พบกับทริปรถไฟน้องครึกครื้น ชวนเที่ยวฉึกฉักทัวร์กันอีกแล้วนะคะ หลังจากที่ไปมา 2 ทริป สนุกสนานมากมาย ทั้งทริปเดินทอดน่องท่องเมืองเพชร และเที่ยวเมืองอุบลฯ ล่องเรือแม่น้ำโขง ชมมหัศจรรย์สามพันโบก ภาพเขียนสีที่ผาแต้ม แม่น้ำสองสี สำหรับทริปนี้เป็นทริปที่ 3 มาในธีม 3 มหัศจรรย์ สุขสันต์เที่ยวตลาดโบราณ ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เที่ยวสบายๆใกล้กรุงเทพฯ หลากหลายสไตล์ภายในวันเดียว
ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับชื่อที่เรียกค่อนช้างยากนี้ก่อนค่ะ คำว่า ฉะเชิงเทรา นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีบางท่านมีความเห็นว่า น่าจะเพี้ยนมาจากคำเขมรว่า สตรึงเตรง หรือ "ฉ, ทรึงเทรา ซึ่งแปลว่า คลองลึก เพราะเมืองฉะเชิงเทราตั้งอยู่สองฝั่งแม่น้ำบางปะกง เมื่อครั้งที่ขอมยังมีอำนาจปกครองแผ่นดินไทยอยู่นั้นเมืองนี้เป็นเมืองที่อยู่ในอำนาจการปกครองของขอมมาก่อน เป็นไปได้ว่าชาวเมืองในสมัยโบราณอาจจะเรียกแม่น้ำบางปะกงว่า คลองลึก หรือ คลองใหญ่ ตามลักษณะที่มองเห็น
ส่วนชื่อ แปดริ้ว นั้น เนื่องจากเมืองนี้เป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ ในลำน้ำอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด โดยเฉพาะปลาช่อนซึ่งเป็นปลาน้ำจืดรสดีมีชุกชุมและมีขนาดใหญ่กว่าปลาช่อนในท้องถิ่นอื่น ๆจนเมื่อนำมาแล่เนื้อเพื่อตากทำปลาแห้งจะแล่เพียงสี่ริ้ว หรือห้าริ้วตามปกติไม่ได้ต้องแล่ออกถึง แปดริ้ว เมืองนี้จึงได้ชื่อว่า แปดริ้ว ตามขนาดอันใหญ่โตของปลาช่อนซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเมือง

รู้จักเมืองแปดริ้วไปกันบ้างแล้ว เราเริ่มเดินทางกันเลยดีกว่าค่ะ ทริปนี้หมูหินก็เดินทางมากับขบวนรถไฟน้องครึกครื้นชวนเที่ยวฉึกฉักทัวร์เหมือนเช่นเคย ออกเดินทางจากสถานีรถไฟหัวลำโพง โดยรถไฟขบวน 285 ถึงสถานีชุมทางฉะเชิงเทรา ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ ระหว่างทางก็จะมีทีมงานมัคคุเทศก์คอยบริการอาหารและเครื่องดื่ม มื้อเช้าของเราวันนี้เป็นข้าวเหนียวกับหมูแผ่นสุดแซบ แล้วยังมีเกมส์สนุก แจกของรางวัลน่ารักๆจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยด้วยค่ะ เมื่อถึงจังหวัดฉะเชิงเทราแล้ว ก็เปลี่ยนเป็นรถโค้ชปรับอากาศคันใหม่เอี่ยมของ บ.ประดิษฐ์รุ่งเรืองทัวร์ เพื่อเดินทางไปยังวัดโสธรวรารามวรวิหาร กราบนมัสการหลวงพ่อโสธร ที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพของชาวแปดริ้ว
มหัศจรรย์แห่งความศักดิ์สิทธิ์ คือ วัดโสธร หลายๆคนคงเคยไปกันบ้างแล้ว ก็จะเห็นว่าโบสถ์ที่เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อโสธรนั้น มีความวิจิตรสวยงามยิ่งใหญ่ ด้วยงบประมาณในการสร้างกว่า 2,000 ล้านบาท แล้วก็จะมีประชาชนที่ศรัทธาเลื่อมใส ในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อโสธร มากราบไว้กันวันละนับหมื่นๆคน ยิ่งช่วงที่เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาแล้ว แทบจะไม่มีที่เดินกันเลย วัดโสธรหรือ วัดโสธรวรารามวรวิหาร มีชื่อดิมว่า " วัดหงส์" เพราะที่วัดมีเสาใหญ่มีรูปหงส์เป็นเครื่องหมายติดอยุ่บนยอดเสา วัดนี้สร้างในสมัยไม่ปรากฏ แต่พอจะสันนิษฐานได้ว่าเป้นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง สร้างขึ้นในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี หรือต้นสมัยกรุงธนบุรี ราวปี พ.ศ 2307 มูลเหตุที่วัดนี้ที่ได้ชื่อว่าโสธร มีผู้เฒ่าเล่าสืบกันมาว่าหงส์ซึ่งอยู่บนยอดเสาใหญ่ถูกลมพายุพัดลงมา ครั้นหงส์ตกลงมาแล้วก็เหลือแต่เสาใหญ่จึงมีบุคคลเอาธงขึ้นแขวนแทน เลยเรียกชื่อวัดนี้ว่า "วัดเสาธง" ต่อมาเกิดลมพายุกล้าพัดเสาธงหักโค่นลงมาเป้นสองท่อน ประชาชนที่ถือเอาเครื่องหมายเสาธงหักเป็นท่อนนั้น ตั้งชื่อว่า "วัดเสาทอน" ครั้นต่อมาค่อย ๆ เพี้ยนแล้วห้วนเข้าเลยเรียกกันว่า"วัดโสธร" จนกระทั่งปัจจุบันนี้
ก่อนจะเข้าไปกราบหลวงพ่อด้านในก็จะมีเจ้าหน้าที่ของทางวัดคอยตรวจความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกาย หากใครแต่งกายไม่เรียบร้อยหรือไม่เหมาะสมก็จะมีเสื้อคลุมให้ยืม และถอดคืนเมื่ออกจากอุโบสถ ที่นี่ค่อนข้างเคร่งครัดมาก เสื้อจะต้องไม่รัดรูป คอไม่กว้าง ชายเสื้อต้องเลยสะโพกลงไป กางเกงต้องเลยหัวเข่าลง ไปเมื่อเข้าไปก็ต้องเดินวนไปทางซ้ายเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย เมื่อเข้ามาแล้วก็จะเห็นพระพุทธรูปหลายองค์ประดิษฐานอยู่ใจกลางอุโบสถ แต่มีอยู่องค์เดียวเท่านั้นที่เป็นองค์จริง คือองค์ที่ห่มสะไบสีทอง ส่วนตำนานของหลวงพ่อโสธร ก็มีออกมาหลายเรื่อง บ้างก็ว่าเป็นเรื่องของพระ 3 พี่น้อง หรือพระ 5 พี่น้อง บ้างก็ว่าเป็นเรื่องของเศรษฐี 3 พี่น้อง ก็แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละคนนะคะ
มาอีก1 มหัศจรรย์แห่งโชคลาภ วัดจีนประชาสโมสร (วัดเล่งฮกยี่) เป็นวัดจีนที่เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวไทยเชื้อสายจีนเป็นจำนวนมาก ชาวฉะเชิงเทราเชื้อสายจีนต่างเคารพศรัทธาใน พระยู่ไล้ พระโอนิโทฮุด และพระเอี้ยซือฮุด เป็นอย่างมาก รวมถึงไหว้เทพเจ้าอื่นๆ ในวัดเพื่อเป็นสิริมงคล นอกจากนี้ยังมีผู้นิยมมาขอพระเทพเจ้าไฉ่เซ่งเอี้ยผู้เป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภเพื่อขอพรให้มีโชค เงินทองไหลมาเทมา การค้ารุ่งเรือง นอกจากนั้นที่วัดแห่งนี้ยังมีระฆังใบใหญ่น้ำหนักกว่า 1 ตัน ซึ่งเป็น 1 ใน3 ใบในโลก ที่มีจารึกด้วยคาถามหาปรัชญาปรมิตาสูตรจารึกไว้โดยรอบองค์ระฆัง ถือกันว่าถ้าตีระฆัง 1 ครั้ง ก็เหมือนกับการสวดพระสูตรที่จารึกรอบองค์ระฆัง 1 จบ ถือเป็นบุญกุศลอย่างสูง
วัดเล่งฮกยี่ สร้างในสมัยของรัชกาลที่ 5 โดยหลวงจีนชกเฮ็ง เป็นศิษย์วัดมังกรกมลาวาส หรือวัดเล่งเน่ยยี่ กรุงเทพฯ วัดแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนวัดที่ขยายมาจากวัดวัดเล่งเน่ยยี่ ชื่อ วัดเล่งฮกยี่ แปลว่า มังกรแห่งวาสนา หรือ มังกรแห่งโชค จึงมีผู้นิยมมาสักการะวัดนี้เพื่อขอให้มีโชคลาภวาสนา เมื่อครั้งที่สมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวเสด็จประพาสมณฑลปราจีนบุรี เพื่อเปิดทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรานั้น ได้พระราชทานชื่อให้วัดแห่งนี้ว่าวัดจีนประชาสโมสร โดยยังมีป้ายชื่อพระราชทานติดอยู่เป็นมงคลอยู่ที่วัดมาจนทุกวันนี้
ต่อไปเป็นมหัศจรรย์แห่งวิถีชุมชนชน ตลาดบ้านใหม่ อยู่ใกล้กับวัดเล่งฮกยี่ สามารถเดินมาได้ค่ะ พอมาถึงก็ได้เวลาอาหารกลางวันพอดี เรามาทานกันที่ร้านป้าหนู ถือว่าเป็นร้านที่ขึ้นชื่อของตลาดบ้านใหม่ เพราะอาหารอร่อย บรรยากาศดี เสร็จแล้วเราก็มาเดินดูข้าวของในตลาดกัน ตลาดบ้านใหม่ เป็นตลาดที่อยู่คู่กับชาวแปดริ้วมากว่า 100 ปี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำบางปะกง เป็นแหล่งเศรษฐกิจ การค้าขาย และวิถีชีวิตของชาวตลาดที่อยู่ริมน้ำที่มีความสำคัญ อีกทั้งยังเป็นแหล่งสืบทอดวัฒนธรรมที่มีการผสมผสานกันอย่างกลมกลืน ระหว่าง วัฒนธรรมไทย และจีนที่ดีงามที่มีมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ให้ยังคงอยู่ไว้อย่างน่าชื่นชม
หลังมื้อกลางวันเราก็มาอิ่มบุญกันต่อกับ มหัศจรรย์แห่งความสำเร็จและความอุดมสมบูรณ์ ณ วัดสมานรัตนาราม วัดแห่งนี้เป็นที่รู้จักแก่บุคคลทั่วไป ในเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือ พระพิฆเนศปางนอนเสวยสุข ซึ่งเป็นปางนอนองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งปางนอนนั้นมีความหมายว่า เป็นปางที่ ประทานความมีกินมีใช้ เงินทองไม่ขาดมือ อยู่อย่างสุขสบาย อิ่มหนำสำราญ ขจัดปัญหา ไม่มีเรื่องให้วุ่นวายใจ เนื้อองค์มีสีชมพู รอบฐานมีปางต่างๆถึง 32 ปางให้ชม ภายใต้ฐานพระพิฆเนศ ได้เปิดให้ประชาชนสักการะกราบไหว้ และ ริมแม่น้ำมีศาลาที่ประดิษฐานองค์พระพิฆเนศ ปางนอนและ มีพระพุทธรูป ให้ประชาชนได้กราบไหว้สักการะขอพร ถ้านักท่องเที่ยวสังเกตุหน้าฐานพระพิฆเนศ จะเห็นปูนปั้นรูปหนู อยู่สองตัว ที่ยืนทำมือป้องหูไว้เชื่อว่า ถ้าอยากได้สิ่งใด ขอพรสิ่งใดให้สมหวัง ให้ไปกระซิบที่หูหนู แล้วหนูจำนำความไปบอกท่านพระพิฆเนศให้ประทานสิ่งที่ต้องการกลับมา และที่สำคัญอย่าลืมติดสินบนหนูด้วย โดยการทำบุญใส่ตู้ที่วางไว้ด้านหน้า
ก่อนกลับมาชม มหกรรมปั้นทรายโลกของไทย (World Sand Sculpture Festival of Thailand) ภายในมีการจัดพื้นที่แสดงผลงานแสดงไว้ทั้งหมด 4 โซนคือ โซนที่ 1 จัดแสดงราศีต่างๆ และเทพประจำวันเกิด โซนที่ 2 จัดแสดงที่มืด พร้อม แสง สี เสียง เป็นศิลปะวัฒนธรรมไทย รวมทั้งละครในเรื่องราวต่าง ๆ ของไทย ตัวอย่างเช่น สุดสาคร นางเงือก พระอภัยมณี เหรียญหลวงปู่ทวดแห่งวัดช้างให้ ศึกยุทธหัตถี วัดโสธรวรารามวรวิหาร กินรี อนุสาวรีย์สุนทรภู่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หนุมานอ้าปาก รูปปั้นยักษ์ นางผีเสื้อสมุทร โซนที่ 3 เป็นส่วนของการจัดการแสดงประติมากรรมทรายนานาชาติ ที่จัดแสดงไว้อย่าง เช่น กำแพงเมืองจีน กองทัพทหารแห่งราชวงศ์ฉิน มังกรของประเทศจีน โรงอุปรากรซิดนีย์ หอนาฬิกาบิ๊กเบน ฯลฯ และโซนที่4 เป็นชิ้นงานที่มีขนาดใหญ่ อลังการ ผลงานที่จัดแสดงได้แก่ พระเกจิอาจาร์ดัง 4 ท่าน วัดโสธร เจ้าแม่กวนอิม มหกรรมปั้นทรายโลกของไทย เริ่มเปิดให้ชมตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 มีพื้นที่จอดรถ 500 คัน
หลังจากที่ชมความอลังการของปั้นทรายโลกเรียบร้อย เราก็มุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟฉะเชิงเทรา เพื่อเป็นเป็นรถไฟขบวนหรรษาขบวนเดิม หมูหินได้เห็นความเหน็ดเหนื่อยจากการท่องเที่ยว เนื่องจากสภาพอากาศค่อนข้างร้อน แต่ก็ได้เห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข บ่ายสี่โมงตรง รถไฟจอดเทียบชานชาลาและออกเดินทางสู่กรุงเทพหมานคร ระหว่างทางทีมงานทัวร์ก็ได้บริการขนมและน้ำ แล้วก็มีการเล่นเกมส์ชิงรางวัล ซึ่งเป็นรางวัลใหญ่ด้วยค่ะ นั่นก็คือ กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ 2 ใบ ใช้เวลาเพียงไม่นานเราก็เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ ขอขอบคุณการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และการรถไฟแห่งประเทศไทยที่พาหมูหินไปพบเจอสิ่งดีที่เมืองแปดริ้วค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.sawasdee-padriew.com
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.)
โทรศัพท์ 0 2192 1924-6, 022472517 โทรสาร 0 2192 1951-2
โทรศัพท์มือถือ 082 222 1309

ขบวนรถไฟเริ่มออกแล้ว |

เริ่มลุยกันเลยค่ะ สู้ตายมั้ยคะน้องเนย |

เล่นเกมส์ได้รางวัลเป็นหมวกใบสวย |

คู่นี้ได้รางวัลเป็นเซ็ตเลย |

คุณพี่ก็ได้เหมือนกันค่ะ |

ถึงแล้วค่า ฉะเชิงเทรา

ด้านหลังสถานีรถไฟ
|

มากราบหลวงพ่อโสธรดีกว่า |

ญาติโยมมากราบหลวงพ่อโสธร |

สง่างามมากมายค่ะ
|

องค์จริงคือองค์หน้านะคะ |

ดอกไม้ที่ใช้บูชา |

คุณลุงมาทำบุญด้วย |

ภายในโบสถ์โอ่โถง กว้างขวาง |

รูปหลวงพ่อโสธรองค์เก่าที่ยังไม่ได้บูรณะ |

โบสถ์หลังใหม่สวยงาม |

ทางเข้าด้านหน้า |

ประตูทางเข้าวัดโสธรวรารามวรวิหาร |

ขนมจากของฝากขึ้นชื่อจากเมืองแปดริ้ว |

ห่อหมกจับไม้ |

น้ำตาลสดแท้เจ้าแรกเมืองแปดริ้ว |

ปลาแปรรูปสารพัดชนิด |

ของฝากเมืองแปดริ้ว |

ดอกไม้บูชาที่วัดเล่งฮกยี่ |

ผลไม้คู่น้ำตาลสด แปลกดี

ภายในตลาดบ้านใหม่ |

โคมไฟประดับแบบจีน |

เทพเจ้าที่คนจีนแปดริ้วเคารพนับถือ |

เทพเจ้าที่คนจีนแปดริ้วเคารพนับถือ |

จุดธูปและเทียนเพื่อไหว้เทพเจ้า |

เทพเจ้าที่คนจีนแปดริ้วเคารพนับถือ |

ปักเทียนตรงนี้นะคะ |

วัดเล่งฮกยี่ |

ต้องไหว้กันทั้งหมด 30 จุดเลย |

เทพเจ้าที่คนจีนแปดริ้วเคารพนับถือ |

ทางเข้าวัดเล่งฮกยี่ |

มาเดินช้อปปิ้งที่ตลาดบ้านใหม่ |

ขนมถ้วยน่ากิ๊น น่ากิน |

ตลาดเก่าร้อยปีตลาดบ้านใหม่

ร้านก๋วยเตี๋ยวสไตล์เก่าๆ
|

แม่ค้าแต่งตัวได้เข้ากับพื้นที่จริงๆ |

มื้อเที่ยงของเราค่ะ ที่บ้านป้าหนู |

มื้อเที่ยงของเราค่ะ ที่บ้านป้าหนู |

มื้อเที่ยงของเราค่ะ ที่บ้านป้าหนู 
มื้อเที่ยงของเราค่ะที่บ้านป้าหนู |

ตบท้ายด้วย ไอติมที่บ้านป้าหนู |

ร้านอาหารบ้านป้าหนู ริมแม่น้ำบางปะกง |

มองเห็นทางรถไฟ |

นักรบไทยโบราณ |

นักรบไทยโบราณ |

ร้านขายขนม ของเล่น โบราณ |

กะจับ ของทานเล่นที่ไม่ค่อยเห็นแล้วในกรุงเทพ |

ภายในตลาดบ้านใหม่ |

บรรยากาศริมน้ำ |

ของฝากที่ระลึก |

ของฝากที่ระลึก |

พระพิฆเนศปางเสวยสุข |

พระพิฆเนศกับ3เซียน |

มาเที่ยวแบบครอบครัว |

ชาวบ้านโบราณ |

เจ้าแม่กวนอิม อีก1สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วรเคารพ |

เข้าวัดทำบุญ |

เตี๋ยวเรือต่อชาม ร้านก๋วยเตี๋ยวขึ้นชื่อ |

ภายในตลาดบ้านใหม่ |
|

ตอนเด็กๆเราก็ชอบกินแบบนี้ |

เชิญบูชาพระราหูได้นะคะ

มหกรรมปั้นทรายโลกของไทย |

โซนแรกเกี่ยวกับศิลปะแบบไทย |

โซนที่สองแสดงสัญลักษณ์ของแต่ละประเทศที่สำคัญๆ |

โซนที่สี่ งานปั้นทรายขนาดใหญ่ |

เตรียมตัวขึ้นรถไฟ |

ขอเก็บถาพเป็นที่ระลึกหน่อยค่า |

โพสท่าน่ารักเชียว |

ทางรถไฟมุงหน้าสู่กรุงเทพฯ |

สาวน่ารักกับน้องครึกครื้น |

ของที่ระลึกจากNCทัวร์ |

สนุกมากเลยค่า |

กำลังแจกของรางวัลค่ะ |

รางวัลแรกปลอบใจสื่อจากบ้านเมือง(กระเป๋าสุดเก๋555) |

สาวน้อยของเราได้รางวัลด้วย |

อีกรางวัลจะเป็นของใครน๊า |

ของคุณแม่กับคุณลูกคู่นี้เอง |

บรรยากาศริมน้ำ 
ทีมงานที่ดูแลเราตลอดการเดินทางค่ะ |

น่ารักไหมค่ะ |