พักผ่อนรับลมหนาว บนสูงสุดแดนสยาม
หนาวนี้เพื่อน ๆไปรับลมหนาวกันบ้างแล้วยัง ? หากยังทริปนี้หมูหิน.คอมจะพาไปรับลมหนาวกันที่สูงสุดแดนสยาม บนยอดดอย อินทนนท์ ซึ่งในหน้าหนาวแบบนี้อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวรับลมหนาวยอดนิยมอันดับหนึ่งของเมืองไทย ที่มีเหล่าคนสู้หนาวเดินทางมาพักผ่อนกันแบบว่าหนาตาเป็นอย่างมาก บรรยากาศภายในดอยที่เคยเงียบเงาในเวลานี้เต็มไปด้วยความคึกคักสุดขีด และความหนาวเย็นของที่นี่ก็ถึงขีดสุดเช่นเดียวกัน ไปท้าความหนาวกันเลยครับ
ดอยอินทนนท์มีชื่อว่า เป็นดอยภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย มีความสูง 2,599 เมตร เป็นสถานที่ ที่หลาย ๆคนอยากจะเดินทางขึ้นไปสัมผัสสักครั้ง ในชีวิต โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว แม้เส้นทางจะยาวไกลและยากลำบากเพียงใดก็ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับชาวหมูหิน.คอม ที่ต้องพาเพื่อน ๆ ไปชมบรรยากาศการรับลมหนาวบนยอดดอยอินทนนท์กัน
ภายในอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์เป็นพื้นป่าต้นน้ำที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทยและเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ วิถีชีวิตและ วัฒนธรรม มากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำตก เช่นน้ำตกแม่กลาง น้ำตกแม่ยะ น้ำตกวชิรธาร น้ำตกสิริภูมิ พื้นป่าดึกดำบรรพ์ พันธุ์ไม้หายาก ดอกไม้ป่า และหมู่บ้านชาวเขา อีกมากมายที่ตั้งเรียงรายกันไปตามแนวเชิงเขาพื้นที่ราบหุบเขา ไม่ว่าเราจะเดินทางไปส่วนไหนก็สามารถพักผ่อนได้แบบสบาย ๆ ไปกับธรรมชาติและชาวพื้นเมือง ทริปนี้เราเริ่มด้วยเข้าไปพักผ่อนในตอนกลางวันที่น้ำตกแม่กลางตอนล่าง จากนั้นไต่ระดับขึ้นไปพักผ่อนท่ามกลางละอองน้ำที่น้ำตกวชิรธาร ก่อนที่จะขึ้นไปรับลมหนาวที่ดอยบ้านขุนกลาง พร้อมสนุกสนานกับการแคมป์ปิ้ง ในยามค่ำคืน เป็นการพักผ่อนที่ได้รสชาติเป็นอย่างมากครับเพื่อน ๆ
อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ตั้งอยู่ ในเขตพื้นที่ อำเภอจอมทอง อำเภอสันป่าตอง และอำเภอแม่แจ่ม มีเนื้อที่ทั้งหมด 301,500 ไร่ ประกาศเป็น อุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2521 ระยะทางจากตัวเมืองขึ้นไปจนถึงยอดดอยอินทนนท์ ประมาณ 106 กม. มีสภาพอากาศ หนาวเย็นตลอดปี ในพื้นที่บริเวณี่นี้มี อ่างกาหลวง เป็นหนองน้ำซับในหุบเขาซึ่งพบต้นข้าวตอกฤาษีขึ้นตาม พื้นดินและบรรดาเหล่าดอกไม้มีสีสันสวยงาม รวมทั้งพืชพันธุ์ไม้หายากหลายชนิด เช่น กุหลาบพันปี ซึ่งจะออกดอกใน ช่วงเดือนธันวาคม - กุมภาพันธ์ ทุกปี นอกจากนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานสถูปเจ้าอินทวิชยานนท์ อดีตเจ้าเมืองเชียงใหม่ เป็นที่ตั้งของสถานีเรด้าของกองทัพอากาศไทย
ทริปนี้เราเริ่มด้วยการเข้าไปพักผ่อนกับสายน้ำตกกันที่น้ำตกวชิรธาร ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ เดิมชื่อ ตาดฆ้องโยง บริเวณ ตัวน้ำตกอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 750 เมตร สาย น้ำตกจะดิ่งจากหน้าผาด้านบนตกลงสู่แอ่งน้ำเบื้องล่าง ในช่วงนี้น้ำกำลังดี มีน้ำมาก ละอองน้ำจะสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณรู้สึกได้ถึงความเย็นและชุ่มชื้น มีสะพานไม้ที่ทอดยาวเข้าไปหาหน้าผา ตลอดแนวจะเปียกลื่นด้วยละอองน้ำอยู่ตลอดเวลา แต่หากเดินเข้าไปจนสุดจะได้สัมผัสกับความงามของน้ำตกได้มากที่สุด และสัมผัสกับอากาศที่แสนจะเย็นสบายเป็นที่สุด ละอองน้ำลิ่วผ่านร่างกายราวกับฝนตกเลยทีเดียว เป็นมหัศจรรย์ธรรมชาติที่น่าทึ่งแต่แฝงไปด้วยมนต์เสน่ห์ที่น่าหลงใหล นอกจากบริการเราด้วยธรรมชาติที่สวยงามแล้วยังเพิ่มอาหารเครื่องดื่มต่าง ๆ อีกมากมายให้เราได้สะดวกสบายในการพักผ่อนกันอย่างเต็มที่อีกด้วย แม้ในสายน้ำเราจะลงเล่นไม่ได้แต่ก็สัมผัสกับอากาศที่ดี ๆ ก็สุดแสนจะบรรยายคับเพื่อน ๆ เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่ดีอีกช่วงเวลาหนึ่งเลยทีเดียวครับ
หลังจากที่เราเต็มที่กับน้ำตกวชิรธารแล้วเราก็มุ่งหน้าสู่ยอดดอยอินทนนท์ เพื่อเตรียมความพร้อมกับสายลมหนาวหมูหิน.คอม เลือกกางเต็นท์รับลมหนาวที่บริเวณแนวสนบนดอยแม่ปาน ซึ่งเป็นจุดที่มีวิวสวยอีกจุดหนึ่งของดอยอินทนนท์ ตลอดสองข้างทางที่เราขึ้นสู่ยอดดอยก็เต็มไปด้วยโลกสีชมพูของดอกพญาเสือโคร่งหรือซากุระเมืองไทย ซึ่งในหน้าหนาวแบบนี้กำลังเบ่งบานอวดสีสันสดใสอยู่เต็มยอดดอย เบื้องล่างก็มีดอกไม้เมืองหนาวที่แทรกตัวเรียงรายกันอยู่เต็มพื้นที่สวยงามเป็นที่สุด และอากาศของที่นี่บอกได้คำเดียวว่าต้องมาสัมผัสด้วยตัวเองซักครั้งครับ จากน้ำตกวชืรธาร เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที เราก็มาถึงยังจุดกางเต็นท์ที่หมู่บ้าน ขุนกลาง หมู่บ้านชาวพื้นเมืองที่มีแต่ผู้คนที่ใจดีน่ารักคอยต้อนรับและอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่
บริเวณลานกางเต็นท์เมื่อเราขึ้นไปถึงเราก็ได้เห็นธรรมชาติที่สวยงามอยู่โดยรอบ ที่ราบลุ่มด้านล่างเป็นบริเวณของโครงการหลวงที่มีทั้งพืชผักและดอกไม้เมืองหนาวต่าง ๆ มากมายให้เราได้ชม บนจุดนี้เราสามารถมองเห็นน้ำตกสองพี่น้องหรือน้ำตกสิริถูมิได้อย่างชัดเจนซึ่งเป็นวิวที่สวยงามเป็นอย่างมาก เสียงสายลมที่พัดเอาเสียงน้ำตกแว่วมาแต่ไกลช่วยขับกล่อมเราด้วยธรรมชาติที่หาสัมผัสได้ยากมาก แม้เราจะนอนอยู่ในเต็นท์เราก็สามารถมองเห็นน้ำตกไอย่างชัดเจน เรียกได้ว่านอนนับดาวเคล้าเสียงน้ำตกกันเลย พอตะวันเริ่มจะตกลงจากยอดดอยหมู่มวลคนสู้หนาวของเราก็เดินทางเข้ามากันอย่างเนืองแน่น ในเวลานี่บริเวณแนวสนเต็มไปด้วยเต็นท์สีสันต่าง สวยงามเต็มพื้นที่ บรรยากาศแคมปิ้งในยามค่ำคืนเต็มไปด้วยความคึกสุดจะบรรยายและความหนาวเย็นก็สุดที่จะบรรยายเหมือนกัน
อุปกรณ์ที่ขาดเสียไม่ได้ในการสู้หนาวก็คือผ้านวมผืนใหญ่ ๆ และสิ่งจำเป็นอีกอย่างก็คือฟืนที่มีบริการจากชาวพื้นเมืองอยู่เป็นระยะ ๆ ตลอดการเดินทาง พอตะวันตกดินแสงสว่างของกองไฟก็เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างไม่ได้นัดหมายเพราะอากาศหนาวเย็นมาก ๆ ใบบริเวณกางเต็นท์ก็มีลานจอดรถมีห้องน้ำบริการพร้อม หรือคนที่ไม่อยากนอนเต็นท์ชาวพื้นเมืองเขาก็มี บ้านพักแบบโฮมสเตร์ ให้พักกันแบบหลากหลายขนาด เลือกได้ตามต้องการ หลังจากที่เราเราสนุกสนานกับบรรยากาศในยามค่ำคืนแล้ว เราก็เขาพักผ่อนเอาแรงก่อนจะไต่ระดับขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่สูงสุดแดนสยามและพร้อมที่สู้หนาวในเช้าวันใหม่หากโชคดีอาจได้เห็นแม่คะนิ้ง
เช้ามืดพวกเราชาวหมูหินไต่ระดับมุ่งหน้าสู่จุดสูงสุดแดนสยาม อากาศในยามเช้ามืดหนาวเย็นมาก ๆ และความมืดสลัว ๆ เราก็ได้พบกับปรากฏการณ์ ธรรมชาติ ก็คือแม่คะนิ้งที่ขาวโพลนเต็มยอดไม้และยอดหญ้าในสองข้างทาง หลายท่านอาจไม่รู้จักแม่คะนิ้ง แม่คะนิ้งก็คือละอองน้ำค้างที่แข็งตัวลักษณะเป็นเกล็ดน้ำแข็งเกาะอยู่บนยอดหญ้า ยอดไม้ ก่อนที่จะละลายกลายเป็นหยดน้ำเมื่ออากาศมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ ที่ 1 ปีเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวคือช่วงฤดูหนาวเท่านั้น สองข้างทางเต็มไปด้วยผู้คนที่จอดรถลงมามุงดูแม่คะนิ้งกันอย่างตื่นตาตื่นใจ เป็นอะไรที่ต้องมาสัมผัสด้วยมือเห็นด้วยตาตัวเองครับ สุดยอดมาก ๆครับเพื่อน ๆ การท่องเที่ยวรับลมหนาวที่ดอยอินนนท์มันหนาวได้จับใจจริง ๆ วิวสวย อากาศดี มีสถานที่ท่องเที่ยวก็เยอะเหมาะมากที่จะเดินทางมาพักผ่อนในช่วงวันหยุดยาว
บนยอดดอยอินทนนท์ใช่วาจะเป็นสถานที่สู้หนาวอย่างเดียวนะครับ ยังเป็นสถานที่ประดิษฐานพระมหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ สถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่และสวยงาม สร้างขึ้นโดยกองทัพกอากาศร่วมกับพสกนิกรชาวไทย โดยพระมหาธาตุนภเมทนีดล สร้างถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบเมื่อปี พ.ศ. 2530 และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริสร้างถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบเมื่อปีพ.ศ. 2535 พระมหาธาตุทั้ง 2 องค์นี้มีรูปทรงคล้ายคลึงกัน คือมีฐานเป็นรูป 12 เหลี่ยม มีระเบียงแก้วโดยรอบเป็น 2 ระดับ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และพระพุทธรูปบูชา รอบบริเวณสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของดอยอินทนนท์โดยรอบได้อย่างสวย นอกจากนั้นยังจัดสวนดอกไม้เมืองหนาวได้อย่างสวยสดงดงามอีกด้วย
ดอยอินทนนท์ตั้งอยู่ที่ เขตอำเภอ จอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ การเดินทางไม้จะเดินทางไกลแต่ก็สะดวกสบายครับ เดินทางทางรถยนต์ เดินทางตามทางหลวงหมายเลข 108 เชียงใหม่ - จอมทอง ถึงหลักกม.ที่ 57 ก่อนถึงอำเภอจอมทอง 1 กม. แยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 1009 สายจอมทอง-อินทนนท์ ระยะทาง 48 กม. ถึงยอดดอยอินทนนท์ เป็นถนนลาดยางอย่างดีแต่ค่อนข้างสูงชัน ผู้ที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว รถจะต้องมีสภาพดี ผู้ที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว สามารถเช่ารถสองแถวที่น้ำตกแม่กลางได้ ส่วนการนำรถขึ้นไปเองนั้น จะต้องเสียค่าผ่านทาง ตรงด่านตรวจและจำหน่ายบัตรค่าธรรมเนียมบริเวณหลักกม.ที่ 8 ทางอุทยานฯ มีที่พักไว้บริการนักท่องเที่ยว สนใจติดต่อจองล่วงหน้าที่ กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ โทร.579-5734, 579-7223
เป็นไงครับเพื่อน ๆ ตอนนี้มีสถานที่ท้าลมหนาวแล้วหรือยัง แต่ถ้าท่านไดยังไม่มี หมูหิน.คอม ขอแนะนำที่ยอดดอยอินทนนท์ หรือสูงสุดแดนสยาม เป็นสถานที่ที่ต้องเข้าไปสัมผัสได้สักครั้ง และความหนาวของที่นี่ถึงขีดสุดจริง ๆ ไม่ไปไม่รู้ แล้วพบกันใหม่ในหนาวหน้าครับ หมูหิน.คอม คิดจะเที่ยวเว็ปเดียวก็พอ
หมูหิน.คอม คิดจะเที่ยวเว็บเดียวก็พอ...ภาพ เรื่อง และวีดีโอ.....ทีมงานหมูหิน.คอม
|
Concept
สำหรับการถ่ายภาพเส้นแสงบนท้องถนนยามราตรี เป็นการใช้ประโยชน์ในเรื่องของการใช้สปีดชัตเตอร์ที่
เปิดรับแสงนานเพื่อบันทึกแสงที่มีลักษณะของความต่อเนื่อง ซึ่งในที่นี้ก็คือดวงไฟตามจุดต่างๆ ของ
รถยนต์เช่นไฟหน้า ไฟท้าย โดยที่แหล่งแสงเหล่านี้มีการเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ เมื่อกล้องเปิดรับแสงนาน
การเคลื่อนที่ของแหล่งกำเนิดแสงจะถูกบันทึกเก็บเอาไว้อย่างต่อเนื่อง เกิดเส้นของแสงเป็นทางยาวตาม
ทิศทางที่รถมีการเคลื่อนที่ไป
และเพราะเป็นการบันทึกภาพที่ต้องเปิดรับแสงนาน การที่จะให้กล้องบันทึกภาพออกมาได้สวยงามจำเป็น
ที่จะต้องใช้อุปกรณ์เสริมเข้ามาช่วย การเตรียมความพร้อมของร่างกายก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเราอาจจะต้อง
เดินไปตามท้องถนนเป็นระยะทางไกลๆ
สำหรับเลนส์ที่ใช้งานได้ดีก็คือเลนส์มุมกว้างหรือเลนส์ระยะมาตรฐาน ส่วนเลนส์เทเลโฟโต้อาจจะใช้งาน
ได้บ้าง แต่มุมภาพที่ได้จะแคบและไม่ดูน่าตื่นตะลึงเท่าเลนส์มุมกว้างเพราะเส้นสายที่ได้จะมีความยาวไม่มากจนดูไม่ค่อยน่าสนใจ |
 |
 |
Equipments
สิ่งที่สำคัญเป็นอันดับหนึ่งสำหรับอุปกรณ์เสริมในการนี้ก็คือ "ขาตั้งกล้อง" เพราะ
เราต้องเปิดรับแสงนาน มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้มือเปล่าถือกล้องหากต้องการ
ให้ภาพออกมาสวยงาม ยิ่งขาตั้งกล้องมีความนิ่งสนิทได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีต่อภาพ
เท่านั้น เพราะตลอดช่วงของการเปิดรับแสงหากมีการสั่นไหวของกล้องขึ้นเพียง
เล็กน้อย ก็จะส่งผลให้ภาพขาดความคมชัดไปทันที ดังนั้นขอตั้งกล้องที่มั่นคงและ
ส่วนหัวที่ยึดจับตัวกล้องที่แข็งแรงจึงเป็นสิ่งจำเป็นแม้จะต้องแลกมาด้วยน้ำหนัก
ที่มากขึ้นกว่าเดิม
อุปกรณ์ตัวต่อมาที่แนะนำให้ต้องมีก็คือสายลั่นชัตเตอร์ ซึ่งในการถ่ายภาพแบบนี้
เราอาจจะใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำแบบที่ควบคุมด้วยตัวกล้องหรือใช้ชัตเตอร์ "B" ก็เป็นได้ เพราะเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของตัวแบบที่มีการเคลื่อนที่ การใช้ระบบหน่วงเวลาถ่ายภาพ (Self-Timer) ใช้งานได้กับสปีดชัตเตอร์ที่ควบคุมด้วยตัวกล้อง แต่ไม่สามารถใช้กับ ชัตเตอร์ "B" ได้ ซึ่งข้อเสียของการไม่มีสายลั่นชัตเตอร์ก็คืออาจจะทำให้พลาดช่วง จังหวะสำคัญในการลั่นชัตเตอร์ |
|
|
|
The Exposure
สปีดชัตเตอร์
สปีดชัตเตอร์เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะเราต้องเลือกใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำๆ ตั้งแต่ประมาณ 5 วินาทีไปจนถึงเป็นนาที (ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณและความเร็ว
ของรถบนท้องถนน) โหมดการถ่ายภาพที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการถ่ายภาพแบบนี้คือโหมด "M" (Manual) เพราะเราสามารถที่จะกำหนดได้เองทั้งค่า
สปีดชัตเตอร์และรูรับแสง
รูรับแสง
เพราะเราต้องการใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำ การบีบรูรับแสงให้แคบลงจึงเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ ซึ่งค่าที่เหมาะจะเริ่มต้นตั้งแต่ f/8 เป็นต้นไป เรื่องนี้ต้องพิจารณาจาก
หลายปัจจัย เพราะยิ่งต้องการเปิดรับแสงนาน (เช่นรถวิ่งช้าหรือปริมาณแสงไม่มาก) ก็ยิ่งต้องบีบรูรับแสงให้แคบลงเพื่อป้องกันการเกิดค่าแสงโอเวอร์ขึ้นในภาพ
เช่นหากใช้สปีดชัตเตอร์ที่ 5 วินาทีใช้ f/8 แต่เมื่อต้องการเปิดรับแสงนานขึ้นก็เพิ่มสปีดชัตเตอร์เป็น 10 วินาที ก็จะต้องใช้รูรับแสงที่แคบลงมาเช่น f/16 เป็นต้น
แต่โดยปกติที่ถ่ายภาพแนวนี้กัน จะเลือกใช้รูรับแสงแคบสุดของเลนส์เพื่อเปิดรับแสงนาน และเพื่อให้ดวงไฟอื่นๆ ตามท้องถนนเกิดเป็นประกายแฉกในภาพด้วย
ค่า ISO
เลือกใช้ค่า ISO ต่ำที่สุดเพื่อให้ภาพมีคุณภาพดีที่สุดและเพื่อสนับสนุนการเปิดรับแสงนานด้วย แต่ภาพในแนวนี้มักจะเกิด Noise ขึ้นในภาพถึงแม้ว่าจะใช้ ISO
ต่ำที่สุดก็ตาม ซึ่ง Noise ที่เกิดขึ้นจะเป็น Noise ที่เรียกว่า Long Exposure Noise หรือเกิดขึ้นจากการเปิดรับแสงนานนั่นเอง อาจจะมากหรือน้อยก็อยู่ที่ระยะ
เวลาการเปิดรับแสงและระบบการจัดการในตัวกล้อง ซึ่งกล้องรุ่นใหม่ๆ มักจะทำได้ดีในส่วนนี้อย่างเห็นได้ชัด |
|
|
Suggestion
คำแนะนำสำหรับการถ่ายภาพเส้นแสงบนท้องถนน
ควรศึกษาเรื่องการวางองค์ประกอบภาพให้ดี โดยเฉพาะเรื่องของการใช้เส้น เพราะตัวแบบหลักที่จะปรากฏในภาพจะมีลักษณะเป็นเส้น
ซึ่งหากวางไม่ไดีจะทำให้ภาพดูสับสนได้ง่าย
สถานที่ในเวลากลางวันและกลางคืนจะต่างกันค่อนข้างมาก เวลากลางวันอาจะดูว่าสวยเพราะมีแสงที่ช่วยให้เห็นรายละเอียดต่างๆ ได้มาก แต่เวลากลางคืนอาจจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยก็ได้ ดังนั้นควรคิดเผื่อกรณีนี้เอาไว้ด้วย
หากบริเวณที่วางกล้องเป็นแยกไฟแดง ต้องสังเกตุหลายๆ อย่างเช่น ลักษณะการออกตัวของรถ ปริมาณของรถในการมุ่งหน้าไปยังทิศทางต่างๆ
ระยะเวลาของไฟเขียว-แดง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีความสำตัญเพราะจะช่วยให้เราเลือกจังหวะลั่นชัตเตอร์ได้ดีขึ้น เช่นต้องการให้มีภาพรถจอดนิ่งๆ
ในขณะที่มีเส้นแสงวิ่งเป็นทางยาวในภาพด้วย ก็อาจจะรอจังหวะที่ทางตรงเป็นไฟเขียวแต่ทางเลี้ยวเป็นไฟแดงเป็นต้น
ในมุมที่ไฟหน้ารถมีทิศทางวิ่งเข้ามาหากล้อง ให้ระวังเรื่องของการเกิดแสงโอเวอร์ขึ้นในภาพ เพราะไฟหน้ารถจะมีปริมาณแสงมากกว่าไฟหลังรถ
ยิ่งหากรถมีความเร็วไม่มากนัก จะทำให้มีปริมาณแสงสะสมในภาพมากขึ้น อาจจะหลีกเลี่ยงด้วยการตั้งกล้องในมุมที่อยู่ฝั่งที่เห็นไฟหลังและ
ฝั่งตรงข้ามเป็นไฟหน้า ซึ่งปริมาณรถที่วิ่งผ่านกล้องจะบังแสงไฟหน้าจากฝั่งตรงข้ามเป็นช่วงๆ
ควรวางองค์ประกอบให้มีสิ่งปลูกสร้างที่ดูเด่นเพื่อเป็นวัตถุตายตัวอยู่ในภาพ จะช่วยให้ภาพน่าดูยิ่งขึ้น และสามารถบอกมิติของภาพได้ดีกว่าภาพ
ที่มีแต่เส้นแสงเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ควรเลือกใช้ก็เช่นอาคารสูงทรงแปลกตา, อนุสาวรีย์, เสาโคมไฟ ฯลฯ
มุมสูงจะได้ภาพที่ดูแปลกตาและน่าตื่นเต้น แต่หากต้องไปอยู่บนสะพานหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ต้องสังเกตุดูก่อนว่ามีการโยกคลอนหรือกระเทือน
ในช่วงที่มีรถวิ่งหรือไม่ เพราะการสะเทือนเพียงเล็กน้อยก็สร้างความเสียหายให้กับภาพที่มีการเปิดรับแสงนานได้
ในช่วงงานเทศกาลจะมีปริมาณแสงไฟหน้ารถมาก ซึ่งเป็นสิ่งดีสำหรับการถ่ายภาพแนวนี้ แต่สิ่งที่ควรระวังก็คือจะมีจังหวะที่รถติดได้มากเช่นกัน
ซึ่งหากรถติดอยู่กับที่หรือเคลื่อนตัวช้า ก็จะทำให้เกิดปริมาณแสงมากขึ้น ดังนั้นต้องดูจังหวะการวิ่งของรถให้ดี โดยมากแล้วจะเป็นจังหวะที่รถ
กำลังออกจากแยกในจังหวะเริ่มไฟเขียว ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานรถก็จะเริ่มติดหรือวิ่งช้าลง
ควรลดอุปกรณ์ต่างๆ ที่ไม่จำเป็นลงให้น้อยที่สุดเพื่อให้เกิดความคล่องตัว เพราะอาจจะต้องเดินแบกน้ำหนักเป็นระยะทางไกล
เมื่อจะถ่ายภาพให้ปรับตั้งรูรับแสงและสปีดชัตเตอร์โดยอาจจะเริ่มที่ f/8 สปีดชัตเตอร์ 5 วินาที จากนั้นลองถ่ายภาพทดลองดูว่าต้องปรับเพิ่ม
หรือลดส่วนไหน หากแสงจ้าเกินไปก็ลองหรี่รูรับแสงลง หรือหากมืดเกินไปก็ลองใช้สปีดชัตเตอร์ที่ต่ำลงไปอีก ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับปริมาณแสง
และความเร็วของรถอย่างที่ได้บอกไปแล้ว
เมื่อเล็งภาพในช่องมองภาพเพื่อจัดองค์ประกอบ ให้กำหนดตำแหน่งเป็นเช็คมาร์คทั้งสองด้านของภาพจากวัตถุที่ปรากฏให้เห็น เพื่อใช้เป็น
จุดกำหนดในการเปิดและปิดชัตเตอร์เมื่อรถวิ่งเข้ามาหรือผ่านออกไป ซึ่งนี่จะเป็นเทคนิคสำหรับการเปิดใช้ชัตเตอร์ "B" เพราะในขณะที่กำลัง
บันทึกภาพอยู่นั้นเราจะไม่สามารถมองเห็นภาพได้ จึงต้องใช้วิธีกำหนดจุดแบบนี้ช่วยในการเลือกจังหวะบันทึกภาพ
อาจจะแขวนกระเป๋ากล้องกับขาตั้งในแนวดิ่ง เพื่อใช้สำหรับการถ่วงน้ำหนักช่วยให้ขาตั้งกล้องเกิดความมั่นคงยิ่งขึ้น และจะช่วยให้เราไม่ลืม
ของเมื่อต้องย้ายทีไปยังจุดอื่นๆ ด้วย
ควรติดไฟฉายเล็กๆ ไปด้วย เพราะมันจะช่วยได้มากสำหรับการถ่ายภาพในเวลากลางคืนสำหรับการปรับตั้งต่างๆ ที่อาจจะมองเห็นได้ไม่ดีนัก
เพราะมีแสงน้อย |
|
|
การถ่ายภาพเส้นแสงบนท้องถนนในยามราตรีเป็นสิ่งที่คนใช้กล้อง DSLR ควรจะได้ทดลอง เพราะนี่เป็นการใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติจากกล้องชนิดนี้ได้เต็มที่
นอกจากนี้ยังเป็นการถ่ายภาพที่สนุกจนแทบไม่อยากจะเลิกหากหามุมที่ถูกใจได้จริงๆ และมันจะยังช่วยพัฒนาทักษะการใช้กล้องและอุปกรณ์ให้กับเราได้อย่าง
มากมาย นอกจากนี้ภาพลักษณะนี้มักจะทำให้ผู้ชมตื่นตะลึงได้ไม่ยากหากมีการเปิดรับแสงที่ลงตัว
|
|
|
|
|