองจากมุาด้านบนหอคำหลวงไปรอบๆ สวยงามมากครับ ไม่มีผู้คนมากมายเดินไป-มา ทำให้บังความสวยงามเหมือนก่อน ตอนนี้ดูได้สุดลูกหูลูกตาเลยละครับ แถมยังสูดอากาศบนนี้ได้แบบเต็มๆปอด
|
| จุดที่สาม เป็น"เรือนร่มไม้" แม้อากาศภายนอกจะอบอ้าวไปสักนิด แต่ภายในเรือนแห่งนี้ เมื่อได้เข้ามาแล้วรู้สึกสดชื่นขึ้นทันทีเลยครับ ภายในก็มีพันธ์ไม้ในร่มต่างๆ และมีการตกแต่งสวนหย่อมด้วยตุ๊กตาดินปั้นน่ารักๆ สะพานแขวนที่มีให้เดินชมสวนในมุมสูงก็ยังคงเปิดให้ขึ้นไปเดินชมอยู่ พันธุ์ไม้หลากหลายชนิดในนี้บางชนิดก็หาชมได้ยาก เพราะหากจะได้ชมถึงถิ่นที่อยู่ของมันจริงๆ คงตกบุกป่าผ่าดงไปอย่างทุลักทุเลกันล่ะครับกว่าจะได้ชมกัน ผมว่ามาที่นี่ก็พอแล้วครับได้เห็นได้ชมกันแบบไม่ลำบากดี |
| จุดที่สี่ เป็นจุดสุดท้ายที่รถรางจะพาเรามาชมก่อนถึงจุดที่เราซื้อตั๋วนั่งรถมา ซึ่งจุดนี้โซนไม้ในธรรมชาติ ในบริเวณนี้ก็จะมีบ้านทรงไทยอยู่หลายหลัง ซึ่งภายในบ้านแต่ละหลังไม่มีข้าวของอยู่แล้ว เป็นเพียงบ้านที่ว่างเปล่า สภาพตัวบ้านก็ไม่ได้มีอะไรเสียหายเลยครับ การดูแลรักษาก็ดีเยี่ยมเหมือนสิ่งก่อสร้างอื่นๆครับ ถัดมาติดๆก็ก็จะเป็นอาคารสีส้มที่มีหลังคา หรือดาดฟ้า เป็นจุดชมวิวได้อีกจุดหนึ่ง ซึ่งจุดนี้ตอนเมื่อมีงาน ผู้คนจะเยอะมากจนไม่มีที่ๆจะถ่ายรูปสวยๆกัน วันนี้หมูหินได้เป็นเจ้าของมุมนี้แต่เพียงผู้เดียวครับ เลยกดภาพมาซะแบบไม่ยั้งมือ |
| โดยรวมแล้ว เมื่อหลายปีก่อน สถานที่แห่งนี้จะได้ตอนรับผู้คนมากมายจากทุกทั่วสารทิศ ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ กระทั่งปัจจุบันนี้แม้ผู้คนที่มาเยี่ยมชมจะเทียบไม่ได้กับตอนนั้น แต่ความสวยงามของที่นี่ก็ยังคงมีให้เราได้ชื่นชม และหวนรำลึกได้ว่า ครั้งหนึ่งเราเคยได้มาสัมผัสความสุขความสวยงามกับที่แห่งนี้ แม้เวลาจะผ่านไป สถานที่แห่งนี้ก็ยังคงความสวยงามและอลังการไว้ให้เราได้ชื่นชมเสมอ |
แผนที่สำหรับการเดินทาง สามารถใช้อันเดิมได้ครับ |
|
|
|
เชิญแนะนำการเดินทาง ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ความประทับใจ
|
|
|