|

"วันเพ็ญเดือนสิบสอง
น้ำนองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิง
สนุกกันจริง วันลอยกระทง ลอย ลอยกระทง ลอย ลอยกระทง
ลอยกระทงกันแล้ว ขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง
รำวงวันลอยกระทง รำวงวันลอยกระทง
บุญจะส่งให้เราสุขใจ บุญจะส่งให้เราสุขใจ"

วันนี้หมูหิน.คอม เราพาเที่ยวงานลอยกระทง 3
งานซ้อนเลยครับ ประกอบด้วย งานลอยกระทงสุโขทัย
ลอยกระทงสายตาก และลอยกระทงที่เชียงใหม่ครับ
งานประเพณีลอยกระทงสายจังหวัดตาก
เรามาเริ่มกันด้วยลอยกระทงสายกันก่อนนะครับ
งานประเพณีลอยกระทงของไทย
งานประเพณีลอยกระทงนั้นมีมาแต่โบราณกาล
โดยมีคติความเชื่อว่าเป็นการบูชาขอขมาต่อแม่พระคงคา
เป็นการสะเดาะเคราะห์ การบูชาพระเจ้าในศาสนาพราหมณ์
และการบูชารอยพระพุทธบาท
การลอยกระทงจะนิยมทำกันในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองของทุก ๆ ปี
เป็นช่วงที่น้ำในแม่น้ำลำคลองจะขึ้นสูงและมีอากาศเย็น
ในตามพระราชนิพนธ์พระราชพิธีสิบสองเดือน
และตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ได้กล่าวว่า นางนพมาศ
หรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ พระสนมเอกในพระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัย
เป็นผู้ริเริ่มประดิษฐ์กระทงสำหรับลอยประทีปเป็นรูปดอกบัวบานขึ้น
เป็นแบบที่คนทั่วไปนิยมจัดทำสืบทอดต่อกันมา
นอกจากนั้นในศิลาจารึกหลักที่ 1 ยังได้กล่าวถึง งานเผาเทียน
เล่นไฟ ของกรุงสุโขทัยไว้ด้วยว่า
เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย
ทำให้ผู้รู้ทั้งหลายสันนิษฐานตรงกันว่า
งานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทงอย่างแน่นอน

งานประเพณีลอยกระทง เป็นงานประเพณีโบราณที่เก่าแก่ของไทย
แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่ชี้ชัดว่าทำกันมาตั้งแต่เมื่อไร
แต่เท่าที่ปรากฏ
พบว่ามีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานีและในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสันนิษฐานว่า
เดิมทีเห็นจะเป็นพิธีของพราหมณ์ใช้ในการกระทำเพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้าทั้งสาม
คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม
ต่อมาได้ถือตามแนวทางพระพุทธศาสนา
มีการชักโคมเพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุพระจุฬามณีในชั้นดาวดึงส์
และลอยโคมเพื่อการบูชารอยพระพุทธบาท ซึ่งประดิษฐาน ณ
หาดทรายแม่น้ำนัมมทา ในสมัยสุโขทัย
นางนพมาศพระสนมของพระร่วงได้คิดทำกระทงถวายเป็นรูปดอกบัวและรูปต่าง
ๆ ให้ทรงลอยตามสายน้ำไหล

พระร่วงเจ้าทรงพอพระราชหฤทัยกระทงดอกบัวของนางนพมาศมาก
จึงโปรดให้ถือเป็นเยี่ยงอย่าง และปฏิบัติสืบต่อกันมา
จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาและสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยเหตุนี้
กระทงรูปดอกบัวจึงปรากฏมาจนทุกวันนี้ แต่เปลี่ยนชื่อเรียกว่า
"ลอยกระทงประทีป" ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ได้ทรงตัดพิธีต่าง ๆ
ที่เห็นว่าสิ้นเปลืองออก ต่อมาในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6
ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีนี้อีก ปัจจุบันนี้
การลอยพระประทีปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงกระทำเป็นการส่วนพระองค์ตามพระราชอัธยาศัย
แต่พิธีของชาวบ้านยังคงทำกันอยู่เป็นประจำตลอดมา

งานประเพณีลอยกระทงสุโขทัย
งานนี้ยิ่งใหญ่จัดติดต่อกันมาทุกปี เน้นการแสดง แสงสีเสียง
เป็นหลัก จุดเด่นที่เมืองสุโขทัยที่จะประดับไฟสายงามมาก
และก็มีงานลอยกระทงด้วย ทีมงานหมูหิน..คอม
เราเก็บภาพอย่างสวยมาฝากกันด้วยครับ
ประเพณียี่เป็งจังหวัดเชียงใหม่
โคมลอยของล้านนาที่โด่งดังไปทั่วโลก
ปีที่แล้วนายหมูหินพาไปลอยกระทงสวรรค์
จังหวัดแม่ฮ่องสอนที่พระธาตุดยกองมู
ปีนี้หมูหินพาเที่ยวลอยกระทงหรือประเพณียี่เป็งจังหวัดเชียงใหม่กันบ้าง
เดินทางท่องเที่ยวไปกับหมูหิน.คอม นายหมูหินซะอย่าง
พาท่านๆเที่ยวทั่วโลกอยู่แล้วครับท่าน
หมูหิน.คอม
พาเที่ยวประเพณีที่สืบทอดมายาวนาน
และทุกวันนี้เองก็ยังคงสืบทอดประเพณีดีงามนี้ไว้ นั่นก็คือ
ประเพณียี่เป็ง
เป็นประพณีที่ชาวล้านนาสืบทอดกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี
เป็นประเพณีที่เก่าแก่และโด่งดังไปทั่วโลก
ประเพณียี่เป็งของชาวล้านนา
นับเป็นประเพณีที่เก่าแก่ที่ยึดถือและปฏิบัติสืบเนื่องกันมาตั้งแต่โบราณกาล
วิถีชีวิตของชาวล้านนานั้น
เป็นที่ประจักษ์ถึงความงดงามอ่อนช้อย
และเป็นที่ประทับใจแก่ผู้ที่พบเห็น ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ
ซึ่งความงามทั้งหมดนี้ ได้รับอิทธิพลมาจากพระพุทธศาสนา
เป็นเวลายาวนานกว่า 700 ปี ประเพณียี่เป็ง หรือ "ยี่เป็ง"
หรือวันเพ็ญเดือนยี่ของชาวล้านนา ตรงกับวันเพ็ญเดือน 12
ของภาคกลาง อันเป็นช่วงปลายฤดูฝน ต้นฤดูหนาว
อากาศปลอดโปร่งท้องฟ้าแจ่มใส
ธรรมเนียมปฎิบัติของชาวล้านนาอย่างหนึ่งนอกเหนือจากการลอยกระทงในแม่น้ำก็คือ
การจุดประทีปโคมลอยขึ้นไปสว่างไสวบนท้องฟ้า
โดยมีคติความเชื่อว่า เพื่อบูชาพระเกตุแก้วจุฬามณี
บนสรวงสวรรค์ หรือบ้างก็เชื่อว่าเป็นการลอยเคราะห์
หรือสะเดาะเคราะห์ ให้เกิดความเป็นมงคลแก่ชีวิต

งานนี้นายหมูหินได้พาเที่ยวดูความอลังการของการลอยโคมที่จังหวัดเชียงใหม่
และที่พลาดไม่ได้คือการลอยโคมนับพันดวง ณ
ลานของธุดงคสถานล้านนา(Lanna Dhutanka)
สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ประติบัติธรรม
ทุกๆปีจะมีการลอยโคมเป็นพันๆดวง
เพราะผู้คนจะแห่แหนมากันทุกทั่วสารทิศ
ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งมังค่าหรือชาวต่างชาติที่เดินทางมาร่วมงานประเพณียี่เป็ง
ส่วนการมาร่วมงานของทุกท่านที่มานี้ตั้งใจที่จะมาลอยลอยโคมและดูความอลังการของประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนานเท่านั้น
จากที่เราได้มองดูเราได้เห็นสื่อวิทยุหนังสือพิมพ์ต่างเดินทางมาเก็บภาพที่สวนงามนี้
เพื่อนำไปเผือแพร่แก่ชาวโลก
ดูความอลังการของประเพณียี่เป็งนี้ได้ที่รูปที่ทีมงานเราเก็บให้ได้ชมกันแบบจุใจครับ

และอีกสถานที่หนึ่งที่เราชาวหมูหินพลาดไม่ได้อีกเช่นกันก็คือริมแม่น้ำปิง
เพราะเป็นสถานที่ที่จัดงานประเพณีลอยกระทงหรือประเพณียี่เป็ง
ที่ชาวชียงใหม่และนักท่องเที่ยวมารวมตัวกันเยอะที่สุด
เพราะตลอดเส้นทางแม่น้ำปิงมีผู้คนแห่แหนกันมาแน่นขนัด
ริมสองฝั่งน้ำปิงนั้นแทบจะไม่มีที่เดิน
ไม่ว่าจะเป็นสะพานหรือตึกต่างๆที่อยู่ริมแม่น้ำปิงนั้นมีผู้คนออกมาดูการแห่ขบวนกระทง
นางนพมาส หรือการประดิดประดอยกระทงเล็กใหญ่ต่างๆ
ริมข้างทางก็จะมีขนม ปลาหมึกย่าง ไก่ย่าง ข้าวต้ม
และเห็นจะเนขายดีที่สุดก็คือเส้นหมี่ผัด อยู่เยอะแยะเต็มไปหมด
และที่ขาดไม่ได้ของประเพณียี่เป็งนี้ก็คือดอกไม้ไฟ
ที่เห็นจะมีขายอยู่ทุกทั่วสารทิศของงานยี่เป็ง

ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็จะเจอแต่ร้านขายดอกไม้ไฟ
เพราะดอกไม้ไฟนี่เองที่เป็นสีสันของงานลอยกระทงหรือประเพณียี่เป็ง
หากเราเข้าเขตเมืองเชียงใหม่เราจะได้ยินการจุดพลุ การจุดประทัด
และดอกไม้ไฟสวยๆ
และที่เห็นได้เด่นชัดคือการลอยโคมเพราะหากว่าเราเดินทางไปยังริมแม่น้ำปิงไม่ได้ให้สังเกตุว่าโคมที่ลอยอยู่นั้นอยู่ทางไหนแล้วเราจะไปถูกเอง
เพราะโคมที่ทยอยลอยขึ้นบนฟ้านั้นจะเป็นจุดที่เค้าจัดงานประเพณียี่เป็งนั่นเอง
และเห็นได้ชัดเจนมาก แต่ต้องระวังรถหน่อยนะครับ
เพราะนักท่องเที่ยวและคนพื้นที่เค้าออกมาลอยโคมกันเยอะมากๆ
แต่ก็มีที่ให้เราได้รับฝากรถโดยเฉพาะรถมอร์เตอร์ไซน์นี่เยอะมากๆมากจริงๆ
เพราะคนเชียงใหม่เค้าชอบใช้มอร์เตอร์ไซน์กันครับเพราะเดินทางสะดวกและอากาศที่หนาวเย็นนั่นเอง

เมื่อถึงเทศกาลลอยกระทงหรือประเพณียี่เป็งของเชียงใหม่ทุกๆท่านคงทราบกันดีว่าอากาศที่เชียงใหม่เริ่มหนาวเย็นแล้ว
และนี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่จูงใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางหลั่งไหลมาเมืองล้านนาแห่งนี้
อากาศที่เชียงใหม่ช่วงยี่เป็งนี้เย็นน่าเดินเที่ยวเล่นมาก
โดยเฉพาะคืนวันแห่กระทงใหญ่ของชาวเชียงใหม่ที่เป้นคืนสุดท้ายของงานประเพณียี่เป็ง
อากาศตอนประมาณสามทุ่งของคืนวันที่ 25
พฤษจิกายนนี้อยู่ที่ประมาณ 20
องศาก็ว่าได้เพราะอากาศเย็นมากครับ
ผมมองไปทางไหนก็เห็นนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะฝรั่งชาวต่างชาติเยอะมาก

ที่เป็นสีสันของงานก็คือการแห่กระทงใหญ่
ที่แต่ละสถาบันไม่ว่ารัฐหรือเอกชน
ได้มีการจัดแต่งกระทงใหญ่เพื่อมาร่วมขบวนการประกวดกระทงใหญ่ของชาวเชียงใหม่
เพราะที่เชียงใหม่นี้เค้าจะมีงานเทศกาล 3 วัน
วันแรกคือการลอยโคมและประทีป วันที่ 2 จะมีการแห่กระทงเล็ก
วันที่ 3
จะมีการแห่กระทงใหญ่ซึ่งกระทงใหญ่จะเป็นคืนวันสุดท้ายของเทศกาลยี่เป็ง
ไม่ว่าคืนไหนก้จะมีผุ้คนแน่นขนัด
เพราะขบวนแห่แต่ละขบวนมีสีสันสวยงามสมกับเป็นประเพณีของไทยเราอย่างยิ่ง

ฝรั่งมังค่านี่ดูกันตาใกระพริบเลยครับ
อย่าว่าแต่ชาวต่างชาติเลย
นายหมูหินอย่างผมเองยังติดตาตรึงใจเลยทีเดียว
เพราะพึ่งเดินทางมาเก็บข้อมูลงานยี่เป็งด้วยตัวเอง
ทำให้ประทับใจไม่รู้ลืมเลย
สีสันที่เพิ่มเติมของงานก็คือการจุดประทัดของประชาชนที่เข้ามาร่วมงาน
และนี่เองก็เป็นสีสันของงานลอยกระทงหรือยี่เป็งนี่เอง
แต่ก็สนุกและสะใจดีครับ
หากใครที่ยังไม่เคยได้สัมผัสประเพณีงานยี่เป็งนี้ก็ต้องลองสักครั้งในชีวิตก็ยังดครับ
และอีกอย่างก็เป็นการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของไทยเราไว้อีกด้วย

เส้นทางที่เป็นจุดศูนย์รวมของงานยี่เป็งก็คือเส้นทางริมแม่น้ำปิงในตัวเมืองเชียงใหม่แถวกาดดอกไม้หรือที่เห็นชัดที่สุดก็น่าจะเป็นร้านกู๊ดวิวและริเวอร์ไซน์
ประมาณนี้เพราะผมลองถามคนเชียงใหม่ดูเค้าบอกว่าหากอยู่แถวๆร้านริเวอร์ไซน์จะเห็นทุกมุมของงานยี่เป็งเลย
แต่ต้องจองโต๊ะก่อนนะครับ
หากจะมาช่วงเทศกาลยี่เป็งต้องจองล่วงหน้าเป็นเดือนๆเลย
หากใครอยากไปในปีต่อๆไปก็สามารถติดต่อได้ที่ร้าน THE RIVERSIDE
BAR&RESTAURANT หรือเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่
http://www.moohin.com/trips/chiangmai/riverside/index.shtml
ที่ทีมงานหมูหินเก็บข้อมูลมาเองครับ

ประวัติประเพณียี่เป็ง
ประเพณีลอยกระทง หรือ ลอยโขมด
มีมาแต่โบราณเป็นประเพณีเก่าแก่ของล้านนาไท
ที่นับถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15
นับตั้งแต่อาณาจักรหริภุญชัย อาณาจักรล้านนา
โดยเมื่อถึงเดือนยี่เป็งก็กระทำพิธีลอยโขมด
เป็นการลอยกระทงความหมายคือ
1. การลอยเพื่อ บูชาท้าวพกาพรหม
2. การลอยเพื่อ ลอยเคราะห์ลอยบาป
3. การลอยเพื่อ ส่งสิ่งของ
4. การลอยเพื่อ บูชาพระนารายณ์ซึ่งบรรทมสินธุ์อยู่ในมหาสมุทร
5. การลอยเพื่อ บูชาอุบคุดด์เถระ
ซึ่งบำเพ็ญเพียรบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล

ประเพณีลอยกระทงทางภาคเหนือเรียก ประเพณียี่เป็ง
ตรงกับเดือนยี่ ขึ้น 1415 ค่ำ ประเพณีลอยกระทงทางภาคเหนือนี้
ตามหนังสือพงสาวดารโยนก และหนังสือ จามเทวีวงศ์
กล่าวสอดคล้องเหมือนกันว่า
เมื่อจุลศักราชได้ 309 (พ.ศ. 1490)
พระยาจุเลราชได้ครองราชสมบัติในนครหริภุญชัยสมัยนั้นได้เกิดโรคระบาดขึ้น
ที่ตำนานเรียกว่า โรคหิว หรือ โรคห่า หรือ โรคอหิวาตกโรค
ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก
บางพวกที่มีชีวิตอยู่เห็นว่าถ้าอยู่ต่อไปต้องตายแน่
จึงพากันอพยพไปอาศัยอยู่ในเมือง สุธรรมวดี คือเมืองสะเทิม
ประเทศรามัญ หรือ มอญ ต่อมาพระเจ้าพุกาม
กษัตริย์พม่าตีได้เมืองสะเทิม
ได้เก็บเอากุลธิดาของชาวเมืองไปเป็นบาทบริจาริกาเป็นจำนวนมาก

เมื่อเบื่อหน่ายก็ทอดทิ้งไม่ชุบเลี้ยงเหมือนดั่งก่อน
พวกชาวเมืองหริภุญชัยก็อพยพหนีไปอาศัยอยู่กับพระเจ้าหงสาวดี
ซึ่งพระองค์ทรงให้ความอนุเคราะห์ ชุบเลี้ยงเป็นอย่างดี
หลังจากที่อาศัยอยู่ไม่นาน
ชาวเมืองได้ทราบข่าวว่าโรคระบาดทางนคร หริภุญชัยสงบแล้ว
ก็คิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองก็พากันกลับมายังนครหริภุญชัยอีกครั้ง
บางคนต่างก็แต่งงานมีครอบครัวก็ไม่กลับมายังนครหริภุญชัย

ยังคงอยู่ที่เดิม ในเมืองหงสา ครั้นถึงเดือนยี่เป็ง
ที่ครบรอบที่ได้จากพี่น้องทางเมืองหงสามา ก็ได้จัดแต่งธูปเทียน
เครื่องสักการะ บูชา อาหาร เสื้อผ้า วัตถุข้าวของ
ใส่ในแพไหลล่องลอยตามแม่น้ำเพื่อเป็นการระลึกนึกถึงยังญาติพี่น้อง
โดยคิดว่าสิ่งเหล่านั้นจะล่องลอยไปถึงญาติที่อยู่ในเมืองหงสาอันไกลโพ้น
การกระทำพิธีดังกล่าวเรียกกันว่า ลอยโขมด หรือลอยไฟ
และถือเป็นประเพณีสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
(การลอยกระทงนั้นในสมัยอาณาจักรล้านนาโบราณเรียกว่า ลอยโขมด
คำว่าโขมดเป็นชื่อผีป่า เรียกกันว่าผีโขมด
ชอบออกหากินเวลากลางคืน
จะมีพะเนียงแสงไฟเห็นเป็นระยะคล้ายผีกระสือ ดังนั้น
กระทงที่จุดเทียนลอยน้ำแสงไฟจะกระทบกับน้ำทำให้
เงาเกิดขึ้นสะท้อนวับๆแวมๆ จะเหมือนแสงไฟของผีโขมด
ดังนั้นทางล้านนาโบราณ จึงเรียกการลอยกระทงว่า ลอยโขมด )

ในสมัยอาณาจักรล้านนาไท พุทธศักราชได้ 2061
ตรงกับรัชกาลของพระเจ้าดิลกปนัดดาธิราช (พระเมืองแก้ว)
แห่งราชวงศ์มังราย เทศกาลเดือนยี่เป็งเป็นประเพณี
ที่ยิ่งใหญ่มาก
อาณาประชาราษฎร์ต่างพากันไปบูชาพระเจ้าในอารามข่วงแก้วทั้งหลาย
มากมายไปด้วยผู้คนหนุ่มสาว ผู้เฒ่า ผู้แก่
รื่นเริงม่วนเล่นมหรสพสมโภชคึกครื้น เป็นที่พึงพอใจอย่างยิ่ง
ดังโคลงนิราศหริภุญชัยกล่าวไว้ถึงเดือนยี่เป็ง
ซึ่งแสดงให้เห็นถึง
กวีในสมัยนั้นมีความนิยมชมชอบจึงได้นำมาสอดแทรกไว้ในนิราศของตน

ประเพณีเดือนยี่เป็ง
มาถึงพอเริ่มขึ้น 1 ค่ำ เดือนยี่
ทุกวัดวาอารามจะจัดเตรียมสถานที่ในวัดปัดกวาดพระวิหารศาลาให้สะอาด
และจัดเตรียมสิ่งของดังต่อไปนี้
1. ทำราชวัตร รอบวิหาร เจดีย์ ทำซุ้มประตูป่าทางเข้าวัด
2. ทำโคมแขวน โคมค้าง โคมรูปต่างๆ
3. ทำว่าว หรือ โคมลอย ซึ่งจะมีอยู่ ๒ ชนิดคือ
3.1 โคมที่ใช้ปล่อยตอนกลางวันจะเรียกว่า ว่าว โดยใช้วิธีรมควัน
3.2 โคมปล่อยตอนกลางคืนใช้วิธีรมควันเหมือนว่าวที่ปล่อยกลางวัน
แต่จะจุดไฟที่ท่อนผ้าผูกติดกับปากโคมลอยปล่อยสู่อากาศ
โคมจะลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ คล้ายดาวเคลื่อนคล้อยในเวหา
4. การทำบอกไฟ ( บั้งไฟ ) ประกอบด้วยบอกไฟหลายชนิด เช่น
บอกไฟดอก บอกไฟดาว บอกไฟเทียน บอกไฟช้างร้อง บอกไฟจั๊กจั่น
บอกไฟท้องตั๋น บอกไฟขี้หนู ทำขึ้นเพื่อ จุดในวันยี่เป็ง
มีคัมภีร์ที่กล่าวถึงการทำโคมลอย ทำว่าวไว้ด้วยว่า
หากคนใดทำจะมีอานิสงส์ 1 กากณึก
(ทรัพย์มีค่าเท่าค่าแห่งชิ้นเนื้อพอกานำไปได้
เป็นชื่อมาตราเงินต่ำที่สุด) การปล่อยโคมลอย ว่าว
จุดบอกไฟนั้นเป็นการบูชาพระเกตุแก้วจุฬามณี
บนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อีกประการหนึ่งด้วย

สำหรับชาวบ้านชาวเมืองจะจัดเตรียมสิ่งของดังนี้
1.
เครื่องนุ่งหย้อง เพื่อจะโล่ไปวัดในเดือนยี่เป็ง
2. เตรียมโคมทำราวแขวนโคม เพื่อประดับบูชาหน้าบ้านเรือนของตน
3. เตรียมผางผะดิ้ด (ถ้วยประทีป)
ไว้เท่าอายุของคนที่อยู่ในเรือนนั้น
4. เตรียมกัณฑ์ธรรม
หรือกัณฑ์เทศน์สำหรับจะนำไปถวายพระตอนฟังเทศน์
5.
เตรียมบุปผาลาจาข้าวตอกดอกไม้เพื่อใช้โปรยเวลามีงานในการฟังเทศน์มหาชาติและใส่ขันแก้วตึงสาม
6. เตรียมอาหาร ผลไม้ ขนม สำหรับพระภิกษุสงฆ์
จัดเตรียมในวันขึ้น 15 ค่ำ ตอนเช้าตรู่
7. ทำซุ้มประตูป่าแบบต่างๆ ให้เป็นที่สวยงามประกอบด้วย
ต้นกล้วย ต้นอ้อย ก้านมะพร้าว ดอกบานไม่รู้โรย ดอกดาวเรือง
ดอกรัก นำมาประดิษฐ์เป็นอุบะห้อยประตูป่า
วันขึ้น 15 ค่ำเดือนยี่เป็ง ประมาณ 6.00 น. เช้ามืด
ชาวบ้านจะนำข้าวปลาอาหารไปถวายพระภิกษุสงฆ์ ที่วัดเรียกว่า
ตานขันข้าว
เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว
ตอนสายชาวบ้านจะไปวัด เพื่อฟังธรรมเทศนา
วัดบางแห่งมักจะมีการตั้งธรรมหลวง เรียกว่า เทศน์ธรรมมหาจาติ
แบบพื้นเมือง จะมีการเทศน์ทั้งหมด 13 กัณฑ์
ให้เสร็จภายในวันเดียว
ตอนเช้าลู่ค่ำ ชาวบ้านชาวเมืองจะพากันไปสู่ที่วัด
เพื่อนำมาผางปะดิ้ดไปจุดบูชาพระเจ้าที่วัด
จุดโคมบูชาสว่างไสวทั่วพระอาราม หลังจากจุดธูปเทียนบูชาแล้ว
จะมีการจุดบอกไฟ (ดอกไม้ไฟ) ประเภทต่างๆภายในวัด
โดยจุดเป็นพุทธบูชา ส่วนผู้เฒ่า ผู้แก่จะกลับไปบ้าน
เพื่อจุดผางผะดิ้ดที่บ้าน บูชาพระพุทธเจ้า บูชาเจ้าที่เจ้าทาง
บูชาบ่อน้ำ บูชาประตูบ้าน บูชาครัวไฟ ประตูยุ้งฉาง
เทวดาประจำบ้าน
ประเพณีลอยกระทงของภาคเหนือนั้น
เป็นประเพณีที่ได้รับการส่งเสริมตลอดมา
ปัจจุประเพณีการลอยกระทงทางเหนือได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่
โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่
เรื่อง/ภาพ :
นายหมูหิน
ขอบคุณข้อมูลจาก :
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

หมูหิน.คอม คิดจะเที่ยวเว็บเดียวก็พอ...
ภาพ เรื่อง และวีดีโอ.....ทีมงานหมูหิน.คอม
|