|
ชื่อเรื่อง มหัศจรรย์แห่งสายน้ำบนเทือกเขาสระบาป
ในหน้าร้อนอย่างนี้ สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมก็คงหนีไม่พ้น การเข้าไปในป่าเขาลำเนาไพร และ น้ำตกกันครับ เพื่อที่จะได้นั่งพักผ่อนไต้ร่มไม้อันร่มรื่นและลงเล่นน้ำตกที่แสนจะเย็นสบาย คลายร้อนกันได้เป็นอย่างดี และได้ของแถมมาก็คืออากาศที่เย็นสบาย พร้อมกับเป็นอากาศที่บริสุทธิ์สดชื่นเหลือเกินครับ
ทริปนี้ หมูหิน.คอม พาหนีร้อนมาพึ่งเย็นกันที่น้ำตกพลิ้วมหัศจรรย์แห่งสายน้ำบนเทือกเขาสระบาป จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นน้ำตกที่สวยงามแห่งหนึ่งของเมืองไทย และยังมีธรรมชาติภายในตัวน้ำตกที่สมบูรณ์ เป็นอย่างมาก เป็นสถานที่พักผ่อน ที่ดีอีกแห่งของจังหวัดจันทบุรีที่มีคนนิยมเข้ามาเที่ยวชมเพราะแตกต่างจากน้ำตกที่อื่น ๆ นอกจากตัวน้ำตกที่สวยงามและมีน้ำไหลตลอดทั้งปี เป็นต้นน้ำของลำธารหลายสายของจันทบุรี และในสายน้ำที่ใสสะอาดของน้ำตกแห่งนี้ยัง เต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์ คือมีเหล่าปลาพวงหินธรรมชาติอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากเต็มพื้นที่น้ำตก ช่วยเพิ่มมนต์เสน่ห์ให้กับสายน้ำแห่งนี้อย่างเป็นธรรมชาติสร้างครับ สุดยอด
อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้วตั้งอยู่ในเทือกเขาสระบาป มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอเมือง อำเภอแหลมสิงห์ อำเภอขลุง และอำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี ประกอบด้วยป่าที่สมบูรณ์ เทือกเขาสูงสลับซับซ้อนเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารหลายสาย และมีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติ คือ น้ำตกพลิ้วที่สวยงาม มีน้ำตกตลอดปี แถมปลาพวงหินเต็มสายน้ำ มีเนื้อที่ประมาณ 134.50 ตารางกิโลเมตร หรือ 84,062.50 ไร่ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารหลายสาย เช่น ห้วยตาโบ คลองโป่งแรด คลองนารายณ์ คลองสระบาป คลองคมบาง คลองนาป่า คลองพลิ้ว คลองน้ำแห้ง คลองหนองเสม็ด คลองตะปอนน้อย คลองตะปอนใหญ่ คลองขลุง คลองเคล คลองตรอกนอง และคลองมะกอก กระจายอยู่รอบพื้นที่
ข้างนอกอากาศร้อนจังเข้าไปเที่ยวน้ำตกกันดีกว่า เมื่อเราย่างก้าวเข้ามาบริเวณทางเข้าอุทยาน เราก็รู้สึกได้เลยของอากาศที่เปลี่ยนแปลง คือมีความเย็นสบายๆ รอบตัวเรา อากาศสดชื่น มีเสียงน้ำไหลแผ่วแว่วเข้าหู เพิ่มเติมด้วยเสียงของหรีดเรไร และนกที่เกาะบนต้นไม้บ่งบอกได้ถึงความสมบูรณ์ของธรรมชาติที่นี่ ตลอดทางเดินเข้าไปตัวน้ำตก เต็มไปด้วยต้นไม้ป่านานาชนิดที่ตั้งเรียงอยู่อย่างเป็นธรรมชาติ มีแนวโขดหินตั้งเด่นให้เหล่าตะใคร่น้ำมารุมเกาะตลอดแนวทาง เดิน อากาศที่นี่ค่อนข้างชื้น และเราเข้าไปหน้าฝนพอดี เดินชมผีเสื้อหลากสีสันที่ผลัดกันบินโชว์ อวดสีสันความสวยงามของตัวเองอยู่บนแนวโขดหินอย่างเป็นตัวของตัวเอง ทำให้ก้อนหินมีสีสันขึ้นมาถนัดตา สวยงามมากและเป็นธรรมชาติ สร้างจริง ๆ ก่อนถึงตัวน้ำตกมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติเดินขึ้นไปทางด้านบนตัวน้ำตก เสียดายที่ฝนตกมาซะก่อนเลยไม่ได้ขึ้นไปชมไปเก็บบรรยากาศมาฝากกัน เห็นเจ้าหน้าที่บอกต้องเดินเป็น กิโลเลย และด้านบนสวยเป็นธรรมชาติมาก
เราลงไปลำธารด้านล่างก่อนถึงตัวน้ำตกเราก็พบสิ่งที่มหัศจรรย์ที่คู่กับสายน้ำแห่งนี้นั่นก็คือปลาพวงหิน จำนวนมากที่แหวกว่ายไปมาอย่างคึกคักแบบเป็นธรรมชาติ
เต็มแนวโขดหิน มีทั้งตัวใหญ่ตัวเล็ก มีจำนวนมาก จริง ๆ
น่าแปลกครับสายน้ำที่ไหลตลอดปีอย่างนี้มีปลาอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น
จะมีปลาพวงหินตลอดแนวจากด้านล่างไปจนถึงตัวน้ำตกทางด้านบน
และเป็นปลามี่ไม่ตื่นคนด้วย
เวลาเราลงไปเล่นน้ำและน้ำถั่วฝักยาวไปไห้เป็นอาหารปลาพวงหินเหล่านี้จะว่ายเข้ามาล้อมรอบตัวเรา
และเราสามารถจับต้องได้ด้วย ได้บรรยากาศแบบเย็นฉ่ำและตื่นเต้นครับ
ปลาพวงหินเป็นปลาที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและอาศัยอยู่ที่น้ำตกพลิ้วแห่งมาอย่างยาวนานเนื่องจากมีกระแสน้ำที่เย็นและมีน้ำไหลตลอดทั้งปีซึ่งเป็นสายน้ำที่ปลาพวงชอบอาศัยอยู่
ปลาพวงหินมีลักษณะคือขนาดลำตัวยาวด้านข้างแบน มีเกล็ดขนาดใหญ่ หัวเล็ก กระโดงหลังค่อนข้างสูง ครีบหูมีขนาดเล็ก ครีบท้องและครีบก้นมีขนาดใกล้เคียงกัน ลำตัวมีสีน้ำตาลปนเขียว ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง ๆ ละ 10 - 20 ตัว มีขนาดความยาวประมาณ 15 - 20 เซนติเมตร ชอบอยู่บริเวณน้ำตก และลำธารบนภูเขา ชอบกินอาหารอาหารได้แก่ แมลง พืช และผลไม้ ในบางฤดูจะกินเมล็ดไม้ป่าที่เป็นพิษ พิษจะสะสมอยู่ในตัวปลา จึงไมนำไปเป็นอาหาร ทำไห้ปลาชนิดนี้แพร่พันธุ์อยู่ในน้ำตกพลิ้วแห่งนี้มาจนถึงทุกวันนี้
เดินชมธรรมชาติเล่นน้ำที่เย็นสบายพร้อมกับสนุกสนานกับการให้อาหารปลา ก็สนุกแบบสัมผัสกับธรรมชาติได้แบบตัวต่อตัวครับ ปลาพวงเป็นมนต์เสน่ห์ของที่นี่ จริง ๆ เมื่อเราเดินมาถึงตัวน้ำตกที่ไหลลงมาจากเทือกเขาผ่านหน้าผาหินที่ชุ่มชื่นไปด้วยไอของธรรมชาติ ด้านล่างเป็นอ่างน้ำธรรมชาติที่เต็มไปด้วยปลาพวงที่อยู่แบบหนาแน่น อากาศเย็นมากครับน้ำนี่ไม่ต้องห่วงเลยคนที่ขี้หนาวลงเล่นไม่ได้แน่นอนเพราะน้ำเย็น สุด ๆครับ สองข้างเต็มไปด้วยป่าดิบชื้นที่โอบกอดตัวน้ำตกไว้อย่างเหนียวแน่น ในแนวป่า เว้นช่องไว้เล็กน้อยเพื่อไห้พระอาทิตย์ที่กำลังทอแสงเรืองรองส่องผ่านลงมาไห้เราได้ไออุ่นนิด ๆ รูสึกถึงความอบอุ่นที่ได้แบบรอบตัว รอบบริเวณตัวน้ำตกเต็มไปด้วยละอองน้ำที่ลอยฟุ้งอยู่เต็มพื้นที่ สัมผัสบรรยากาศแบบน้ำค้างตกยามหน้าหนาวครับ เสียงคำรามของน้ำที่ตกสู่พื้นหินเสียงดัง ซู่ซ่าถึงใจแบบใจสั่นกันไปเลย ธรรมชาติสร้างสรรค์จริง ๆ สายธารน้ำตกจะไหลลงมาสองสาย ซ้ายขวาเป็นน้ำตกที่สร้างสีสันให้กับการพักผ่อนได้มากทีเดียวครับ
หลังจากเราชมน้ำตกกันอย่างจุใจแล้วเราก็ขึ้นชมสถานโบราณที่อยู่มุมบนของน้ำตกมีสองแห่ง แห่งแรกคืออนุสาวรีย์อลงกรณ์เจดีย์ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ 2419 โดยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดไห้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกในการเสด็จประพาสน้ำตกพลิ้ว โดยที่พระองค์ทรงโปรดปรานน้ำตกพลิ้วแห่งนี้เป็นอย่างยิ่งลักษณะเจดีย์สร้างด้วยหินศิลาแลง
แห่งที่สอง คือ ปิรามิดพระนางเรือร่ม เป็นสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ 2424 เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรักและความอาลัย ของพระองค์ที่ทรงมีต่อพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์หลังจากที่พระนางเสด็จทิวงคตจากอุบัติเหตุเรือพระประเทียบร่มในแม่น้ำเจ้าพระยาภายในบรรจุพระอังคารส่วนหนึ่งไว้ด้วย เราสามารถเดินขึ้นไปชมได้อย่างใกล้ชิด ครับ
ภายในอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นศูนย์อาหารเครื่องดื่มขนาดใหญ่มีบริการอาหารเครื่องดื่มมากมายหลายชนิดหลายเมนู,ห้องน้ำห้องอาบน้ำ,ที่นั่งพักผ่อนมีทั่วพื้นที่,ที่เก็บของ,ลานกลางเต็นท์,และมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลความปลอดภัยตลอด สะดวกรอบด้านครับ
หลังจากที่เที่ยวกันจนเต็มอิ่มก่อนกลับก็แวะซื้อของที่ระลึก ที่ตั้งเรียงรายอยู่หน้าทางเข้าบริเวณลานจอดรถมีสินค้าที่ระลึกไห้เลือกมากมายหลายอย่างครับ เป็นที่ระลึกเกี่ยวกับน้ำตกเช่นเสื้อยืดกรอบรูป เราเดินชมมาจนมาสะดุดที่ร้านของตกแต่งสวยงาม ภายในร้านมีสินค้าในหลายรูปแบบส่วนมากเป็นสินค้าที่ทำด้วยมือ ของเยอะมากเต็มร้านเลยเราเข้าไปคุยกับเจ้าของคือป้าบุญเรือน โดยสินค้าจะประดิษฐ์ มาจากเปลือกหอยหลายแบบ เช่นม่านประตู,พวงกุญแจ,งานเขียนลายต่าง ๆ,ดอกไม้ประดิษฐ์,กระเป๋า และประเภทสินค้าที่แปรรูปจากสมุนไพรต่าง ๆของภาคตะวันออก ภายในร้านป้าบุญเรือนมีสินค้ามากมายจริง ๆ ครับ ใครที่เข้ามาเที่ยวที่น้ำตกพลิ้วก็อย่าลืมแวะชมแวะซื้อกลับบ้านกันนะครับ
เนื่องจากสภาพป่าของอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้วมีลักษณะเป็นผืนป่าธรรมชาติโดดเดี่ยวคล้ายป่าเกาะที่ถูกล้อมรอบด้วยพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนที่อยู่อาศัย ไม่มีผืนป่าธรรมชาติแห่งอื่นที่ต่อเนื่องหรือใกล้เคียง ประกอบกับพื้นที่มีขนาดไม่มากนัก ความหลากหลายของสัตว์ป่าในพื้นที่จึงมีน้อย ที่พบโดยทั่วไป ได้แก่ เลียงผา หมูป่า อีเห็นข้างลาย ลิงกัง ชะนีมงกุฎ ลิ่นชวา อีเห็นข้างลาย กระแตเหนือ กระรอกแดง ค้างคาวเล็บกุด ค้างคาวปีกถุงต่อมคาง หนูฟานเหลือง เป็ดแดง ไก่ป่า นกหกเล็กปากแดง นกกระปูดใหญ่ นกเด้าลมหลังเทา นกเฉี่ยวดงหางสีน้ำตาล นกขมิ้นน้อยสวน นกเขียวคราม นกปรอดทอง นกแซงแซวหางปลา นกกินแมลงอกเหลือง นกกระจิบสวน นกกางเขนดง นกกินปลีคอแดง นกสีชมพูสวน ตุ๊กแกป่าตะวันออก จิ้งจกหางแบน กิ้งก่าบินปีกสีส้ม จิ้งเหลนหลากหลาย ตะกวด งูลายสาบเขียวขวั้นดำ งูเขียวหัวจิ้งจกป่า คางคกบ้าน กบอ่อง เขียดตะปาด และอึ่งอ่างบ้านฯลฯ นอกจากนี้ยังมีปลาชนิดต่างๆ เช่น ปลาสร้อยขาว ปลากดหิน ปลาค้อ ปลาจิ้งจก ปลาพลวงหิน ปลากระทิง ปลาสร้อยลูกกล้วย เป็นต้น
น้ำตกพลิ้ว
เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สิ่งมหัศจรรย์ปลาพวงหิน
ที่ช่วยเพิ่มสีสันในการเที่ยวน้ำตกของเราได้มากขึ้นที่เดียวครับ
ทั้งยังมีธรรมชาติที่สมบูรณ์เหมาะแก่การเข้ามาพักผ่อนเพื่อคลายร้อนและศึกษาธรรมชาติได้ในหลายรูปแบบ
เป็นอีกสถานที่หนึ่งของเมืองจันทบุรีที่น่าแวะเข้ามาสัมผัสอย่างยิ่ง
คนที่ชอบท่องเที่ยวแบบธรรมชาติไม่ควรพลาด
นอกจากนั้นยังตั้งอยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวในอีกหลายที่เช่น
น้ำตกคลองนารายณ์,สวนผลไม้ที่
ต.พลิ้ว,ร้านของฝากเมืองจันท์,เชิญแวะเที่ยวแวะชมกันได้เลยหรือจะเลยไปท่องทะเลแหลมสิงห์ก็เดินทางแค่
20 นาที
หรือจะเข้าไปเที่ยวในตัวเมืองจันทบุรีก็ได้สบายครับเพราะตัวน้ำตกห่างจากตัวเมืองเพียง
15 กิโลเมตร เชิญเที่ยวกันให้สนุกครับ
น้ำตกพลิ้วตั้ง อยู่ในอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว ต.พลิ้ว อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี โทร 039-3500224 เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่ 8.00-17.00 น.
การเดินทางก็ไม่ยากเพราะตัวน้ำตกอยู่เข้าไปไม่ลึกครับ เดินทางจากจันทบุรีไปอ.ขลุง บนถนนสายบางนาตราด ก่อนถึงขลุงจะถึง ต.พลิ้ว ก่อนถึงสี่แยกพลิ้วประมาณ 1 กิโลเมตร น้ำตกจะตั้งอยู่ทางซ้ายมือ เลี้ยวซ้ายจากถนนหลักเข้าไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตรก็ถึงจอดรถไว้ด้านหน้าแล้วเดินเข้าไปชมกันได้เลย
เป็นไงครับทริปนี้ เราพาเย็นฉ่ำกับน้ำตกพลิ้ว คงได้คลายร้อนไปตาม ๆกัน แถมยังได้เห็นธรรมชาติของปลาพวงหินเป็นมหัศจรรย์ของสายน้ำแห่งนี้จริง ๆครับ เอาเป็นว่าร้อนนี้ยังไม่มีที่พักผ่อน ขอแนะนำที่นี่เลยครับเหมาะสุด หรือถ้าใครอยากเห็นปลาพวงหินจำนวนมากสุด ๆ ต้องมาที่นี่ที่เดียวครับ น้ำตกพลิ้ว ของจังหวัดจันทบุรี รับรองได้เห็นอย่างจุใจแน่นอน เอาไว้ทริปหน้า หมูหิน.คอม จะหาที่พักผ่อนบรรยากาศน้ำตกมาฝากกันอีกนะครับผม
|
Concept
สำหรับการถ่ายภาพเส้นแสงบนท้องถนนยามราตรี เป็นการใช้ประโยชน์ในเรื่องของการใช้สปีดชัตเตอร์ที่
เปิดรับแสงนานเพื่อบันทึกแสงที่มีลักษณะของความต่อเนื่อง ซึ่งในที่นี้ก็คือดวงไฟตามจุดต่างๆ ของ
รถยนต์เช่นไฟหน้า ไฟท้าย โดยที่แหล่งแสงเหล่านี้มีการเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ เมื่อกล้องเปิดรับแสงนาน
การเคลื่อนที่ของแหล่งกำเนิดแสงจะถูกบันทึกเก็บเอาไว้อย่างต่อเนื่อง เกิดเส้นของแสงเป็นทางยาวตาม
ทิศทางที่รถมีการเคลื่อนที่ไป
และเพราะเป็นการบันทึกภาพที่ต้องเปิดรับแสงนาน การที่จะให้กล้องบันทึกภาพออกมาได้สวยงามจำเป็น
ที่จะต้องใช้อุปกรณ์เสริมเข้ามาช่วย การเตรียมความพร้อมของร่างกายก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเราอาจจะต้อง
เดินไปตามท้องถนนเป็นระยะทางไกลๆ
สำหรับเลนส์ที่ใช้งานได้ดีก็คือเลนส์มุมกว้างหรือเลนส์ระยะมาตรฐาน ส่วนเลนส์เทเลโฟโต้อาจจะใช้งาน
ได้บ้าง แต่มุมภาพที่ได้จะแคบและไม่ดูน่าตื่นตะลึงเท่าเลนส์มุมกว้างเพราะเส้นสายที่ได้จะมีความยาวไม่มากจนดูไม่ค่อยน่าสนใจ |
 |
 |
Equipments
สิ่งที่สำคัญเป็นอันดับหนึ่งสำหรับอุปกรณ์เสริมในการนี้ก็คือ "ขาตั้งกล้อง" เพราะ
เราต้องเปิดรับแสงนาน มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้มือเปล่าถือกล้องหากต้องการ
ให้ภาพออกมาสวยงาม ยิ่งขาตั้งกล้องมีความนิ่งสนิทได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีต่อภาพ
เท่านั้น เพราะตลอดช่วงของการเปิดรับแสงหากมีการสั่นไหวของกล้องขึ้นเพียง
เล็กน้อย ก็จะส่งผลให้ภาพขาดความคมชัดไปทันที ดังนั้นขอตั้งกล้องที่มั่นคงและ
ส่วนหัวที่ยึดจับตัวกล้องที่แข็งแรงจึงเป็นสิ่งจำเป็นแม้จะต้องแลกมาด้วยน้ำหนัก
ที่มากขึ้นกว่าเดิม
อุปกรณ์ตัวต่อมาที่แนะนำให้ต้องมีก็คือสายลั่นชัตเตอร์ ซึ่งในการถ่ายภาพแบบนี้
เราอาจจะใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำแบบที่ควบคุมด้วยตัวกล้องหรือใช้ชัตเตอร์ "B" ก็เป็นได้ เพราะเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของตัวแบบที่มีการเคลื่อนที่ การใช้ระบบหน่วงเวลาถ่ายภาพ (Self-Timer) ใช้งานได้กับสปีดชัตเตอร์ที่ควบคุมด้วยตัวกล้อง แต่ไม่สามารถใช้กับ ชัตเตอร์ "B" ได้ ซึ่งข้อเสียของการไม่มีสายลั่นชัตเตอร์ก็คืออาจจะทำให้พลาดช่วง จังหวะสำคัญในการลั่นชัตเตอร์ |
|
|
|
The Exposure
สปีดชัตเตอร์
สปีดชัตเตอร์เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะเราต้องเลือกใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำๆ ตั้งแต่ประมาณ 5 วินาทีไปจนถึงเป็นนาที (ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณและความเร็ว
ของรถบนท้องถนน) โหมดการถ่ายภาพที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการถ่ายภาพแบบนี้คือโหมด "M" (Manual) เพราะเราสามารถที่จะกำหนดได้เองทั้งค่า
สปีดชัตเตอร์และรูรับแสง
รูรับแสง
เพราะเราต้องการใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำ การบีบรูรับแสงให้แคบลงจึงเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ ซึ่งค่าที่เหมาะจะเริ่มต้นตั้งแต่ f/8 เป็นต้นไป เรื่องนี้ต้องพิจารณาจาก
หลายปัจจัย เพราะยิ่งต้องการเปิดรับแสงนาน (เช่นรถวิ่งช้าหรือปริมาณแสงไม่มาก) ก็ยิ่งต้องบีบรูรับแสงให้แคบลงเพื่อป้องกันการเกิดค่าแสงโอเวอร์ขึ้นในภาพ
เช่นหากใช้สปีดชัตเตอร์ที่ 5 วินาทีใช้ f/8 แต่เมื่อต้องการเปิดรับแสงนานขึ้นก็เพิ่มสปีดชัตเตอร์เป็น 10 วินาที ก็จะต้องใช้รูรับแสงที่แคบลงมาเช่น f/16 เป็นต้น
แต่โดยปกติที่ถ่ายภาพแนวนี้กัน จะเลือกใช้รูรับแสงแคบสุดของเลนส์เพื่อเปิดรับแสงนาน และเพื่อให้ดวงไฟอื่นๆ ตามท้องถนนเกิดเป็นประกายแฉกในภาพด้วย
ค่า ISO
เลือกใช้ค่า ISO ต่ำที่สุดเพื่อให้ภาพมีคุณภาพดีที่สุดและเพื่อสนับสนุนการเปิดรับแสงนานด้วย แต่ภาพในแนวนี้มักจะเกิด Noise ขึ้นในภาพถึงแม้ว่าจะใช้ ISO
ต่ำที่สุดก็ตาม ซึ่ง Noise ที่เกิดขึ้นจะเป็น Noise ที่เรียกว่า Long Exposure Noise หรือเกิดขึ้นจากการเปิดรับแสงนานนั่นเอง อาจจะมากหรือน้อยก็อยู่ที่ระยะ
เวลาการเปิดรับแสงและระบบการจัดการในตัวกล้อง ซึ่งกล้องรุ่นใหม่ๆ มักจะทำได้ดีในส่วนนี้อย่างเห็นได้ชัด |
|
|
Suggestion
คำแนะนำสำหรับการถ่ายภาพเส้นแสงบนท้องถนน
ควรศึกษาเรื่องการวางองค์ประกอบภาพให้ดี โดยเฉพาะเรื่องของการใช้เส้น เพราะตัวแบบหลักที่จะปรากฏในภาพจะมีลักษณะเป็นเส้น
ซึ่งหากวางไม่ไดีจะทำให้ภาพดูสับสนได้ง่าย
สถานที่ในเวลากลางวันและกลางคืนจะต่างกันค่อนข้างมาก เวลากลางวันอาจะดูว่าสวยเพราะมีแสงที่ช่วยให้เห็นรายละเอียดต่างๆ ได้มาก แต่เวลากลางคืนอาจจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยก็ได้ ดังนั้นควรคิดเผื่อกรณีนี้เอาไว้ด้วย
หากบริเวณที่วางกล้องเป็นแยกไฟแดง ต้องสังเกตุหลายๆ อย่างเช่น ลักษณะการออกตัวของรถ ปริมาณของรถในการมุ่งหน้าไปยังทิศทางต่างๆ
ระยะเวลาของไฟเขียว-แดง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีความสำตัญเพราะจะช่วยให้เราเลือกจังหวะลั่นชัตเตอร์ได้ดีขึ้น เช่นต้องการให้มีภาพรถจอดนิ่งๆ
ในขณะที่มีเส้นแสงวิ่งเป็นทางยาวในภาพด้วย ก็อาจจะรอจังหวะที่ทางตรงเป็นไฟเขียวแต่ทางเลี้ยวเป็นไฟแดงเป็นต้น
ในมุมที่ไฟหน้ารถมีทิศทางวิ่งเข้ามาหากล้อง ให้ระวังเรื่องของการเกิดแสงโอเวอร์ขึ้นในภาพ เพราะไฟหน้ารถจะมีปริมาณแสงมากกว่าไฟหลังรถ
ยิ่งหากรถมีความเร็วไม่มากนัก จะทำให้มีปริมาณแสงสะสมในภาพมากขึ้น อาจจะหลีกเลี่ยงด้วยการตั้งกล้องในมุมที่อยู่ฝั่งที่เห็นไฟหลังและ
ฝั่งตรงข้ามเป็นไฟหน้า ซึ่งปริมาณรถที่วิ่งผ่านกล้องจะบังแสงไฟหน้าจากฝั่งตรงข้ามเป็นช่วงๆ
ควรวางองค์ประกอบให้มีสิ่งปลูกสร้างที่ดูเด่นเพื่อเป็นวัตถุตายตัวอยู่ในภาพ จะช่วยให้ภาพน่าดูยิ่งขึ้น และสามารถบอกมิติของภาพได้ดีกว่าภาพ
ที่มีแต่เส้นแสงเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ควรเลือกใช้ก็เช่นอาคารสูงทรงแปลกตา, อนุสาวรีย์, เสาโคมไฟ ฯลฯ
มุมสูงจะได้ภาพที่ดูแปลกตาและน่าตื่นเต้น แต่หากต้องไปอยู่บนสะพานหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ต้องสังเกตุดูก่อนว่ามีการโยกคลอนหรือกระเทือน
ในช่วงที่มีรถวิ่งหรือไม่ เพราะการสะเทือนเพียงเล็กน้อยก็สร้างความเสียหายให้กับภาพที่มีการเปิดรับแสงนานได้
ในช่วงงานเทศกาลจะมีปริมาณแสงไฟหน้ารถมาก ซึ่งเป็นสิ่งดีสำหรับการถ่ายภาพแนวนี้ แต่สิ่งที่ควรระวังก็คือจะมีจังหวะที่รถติดได้มากเช่นกัน
ซึ่งหากรถติดอยู่กับที่หรือเคลื่อนตัวช้า ก็จะทำให้เกิดปริมาณแสงมากขึ้น ดังนั้นต้องดูจังหวะการวิ่งของรถให้ดี โดยมากแล้วจะเป็นจังหวะที่รถ
กำลังออกจากแยกในจังหวะเริ่มไฟเขียว ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานรถก็จะเริ่มติดหรือวิ่งช้าลง
ควรลดอุปกรณ์ต่างๆ ที่ไม่จำเป็นลงให้น้อยที่สุดเพื่อให้เกิดความคล่องตัว เพราะอาจจะต้องเดินแบกน้ำหนักเป็นระยะทางไกล
เมื่อจะถ่ายภาพให้ปรับตั้งรูรับแสงและสปีดชัตเตอร์โดยอาจจะเริ่มที่ f/8 สปีดชัตเตอร์ 5 วินาที จากนั้นลองถ่ายภาพทดลองดูว่าต้องปรับเพิ่ม
หรือลดส่วนไหน หากแสงจ้าเกินไปก็ลองหรี่รูรับแสงลง หรือหากมืดเกินไปก็ลองใช้สปีดชัตเตอร์ที่ต่ำลงไปอีก ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับปริมาณแสง
และความเร็วของรถอย่างที่ได้บอกไปแล้ว
เมื่อเล็งภาพในช่องมองภาพเพื่อจัดองค์ประกอบ ให้กำหนดตำแหน่งเป็นเช็คมาร์คทั้งสองด้านของภาพจากวัตถุที่ปรากฏให้เห็น เพื่อใช้เป็น
จุดกำหนดในการเปิดและปิดชัตเตอร์เมื่อรถวิ่งเข้ามาหรือผ่านออกไป ซึ่งนี่จะเป็นเทคนิคสำหรับการเปิดใช้ชัตเตอร์ "B" เพราะในขณะที่กำลัง
บันทึกภาพอยู่นั้นเราจะไม่สามารถมองเห็นภาพได้ จึงต้องใช้วิธีกำหนดจุดแบบนี้ช่วยในการเลือกจังหวะบันทึกภาพ
อาจจะแขวนกระเป๋ากล้องกับขาตั้งในแนวดิ่ง เพื่อใช้สำหรับการถ่วงน้ำหนักช่วยให้ขาตั้งกล้องเกิดความมั่นคงยิ่งขึ้น และจะช่วยให้เราไม่ลืม
ของเมื่อต้องย้ายทีไปยังจุดอื่นๆ ด้วย
ควรติดไฟฉายเล็กๆ ไปด้วย เพราะมันจะช่วยได้มากสำหรับการถ่ายภาพในเวลากลางคืนสำหรับการปรับตั้งต่างๆ ที่อาจจะมองเห็นได้ไม่ดีนัก
เพราะมีแสงน้อย |
|
|
การถ่ายภาพเส้นแสงบนท้องถนนในยามราตรีเป็นสิ่งที่คนใช้กล้อง DSLR ควรจะได้ทดลอง เพราะนี่เป็นการใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติจากกล้องชนิดนี้ได้เต็มที่
นอกจากนี้ยังเป็นการถ่ายภาพที่สนุกจนแทบไม่อยากจะเลิกหากหามุมที่ถูกใจได้จริงๆ และมันจะยังช่วยพัฒนาทักษะการใช้กล้องและอุปกรณ์ให้กับเราได้อย่าง
มากมาย นอกจากนี้ภาพลักษณะนี้มักจะทำให้ผู้ชมตื่นตะลึงได้ไม่ยากหากมีการเปิดรับแสงที่ลงตัว
|
|
|
|
หมูหิน.คอม คิดจะเที่ยวเว็บเดียวก็พอ...
ภาพ เรื่อง และวีดีโอ.....ทีมงานหมูหิน.คอม |