|

มะคุเทศน้อยแห่งดอยปุย
ทริปนี้หมูหิน.คอม
พาแอ่วดอยปุยเชียงใหม่เจ้า...เรามาดูกันดีกว่า
ว่าจากการที่เราไปเที่ยวดอยสุเทพขึ้นไปสักการะบูชาแล้ว
หากขับรถขึ้นไปอีกจะมีอะไรให้ดูอีกมากมายเลยครับ
ดอยปุยไงครับ ดอยปุย เนื่องจากแต่เดิม(50
ปีโดยประมาณ)
จากที่เราได้นั่งพูดคุยกับผู้เฒ่าที่มีอายุมากที่สุดในหมูบ้าน
ซึ่งผู้เฒ่าคนนี้เองก็เป็นลูกชายเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของผู้ที่มีอายุมากที่สุดของหมู่บ้านถึง
100 ปีเลยทีเดียว
ในสมัยนั้นดอยปุยได้มีการปลูกฝิ่นเป็นจำนวนมาก
ยาเสพติดระบายอย่างรวดเร็วในสมัยนั้น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
จึงมีรับสั่งให้ทางการเข้ามาดูแลเรื่องการปลูกฝิ่นของชาวบ้านในภาคเหนือ
เพื่อให้ความรู้ทางการเกษตรของชาวบ้านเปลี่ยนจากการปลูกฝิ่นมาเป็นปลูกพืชผักสวนครัวขายแทน
ตั้งแต่นั้นมาชาวม้งที่อยู่ดอยปุยก็หันมาเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ทุกอย่าง
ผู้เฒ่าบอกว่าจากที่เคยสูบฝิ่นกันจำนวนมkกในหมู่บ้าน(ในตอนนั้น)ก็หันมาทำมาหากินกับแบบพอเพียง
ปลูกผักขายบ้าง เย็บรองเท้าขายบ้าง เย้บเสื้อผ้าขายบ้าง
ด้วยความที่ดอยปุยมีอากาศค่อนข้างเย็นทำให้พืชผลผลิตที่ออกมามีคุณภาพที่ค่อนข้างสูง
จึงทำให้พ่อค้าคนกลางเดินทางมารับไปขายในเมือง จากนั้นเองดอยปุยก็มีการปรับเปลี่ยนให้เป็นในเชิงท่องเที่ยว
ทำให้มีรายได้มากขึ้น ชาวม้งไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่
ก็มีรายได้มากขึ้น ทำให้การปลูกฝิ่นหายไปจนหมดสิ้น
นั่นเองก็เป็นที่มาของดอยปุย
แต่ตอนนี้ดอยปุยได้กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ไปแล้ว
เพราะนักท่องเที่ยวทีมาสักการะดอยสุเทพก็มักจะขับรถมาเที่ยวดอยปุย
เพราะหากขับมาดอยสุเทพแล้วก็ไม่ยากนักที่มาเที่ยวเลยจากดอยสุเทพมา
10
กิโลเมตรโดยประมาณก็จะเจอชาวม้งที่เค้ามีเอกลักษณ์ของชนเผ่าเค้าเอง
และที่นี่ก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้อีกบรรยากาศหนึ่งของเชียงใหม่
แต่ที่โดเด่นเป็นอย่างมากที่ทำให้หมูหิน.คอม
ประทับใจเป็นอย่างมากก็คือ มะคุเทศน้อย
เราจึงเรียกเค้าเหล่านี้ว่า
"มะคุเทศน้อยแห่งดอยปุย"

รถของทีมงานหมูหิน.คอม
กำลังขับลงจากเขาเข้าสู่หมู่บ้านชาวม้ง เราก็ได้เห็น
"มะคุเทศน้อยแห่งดอยปุย"
วิ่งกันขวักไขว่ มาต้อนรับแขกที่มาเยือนหมู่บ้านชาวม้ง
แล้วเราก็ได้เจอ
"เจ้าเม่ง"และ"เจ้าป๋อ"
สองมุคุเทศ ที่เป็นเพื่อนซี้กันมาหาที่รถแล้วถามเราว่า
"พี่คะต้องการมะคุเทศพาเที่ยวไหมคะ
เราสองคนพาเที่ยวได้นะ"
เราก็เลยถามไปว่า "ราคาเท่าไหร่ล่ะ"
เจ้าสองคนก็ตอบมาว่า "แล้วแต่พี่จะให้ค่ะ"
จากความน่ารักและคำพูดคำจาอ่อนหวานของเจ้าหนูสองคนนี้
จึงทำให้เราเลือกทีจะมี "มะคุเทศน้อยแห่งดอยปุยนำเที่ยว"
จากการที่เราได้สอบถามสองมะคุเทศนี้
จึงทำให้เราทราบถึงที่มาที่ไปของ "มะคุเทศน้อยแห่งดอยปุย"
ว่า.....หากว่างเว้นจากเรียนหนังสือก็จะมาเป็นมะคุเทศที่หมู่บ้านของตน
จากการที่นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากในแต่ละปี
โดยพื้นเพของชาวเขาที่นี่เป็นชาวม้ง
นักท่องเที่ยวที่เข้ามาก็มาเที่ยวแบบเชิงวัฒนธรรม
คุณครูที่โรงเรียนหมู่บ้านชาวม้งจึงได้จัดตั้ง
"ชมรมมะคุเทศน้อย"
ขึ้นมา
เพื่อให้เด็กๆได้มีรายได้เสริม
มะคุเทศน้อยและคนจะมีบัตรห้อยที่คอแสดงถึงว่าเป็น
"มะคุเทศน้อยแห่งดอยปุย"
โดยเด็กๆเหล่านี้จะพาทุกท่านเที่ยวชมวัฒนธรรมความเปนอยู่ของชาวม้ง
ที่ได้จัดขึ้นอย่างเป็นระเบียบภายในพื้นที่หมู่บ้านชาวม้งของพวกเขา
เรามาเริ่มเดินเที่ยวกันเลยดีกว่าครับ.......เม่งและป๋อจำนำทางเราเดินชมกันครับ
เริ่มแรกเราเดินขึ้นเนินไปก็จะเจอร้านขายชาและของหมักดองเช่นลูกท้อ
ขายกันเยอะแยะไปหมด ร้านเครื่องเงิน พลอย
เสื้อผ้าชาวม้ง
และมีอยู่ร้านนึงที่ต้องตาเรามากก็คือรองเท้าครับ
รองเท้าที่นี่คล้ายรองเท้าของจีนและที่สำคัญเค้าเย็บมือครับ
แบบที่นี่ก็เก๋ไม่เบาและมีหลากหลายสีให้เลือกไม่ว่าจะเป็น
สีแดง สีม่วง สีเหลือง มีแบบวัยรุ่นๆทั้งร้านเลย
แบบผูกก็มี ผูกแบบไหนตามใจชอบได้ ตัวอย่างก็ดูกันรูปได้เลยครับ
แต่เป็นแบบผู้หญิงนะครับผู้ชายไค่อยมี
อิๆผมเลยเลือกให้ผู้หญิงของผมไปคู่นึงครับสีเหลืองแดงสวยใช่เล่น
หากพูดถึงราคาก็ไม่แพงสักเท่าไหร่คู่นึงก็อยู่ที่
350 บาทครับ
หากเป็นงานแฮนด์เมกถือว่าราคาไม่แพงเลยครับ
เดินไปสักนัดก็จะเจอปืนไม้ ที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน
ที่เค้าเอาไว้ล่าสัตว์ในสมัยก่อนโน้น มีให้ลองกันครับ
3 ดอก 10
บาท(อย่างที่ผมกำลังยิงในรูปครับ)
จากนั้นก็ไปเจอผู้เฒ่าที่มีอายุมากที่สุดในหมู่บ้าน
อายุท่านถึงร้อยปีทีเดียวนะครับ
แต่ยังแข็งแรงมากเดินเหินสบายๆ
แต่หูแกไม่ค่อยได้ยินเท่าไรนัก
เพราะเสื่อมไปตามกาลเวลาครับ
แต่แกพูดภาษากลางของไทยไม่ค่อยได้
เม่งกับป๋อจึงเป็นล่ามให้เราครับ
จุดไฮไลท์ของหมู่บ้านชาวม้งที่นี่อยู่ที่สวนหย่อมมี่เค้าจัดขึ้นมาเพื่อเป็นการบ่งบอกถึงความเป็นอยู่ในสมัยก่อนว่าเป็นอย่างไร
เช่นตำข้าว นวดแป้ง
หรือสิ่งของของชาวม้งที่ใช้กันในสมัยโบราญอุปกรณ์เป็นไม้ซะส่วนใหญ่
และที่บ่งบอกมากที่สุดคือเค้ามีการปลูกฝิ่นให้ดูว่าต้นฝิ่นและดอกฝิ่นเป็นอย่างไร
แต่บังเอิญที่เราไปดอกฝิ่นยังไม่บานครับ
และก็มีดอกซากุระที่ชาวม้งเค้าเรียกกันดอกเค้าก็จะคล้ายดอกซากุระครับ
เม่งกับป๋อแนะนำเราให้ลองเช่าชุดม้งครับ ราคาก็อยู่ที่
30 บาททุกชุดครับ
เค้าก็จะมีเครื่องประดับตกแต่งครบชุดครับ
ชุดก็จะมีอยู่หลากหลายมาก
แต่เราก็เอาชุดประจำเผ่าที่เค้าใส่กัน
ปัจจุบันเค้าจะใส่กันเฉพาะงานสำคัญๆเท่านั้นเช่น งานแต่งงาน
วันขึ้นปีใหม่ม้ง ประมาณนี้ครับ
แต่ในสมัยก่อนเค้าแต่งชุดแบบนี้กันเป็นกิจวัตรครับ
ชุดของเค้าจะมีความหนามาก
เนื่องด้วยภูมิประเทศที่ชาวม้งอาศัยอยู่มีอากาศหนาวเย็นเครื่องแต่งกายของเค้าก็เลยต้องอบอุ่น
เพราะชดที่เราใส่จะหนามากครับ
หากใครได้มีโอกาสไปเที่ยวดอยปุยก็ลองเช่าใส่ดูกัน
หากที่ใครที่ใส่เครื่องเงินเยอะๆชาวม้งถือว่าเป็รคนมีฐานะครับ


หลากหลายเสน่ห์ของดอยปุยมีอยู่มากมายแต่ที่หมูหิน.คอม
ขอชื่นชมก็คือ "มะคุเทศน้อย"
นี่แหละครับทำให้เด็กมีรายเสริมช่วยเหลือครอบครัว
และเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
แต่มีอยู่อย่างนึงที่ หมูหิน.คอม
อยากจะชี้แนะอยู่อย่างนึงก็คือว่าการสอนให้เด็กๆชาวม้งให้ขอเงินจากนักท่องเที่ยวจากที่ต่างๆ
มันทำให้การท่องเที่ยวของหมู่บ้านดอยปุยไม่มีเสน่ห์หรืออาจะทำให้เสน่ห์ของชาวม้งที่นักท่องเที่ยวต้องการจะเดินทางมาดูวัฒนธรรมที่ดีงามนั้นรู้สึกไม่ดีนัก
เพราะจะมีเด็กอยู่กลุ่มนึงที่เค้าคอยขอเงินจากนักท่องเที่ยวอยู่และสามารถพูดได้ทุกภาษา
ไม่ว่าจะเป็นภาษาญี่ปุ่นหรือภาษาจีน เยอรมัน ศรั่งเศษ
แต่จะพูดได้เฉพาะประโยคเดียวเท่านั้นครับ
หมูหิน.คอม
ขอฝากตรงนี้ไว้ด้วย
เพราะใช่ว่าจะทำให้เสน่ห์ของชาวเชียงใหม่ค่อยๆเสื่อมลง
บางทีอาจะทำให้เสน่ห์ของคนไทยอย่างเราๆหมดไปก็ได้นะครับ
แต่ถึงอย่างไร หมูหิน.คอม
ก็ยังส่งเสริมให้เด็กไทยมีอนาคตที่ดีนะครับ
ทริปหน้า หมูหิน.คอม
จะพาเที่ยวที่ไหนอีกติดตตามกันต่อไปนะครับ
ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนไม่ว่าจะหมูๆหรือหินๆ หมูหิน.คอม
จะพาเที่ยวต่อไปเพื่อเก็บรูป
เรื่องและวีดีโอมาให้ได้ดูชมกันครับ
 |