ถ้าเพื่อน ๆ พร้อมแล้วก็เตรียมไฟฉายแล้วไปกันเลยจ้า เริ่มตั้งแต่ปากทางเข้าถ้ำต้องชำระค่าบำรุงถ้ำเสียก่อน คนละ 10 บาทเองไม่แพงเลย ถือว่าเป็นการทำบุญ เพื่อเป็นการรักษาถ้ำหลวงเชียงดาวให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปนาน ๆ จากนั้นก็จะได้บัตรค่าบำรุงคนละ 1 ใบ หย่อนลงในหีบให้เรียบร้อย เมื่อเดินขึ้นมาถึงประตูถ้ำ เดินลงบันไดประมาณ 5 ขึ้น ก็จะเห็นปล่องแจ้ง ซึ่งจะสามารถมองเห็นองค์พระพุทธรูปอยู่ในพุทธลักษณะทั้งนั่ง นอน และยืน ก็ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะลืมกราบไหว้บูชาก่อนจะเดินต่อไปในถ้ำ
พอเข้าไปในถ้ำก็จะพบกับจุดบริการนักท่องเที่ยว จุดนี้ก็จะมีบรรดามัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่จะคอยแนะนำเส้นทางการเดินชมภายในถ้ำ สำหรับเส้นทางในการเที่ยวชมถ้ำก็จะแบ่งเป็นสองเส้นทาง ซึ่งเส้นทางที่หนึ่งจะเป็นเส้นทางสู่วัดพระนอน เป็นเส้นทางที่มีไฟฟ้าสว่างตลอดทาง นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมได้ด้วยตัวเอง ส่วนเส้นทางที่สองจะเป็นเส้นทางสู่ถ้ำม้า ถ้ำลับแล และถ้ำแก้ว ซึ่งนักท่องเที่ยวไม่สามารถที่จะเดินชมด้วยตัวเองได้ เพราะไม่มีแสงสว่าง นักท่องเที่ยวจะต้องติดต่อมัคคุเทศก์เพื่อนำทาง จะมีค่าบริการดวงไป 100 บาท สำหรับนักท่องเที่ยวหนึ่งกลุ่ม ๆ ละ 7 -8 ท่าน
เอาเป็นว่าหมูหินเลือกที่พาเพื่อน ๆ เดินเที่ยวไปยังเส้นทางสู่ถ้ำพระนอนดีกว่า เพราะเส้นทางนี้มีแสงสว่างมากพอสำหรับการเก็บภาพและวีดีโอประทับใจ เพื่อน ๆ จะได้รู้สึกและเห็นสิ่ง ๆต่างเหมือนมาเทียวด้วยตัวเอง ระยะทางที่จะเดินไปยังถ้ำพระนอนรวมทั้งหมดประมาณ 660 เมตร ทางเดินง่ายและสะดวก อีกทั้งหายใจได้สะดวกไม่อดอัดอย่างที่คิด อากาศเย็นสบาย ระหว่างทางก็จะพบเห็นกองทรายและเจดีย์ทรายอยู่ทางด้านซ้ายมือ มีสะพานคอนกรีตข้ามเหวอยู่ประมาณ 2 3 แห่ง ตื่นเต้นมาก ๆ ระหว่างทางก็จะได้ยินเสยงน้ำตกกระทบกับพื้นเป็นระยะ ๆ หมูหินพยายามตามหาอยู่นานก็เจอจนได้
แต่แปลกเมื่อเอามือมารองน้ำกลับไม่ยอมหยดเสียนี่ จริง ๆ ไม่ได้โม้ ส่วนพื้นก็จะค่อนข้างแฉะจากน้ำที่หยดมาจากผนังถ้ำ แต่ไม่ถึงกลับมากจนเดินไม่ได้ ก็ใช้ความระมัดระวังในการเดินพอสมควร นอกจากนั้นก็จะพบเห็นหินงอกหินย้อยตลอดเส้นทาง ขอบอกว่าสวยงามมาก ๆ มีหลายรูปลักษณะซึ่งสามารถจินตนาการเป็นรูปต่าง ๆ ได้ หมูหินก็ไม่พลาดที่จะเก็บภาพมาฝากเพื่อน ๆ
บางจุดก็จะมีแสงระยิบระยับจับตา เมื่อกระทบกับแสงไฟ บริเวณเหล่านี้เกิดจากการละลายของสารแคลเซียมคาร์บอแนต ทำให้เกิดเป็นตะกอนหินปูนบริเวณผนังถ้ำ เมื่อกระทบกับหยดน้ำและแสงสว่างก็จะเกิดเป็นแสงระยิบระยับจับตานั่นเอง
และแล้วก็เดินมาถึงถ้ำพระนอนจนได้ ถ้ำพระนอนแห่งนี้มีหินงอกหินย้อยที่ธรรมชาติได้สร้างสรรไว้ให้อย่างงดงามให้ดูให้ชมอย่างไม่รู้เบื่อเลย อีกทั้งยังสนุกกับการจินตนาการให้เป็นรูปต่าง ๆ เช่นรูปยักษ์นอน รูปประตูโค้ง รูปเจดีย์ รูปก้อนเมฆ และเชื่อว่าหากใครได้มาชมก็จะจินตนาการไปได้อีกมากมายเลยทีเดียว นอกจากความงดงามของบรรดาหินงอกหินย้อยแล้ว จุดมุ่งหมายของการเดินสู่ถ้ำพระนอนนั่นก็คือ การเข้ามากราบนมัสการองค์พระกัสสปะ
ซึ่งเป็นพระพุทธรูปโบราณ อยู่ในพุทธลักษณะนอนหงายอยู่บนแท่นชิดหัวบันไดในห้องโถงกว้าง องค์พระนอนมีความยาวโดยประมาณ 2 เมตร เชื่อกันว่าถ้าสามารถเดินเข้ามากราบนมัสการองค์พระกัสสปะได้
เมื่อกลับออกไปจากถ้ำ ชีวิตก็จะพบแต่ความสุขความเจริญ
เที่ยวถ้ำทริปนี้ทำให้หมูหิน.คอมได้ข้อคิดต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินมีค่ามากมายที่ถูกเก็บไว้ในถ้ำ ยังคงมีอยู่ไว้ให้คนรุ่นหลังอย่างเรา ๆ ได้เห็น ได้ชื่นชม แสดงว่าคนในสมัยก่อนนั้นไม่ได้ใคร่อยากได้ อยากมีและอยากครอบครองของที่ไม่ใช่ของตน และที่สำคัญการใช้ชีวิตในถ้ำ เปรียบเสมือนการหลุดพ้นซึ่งกิเลศ ตัณหาต่าง ๆ การมีชีวิตอยู่บนความพอเพียง ใช้ชีวิตอยู่อย่างเพียงพอกับสิ่งที่มี ไม่ดิ้นรนไขว่คว้าสิ่งที่ไกลเกินตัว นั่นคงจะเป็นชีวิตบนลมหายใจอย่างมีความสุข ซึ่งไม่มีอีกแล้วในปัจจุบัน |