|

กว่าง นักรบแมลงแห่งเมืองเหนือ
หมูหิน.คอม พาเที่ยวชม
กว่างสุดยอดสัตว์แห่งขุนเขา
สัตว์ที่ในเมืองหลวงไม่สามารถหาได้เจอ
คราวนี้ไม่ได้พาชิม
แต่พาชนกว่างสัตว์ที่ทั่วโลกทึ่งครับ
เส้นทางนี้เป็นเส้นทางแม่ริม-เชียงใหม่
เพราะถนนเส้นนี้เป็นเส้นท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ
การวางมวยของกว่างสัตว์ของไทยแท้จึงเกิดขึ้นที่ถนนแม่ริม-เชียงใหม่เส้นนี้
เราชาวหมูหิน.คอม ลองมาเที่ยวชนกว่างกับชาวบ้านเค้าดูบ้าง
เอ้า!ว่าแล้วก็เริ่มชนกว่างได้เลย

กว่างเป็นชื่อเรียกด้วงปีกแข็งชนิดหนึ่ง มี ๖ ขา
กว่างบางชนิดมีเขา กว่างบางชนิดไม่มีเขา
กว่างจะชอบกินน้ำหวานจากอ้อย กว่างบางชนิดไม่นิยมนำมาเลี้ยง
ส่วนกว่างบางชนิดนิยมเลี้ยงไว้ดูเล่น เช่น กว่างซาง กว่างงวง
กว่างกิ กว่างกิอุ และกว่างอี้หลุ้ม
ภาคเหนือหรือว่าที่เรียกกันติดปากว่า ชาวล้านนา
นั่นก็คือภาคเหนือของเรานั่นเอง
การหากว่างในภาคเหนือในสมัยก่อนง่ายๆสบาย
หรือเรียกอีกอย่างว่าการจับกว่าง
ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมตุลาคม
เป็นเวลาที่ชาวบ้านในสมัยก่อนมีเวลาว่าง
เพราะข้าวที่ปลูกไว้กำลังตั้งท้อง เมื่อว่างจากการงาน
ผู้ชายจะสนุกกับการเล่นชนกว่างกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่
การหากว่างหาได้จากตามสุมทุมพุ่มไม้หรือป่าในเขตของหมู่บ้านที่มีต้นไม้เครือเถาขึ้นปกคลุม
โดยเฉพาะในเวลาเช้าจะหาได้ง่ายกว่าเพราะกว่างยังไม่เข้าไปหลบอยู่ใต้
อีกวิธีหนึ่งคือการตั้งกว่างหรือใช้กว่างล่อ
โดยใช้กว่างที่มีขนาดเล็ก เช่น กว่างกิ กว่างแซม
หรือจะใช้กว่างตัวเมียที่เรียกว่ากว่างแม่อีหลุ้มก็ได้
ผูกกว่างด้วยเชือกเส้นเล็กฟั่นจากฝ้ายโยงกับอ้อยที่ปอกครึ่งท่อน
ใช้ไม้ขอเสียบส่วนบนหรือใช้กล้วยน้ำหว้าใส่ในตะกร้าเล็ก ๆ
หรือในกะลา ผูกกว่างขนาดเล็กไว้เป็นกว่างล่ออยู่ข้างใน
แล้วนำอ้อยหรือตะกร้าไปแขวนไว้กับกิ่งไม้ในตอนหัวค่ำ
โดยหาทำเลที่เป็นชายป่าหรือในบริเวณที่ใกล้กับเนินดิน
การแขวนไม่ให้สูงมาก ในตอนกลางคืน กว่างตัวล่อ จะบินมีเสียงดัง
ดึงดูดให้กว่างที่บินเวลากลางคืนให้เข้ามาหาเพื่อติดกับโดยมีอ้อยที่เป็นอาหารที่ชอบหลอกล่ออยู่
ถ้าเป็นกว่างโซ้งก็นำไปเลี้ยงไว้เพื่อชนต่อไป
ถ้าเป็นกว่างแซมก็เก็บไว้เป็นกว่างล่อ
ถ้าเป็นกว่างตัวเมียที่เรียกว่ากว่างแม่อีหลุ้มก็เก็บใส่กระป๋องและใส่อ้อยข้างในเลี้ยงไว้เพื่อใช้ล่อให้กว่างตัวผู้ชนกัน
กว่างมีวงจรชีวิตประมาณ 1 ปี
คือช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม
กว่างทั้งตัวผู้และตัวเมียจะขึ้นมาจากใต้ดิน
เพื่อมาผสมพันธุ์และวางไข่ ซึ่งใช้วงจรชีวิตช่วงนี้ประมาณ 4
เดือน พอเข้าในฤดูหนาว
กว่างตัวเมียหลังจากผสมพันธุ์ก็จะขุดดินแล้ววางไข่
ส่วนตัวเองก็จะตาย ไข่ก็ฟักเป็นตัวหนอน
เป็นดักแด้อาศัยอยู่ใต้ผิวดินจนถึงต้นฤดูฝนก็จะขุดดินขึ้นมาผสมพันธุ์ดำรงชีวิตสืบลูกหลานต่อไป

ชนิดของกว่างนั้นมีอยู่หลากหลายมากมาย
มีทั้งสวยงามและเอาไว้แข่งขันโดยตรงก็มี
ลองมาดูกันว่ากว่างมีกี่ชนิด แล้วชาวหมูหิน.คอม
จะมีกว่างบ้างไหมหนอ กว่างของใครชนิดไหนลองดูกัน
ชนิดของกว่าง
กว่างมีหลายชนิดเช่น
กว่างก่อ กว่างชนิดนี้ชอบอาศัยอยู่ตามต้นไม้ก่อ
ลักษณะเด่นชัดของกว่างชนิดนี้คือตามตัวมีขน
มีความแข็งแรงและอดทนมากกว่ากว่างที่ใช้กันโดยทั่วไป
ทำให้บางคนใช้กระดาษทรายมาขัดกว่างชนิดนี้แล้วนำไปชนกับกว่างชนซึ่งมักจะชนะทุกครั้ง
โดยปกติแล้วกว่างก่อนี้ถือว่าเป็นกว่างป่าชนิดหนึ่งที่ไม่แพร่หลาย
จึงไม่นิยมนำมาชนแข่งกัน
กว่างกิ
หมายถึงกว่างตัวผู้ที่มีเขาข้างบนสั้น(กิแปลว่าสั้น)
เขาบนจะออกจากหัวออกมานิดเดียวกว่างกิจะต่อสู้หรือชนกันโดยใช้เขาล่างงัดกัน
แต่ไม่สามารถใช้เขาหนีบคู่ต่อสู้ได้
จึงไม่นิยมนำมาใช้เป็นกว่างชน กว่างกิมี 2 ชนิดคือ
กว่างกิขี้หมู และ กว่างกิทุ
กว่างงวง : กว่างหน่อ
กว่างงวงหรือกว่างหน่อคือด้วงงวงของภาคกลาง
กว่างชนิดนี้ชอบกินหน่อไม้หรือยอดอ่อนมะพร้าวมีขนาดเล็ก สีดำ
ตรงปากจะมีส่วนยื่นเป็นงวงและไม่มีเขากว่างชนิดนี้ไม่มีการนำมาเลี้ยงเพื่อชนกัน
กว่างซาง : เป็นกว่างขนาดใหญ่
สีของปีกออกไปทางสีครีมหรือสีหม่นมีเขา 5 เขา ข้างบนมี 4 เขา
เรียงกันจากซ้ายไปขวาข้างล่างมี 1 เขา
ไม่นิยมนำมาชนกันเพราะอืดอาดไม่แคล่วคล่องว่องไว ชนไม่สนุก
กว่างโซ้ง : กว่างโซ้ง
ตัวผู้มีเขายาวและหนาทั้งข้างล่างข้างบน ลำตัวสีน้ำตาลแดงกว่า
กว่างชนิดนี้มักจะส่งเสียง ซี่ ๆ ตลอดเวลา นิยมใช้ชนกัน
กว่างแซม : มีลักษณะคล้ายกับกว่างโซ้ง
แต่ตัวเล็กกว่าเล็กน้อย เขาก็สั้นและเรียวเล็ก
กว่างชนิดนี้เลี้ยงไว้เป็นคู่ซ้อมหรือให้เด็กๆเล่นกัน
กว่างฮักหรือกว่างรัก :
กว่างฮักนี้ตัวมีสีดำเหมือนสีของน้ำรัก
รูปร่างและขนาดใกล้เคียงกับกว่างแซม
กว่างชนิดนี้ไม่ค่อยใช้ชนกัน เพราะกล่าวกันว่าน้ำอดน้ำทนสู้
กว่างโซ้งไม่ได้ ดังที่ว่า กว่างฮักน้ำใส ไว้ใจ๋บ่ได้
กว่างดอยหล่อ :
ดอยหล่อเป็นชื่อหมู่บ้านหนึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอดอยหล่อ
จังหวัดเชียงใหม่
กว่างดอยหล่อมีชื่อเสียงในด้านความอดทนแข็งแกร่ง
พูดกันว่าเป็นกว่างที่ผ่านความลำบากในการขุดหินขุดทรายขึ้นมา
จึงมีความอดทนเป็นเลิศ เมื่อใครได้กว่างดอยหล่อมาเลี้ยงไว้ชน
จึงมั่นใจได้ว่ามีกว่างที่ดีและอดทน เมื่อถึงฤดูเล่นกว่างมาถึง
นักเล่นกว่างจึงแสวงหากว่างดอยหล่อมาเลี้ยง
บางคนถึงกับเดินทางไปที่หมู่บ้านดอยหล่อเพื่อหากว่างชนดอยหล่อก็มี
กว่างแม่อีหลุ้ม : คือกว่างตัวเมียซึ่งไม่มีเขา
กว่างชนิดนี้บางแห่งเรียก กว่างแม่อู้ด,กว่างแม่มูดหรือ
กว่างแม่อีดุ้ม กว่างตัวเมียนี้จะมีทั้งชนิดตัวเล็กและตัวใหญ่
มีทั้งสีน้ำตาลและสีดำ กินจุกว่ากว่างตัวผู้
ริมปากมีลักษณะเป็นฝาสำหรับขุด
ซึ่งจะขุดอ้อยให้เห็นแอ่งเป็นขุยเห็นได้ชัด
ปกติจะใช้กว่างแม่อีหลุ้มนี้เป็นตัวล่อให้กว่างตัวผู้ชนกัน
กว่างตัวเมียนี้เมื่อผสมพันธุ์แล้วจะขุดรูลงดินเพื่อวางไข่แล้วจึงตาย
กว่างหนวดขาว : ลักษณะเหมือนกับกว่างโซ้ง
แต่ต่างกันที่ตรงหนวดจะมีสีขาว เชื่อกันว่าเป็นพญากว่าง
กว่างหนวดขาวนี้จะชนจะสู้กับกว่างทุกขนาด
กว่างหนวดดำจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เพราะเกรงกลัวอำนาจของพญา
บางครั้งกำลังชนกันพอรู้ว่าเป็นพญากว่าง
กว่างหนวดดำหรือกว่างธรรมดาก็จะถอดหนี คือไม่ยอมเข้าหนีบด้วย
มีนักเล่นกว่างบางคนหัวใส
เมื่อได้กว่งหนวดขาวมาก็พยายามยอมหนวดของกว่างให้เป็นสีดำเหมือนกับกว่างทั่วไป
โดยใช้ยางไม้กับมินหม้อผสมกัน
แต้มหนวดขาวให้เป็นดำเมื่อนำไปชนบางครั้งสีที่ย้อมหนวดหลุดออกอีกฝ่ายจับได้ว่าใช้กว่างหนวดขาวปลอมมาชน
เกิดทะเลาะกันก็มี
กว่างหาง : มีลักษณะคล้ายกับกว่างโซ่ง
แต่ลำตัวมีสีน้ำตาลแดงหรือสีของน้ำครั่งกว่างชนิดนี้ใช้ชนได้เหมือนกันแต่โดยทั่วไปแล้วคนมักจะกล่ากันว่ากว่างหางจะไม่เก่งเท่ากว่างโซ้ง
การเลี้ยงกว่าง
เมื่อได้กว่างโซ้งที่ถูกใจมาแล้ว
นักนิยมกว่างจะเลี้ยงดูกว่างอย่างดีโดยหาอ้อยที่หวานจัดมาปอกเปลือกให้
ส่วนที่ตัวกว่างก็ใช้ด้ายสีแดงมาฟั่นยาวประมาณหนึ่งคืบมาผูกที่ปลายเขาด้านบนเพื่อกันกว่างบินหนี
ที่โคนลำอ้อยมีตะขอกันไม่ให้จิ้งจกเลียตีนกว่าง
เพราะถ้าจิ้งจกเลียตีนกว่างแล้ว กว่างจะเกาะคอนได้ไม่มั่นคง
นอกจากนี้ก็จะต้องหมั่นฝึกซ้อม
การฝึกนี้จะใช้ไม้สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ปลายแหลมเรียกกันว่า
ไม้ผั่นกว่าง เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญ
ตื่นนอนตอนเช้าก็จะนำกว่างไปออกกำลังคือให้บินโดยใช้เชือกผูกจากเขากว่าง
กว่างก็จะบินวนไปวนมา เมื่อเห็นว่าออกกำลังพอสมควรแล้ว
จะนำกว่างไป ชายน้ำเหมย
คือนำกว่างไปราดใบข้าวที่เปียกน้ำค้างในตอนเช้า
หรือบ้างก็เคี้ยวอ้อยแล้วพ่นน้ำหวานใส่กว่าง
ทำอย่างนี้ทุกวันกว่างจะแข็งแรง
ส่วนอุปกรณ์ของการชนกว่างนั้นก็ไม่มีอะไรมาก
เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่น่าทึ่งมาก
เพราะมีอยู่หลายแบบใครมีแบบไหนบ้างมาลองดู
1.ไม้คอน คือ
ท่อนไม้กลมที่เป็นสำหรับให้กว่างชนกันทำด้วยต้นปอหรือท่อนไม้ฉำฉา
ยาวประมาณ 80100 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10
เซนติเมตรตรงกลางเจาะรูสำหรับใส่กว่างตัวเมียจากด้านล่างให้โผล่เฉพาะส่วนหลังพอให้มี
กลิ่น
ส่วนด้านล่างใช้เศษผ้าอุดแล้วปิดด้วยฝาไม้ที่ทำเป็นสลักเลื่อนเข้าอีกทีเพื่อกันไม่ให้กว่างตัวเมียถอยตัวออก
คอนชนิดนี้มีไว้สำหรับฝึกซ้อมให้กว่างชำนาญในการชน

ไม้คอนอีกรูปร่างหนึ่งทำด้วยแกนปอ
หรือไม้ชนิดอื่นก็ได้ที่เนื้อไม้ไม่แข็งมาก
เส้นผ่าศูนย์กลบางประมาณ 10 เซนติเมตร ยาวประมาณ 50 เซนติเมตร
ส่วนหัวและท้ายทำเป็นเดือย บางแห่งเดือยยาว 3 เซนติเมตร
บางแห่ง 6 เซนติเมตร ตรงกลางด้านบนเจาะรูขนาด 2 เซนติเมตร
ด้านล่างตัดเป็นปาก ยาวประมาณ 9 เซนติเมตร
ตัดลึกเข้าไปประมาณครึ่งหนึ่งของไม้คอน
มีสลักทำให้ถอดออกได้เป็นฝาปิด
ส่วนที่เหลืออีกครึ่งเจาะเป็นโพรงเข้าไปหารูเล็กเพื่อเป็นช่องนำกว่างตัวเมียใส่
ให้หลังของกว่างตัวเมียโผล่ออกรูคอนด้านบน
ด้านล่างอุดด้วยเศษผ้าแล้วใช้ฝาปิดไว้
แบ่งระยะจากรูตรงกลางออกไปข้างละเท่า ๆ กัน
ทำรอยเครื่องหมายกั้นไว้
ไม้คอนจะใช้เป็นที่ฝึกกว่างหรือให้กว่างนี้ชนกัน
2.ไม้ผั่น : ไม้ผั่นกว่าง
: ไม้ผัด: ไม้แหล็ดหรือไม้ริ้ว
ไม้ผัดนี้จะทำด้วยไม้จิงหรือไม้ไผ่ก็ได้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณครึ่งเซนติเมตร
ยาวประมาณ 8 เซนติเมตรลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมปลายบัวหรือปลายแหลม
ส่วนโคนเหลาให้เล็กเป็นที่สำหรับจับถือตรงใกล้ที่จับนั้นจะบากลงและเหลาให้กลมแล้วเอาโลหะมาคล้องไว้อย่างหลวม
ๆ เวลา ผั่น หรือปั่นให้ผั่นให้หมุนกับคอนนั้น
จะมีเสียงกลิ้ง
ๆตลอดเวลาไม้ผั่นนี้ใช้ผั่นหน้ากว่างให้วิ่งไปข้างหน้าเขี่ยข้างกว่างให้กลับหลังเขี่ยแก้มกว่างให้หันซ้ายหันขวา
ถ้ากว่างไม่ยอมสู้ก็จะใช้เจียดแก้มกว่างให้ร้อนจะได้สู้ต่อไป
ในขณะที่ต้องการให้กว่างคึกคะนองหรือเร่งเร้าให้กว่างต่อสู้กันนั้นก็จะใช้ไม้ผั่นนี้
การผั่นใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วกลางหมุนไปมากับคอนให้เกิดเสียงดัง
ลักษณะกว่งที่นำมาชนนั้นต้องมีลักษณะที่ดี แข็งแรง
เช่นกว่างโซ่ง ลักษณะกว่างโซ่งที่ดีนั้นต้องมีหน้ากว้าง
กางเขาออกได้เต็มที่เขาล่างจะยาวกว่าเขาบนนิดหน่อยถ้าเขาล่างยาวกว่าเขาบนก็จะเรียกว่า
กว่างเขาหวิด
ถือว่าหนีบไม่แรงไม่แน่นกว่างชนที่ดีนั้นส่วนหัวต้องสูง
ท้ายทอยลาดลงเป็นสง่า แต่ถ้าท้ายทอยตรงโคนเขาบนเป็นปมไม่เรียบ
ถือว่าเป็นกว่างไม่ดี กว่างที่ดีต้องเป็นกว่างที่ฉลาดสอนง่าย
ก่อนที่จะนำกว่างมาชนกันนั้น
จะต้องนำกว่างมาเทียบขนาดและสัดส่วนที่เรียกว่า เปรียบคู่
กันเสียก่อน เมื่อตกลงจะให้กว่างของตนชนกันจริง ๆ แล้ว
เจ้าของกว่างจะต้องขอกว่างของฝ่ายตรงกันข้ามมาตรวจดูเสียก่อนว่าไม่มีกลโกง
ในการชนกว่างแต่ละครั้งมักจะมีการวางเดิมพันกันเพื่อความสนุกสนานมากยิ่งขึ้น
กว่างที่ชนะก็ทำให้เจ้าของมีหน้ามีตา
แต่ถ้ากว่างแพ้แล้วอยู่ที่เจ้าของว่าจะเลี้ยงต่อหรือปล่อยไปตามธรรมชาติ
แต่ส่วนใหญ่แล้วชาวล้านนาเค้ามักจะปล่อยกว่างคืนสู่ธรรมชาติ
เพราะจะได้มีกว่างในปีต่อๆไปและประเพณีชนกว่างของชาวล้านนานี้จะได้อยู่สืบทอดกันไปชั่วกาลนานไงครับและการปล่อยกว่างคืนสู่ธรรมชาตินั้นชาวล้านนาต้องทำเป็นธรรมเนียมเลยก็ว่าได้
เพราะล้านนาเป็นที่เดียวที่มีกว่างเป็นต้นกำเนิด
หากใครที่เคยได้ยินเรื่องกว่างนี้ก็คงพอเข้าใจเพราะล้านนาเท่านั้นที่มีที่เดียวในโลก
และต้นกำเนิดของกว่างนั้นอยู่ที่จังหวัดน่าน
เมืองลับแลของภาคเหนือ
ที่อำเภอท่าวังผาเค้าจะมีประเพณีการชนกว่าง มีทุกๆปีมาแต่นมนาน
หากใครอยากไปก็ยกมือขึ้นได้เลย เพราะหมูหิน.คอม
จะพาเที่ยวชมประเพณีการชนกว่างที่อำเภอท่าวังผา
จังหวัดน่านแน่นอนครับ
นายหมูหิน
ใครที่มีกว่างสวยๆอย่าลืมมาอวดกันในเว็บหมูหิน.คอม บ้างนะครับ
คิดจะเที่ยวคิดถึงหมูหิน.คอม ติดต่อนายหมูหินได้ที่
e-mail:webmaster @ moohin.com ครับท่าน
หมูน้อยขอแจม!
กว่างเป็นสัตว์ที่น่ารักและเลี้ยงง่าย
ตอนเด็กๆหมูน้อยอยู่ที่น่าน หมูน้อยพกกว่างไปโรงเรียนด้วย
เพราะถ้าถึงฤดูกว่างแล้วเราจะเอาอ้อยมาผูกเชือกแขวนที่หลังบ้านของแต่ละคน
พอตกดึกกว่างก็จะบินออกมาจากป่าที่ใกล้บ้านหมูน้อย
แล้วมาเกาะกินน้ำในอ้อย
เช้ามาเราก็มาเก็บกว่างได้เลยหากเจอมันอยู่บนอ้อยของเรารีบเอาด้วยมามัดไว้ที่เขาของมันกันมันหนีไป
ด้ายที่ฮิตที่สุดคือด้ายสีขาว
ส่วนด้ายที่เอามามัดก็คือด้ายที่แม่ๆเราเอาไว้เย็บผ้านั่นเองเจ้า
ใครที่โชคดีก็ได้ตัวใหญ่สวยเช่นกว่างโซ่งที่มีพละกำลังดีมาก
ชนใครก็ชนะ
แล้วเราก็เก็บใส่กระเป๋าแบบถนุถนอมมันเพื่อเอาไปชนกับเพื่อนที่โรงเรียน
เพราะที่น่านกว่างจะเยอะมาก
แต่ในปัจจุบันนี้หาได้ยากมากทีเดียว
เพราะโลกเราเปลี่ยนไปและร้อนขึ้น
กว่างเริ่มหายจากที่หาง่ายในบ้านตอนนี้กลับต้องไปหากว่างในป่ากันเสียแล้ว
โลกร้อนขึ้นเยอะดูจากอากาศได้เพราะแต่ก่อนที่น่านจะหนาวมากๆๆๆๆแต่ปัจจุบันร้อนขึ้นเป็นกอง
จากคนท้องถิ่นเมืองงายช้างดำอย่างหมูน้อยค่ะ
หมูน้อย
 |