Member Login
username
password
สมัครสมาชิก

ท่องเที่ยวภาคตะวันออก

ท่องเที่ยวภาคเหนือ

ท่องเที่ยวภาคกลาง

ท่องเที่ยวภาคอิสาน

ท่องเที่ยวภาคใต้

ท่องเที่ยวต่างประเทศ

www.MooHin.com > จังหวัดกรุงเทพ > เรือพระราชพิธี

นี่คือหนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก

           
 จากต้นไม้ใหญ่เป็นแผ่นไม้กระดานเล็ก ๆ  กลายมาเป็นนาวาสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ อลังการไปด้วยศิลปะการสร้างที่ วิจิตรสวยสดงดงามตามแบบฉบับของศิลปะไทยแท้ ๆ  จนมาเป็นเรือพระราชพิธี ซึ่งเป็นราชพาหนะที่สำคัญของพระมหากษัตริย์ไทย ในการเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำ หรือ พยุหยาตราชลมารค  นับตั่งแต่โบราณกาลมา

            วิถีชีวิตของชาวไทยผูกพันกับสายน้ำอันเป็นแหล่งทัพยากรสำคัญในการดำรงชีวิตมาตั้งแต่สมัยโบราณ จนปัจจุบัน  เส้นทางน้ำสายต่าง  ๆ ก่อเกิด การดำเนินชีวิตริมน้ำ และสถาปัตยกรรมเกิดขึ้นจากภูมิปัญญาท้องถิ่น คือเรือ ซึ่งมีลักษณะรูปลักษณ์แตกต่างกันไปแต่ละสายน้ำและลักษณะทางภูมิศาสตร์ ถือเป็นพาหนะสำคัญอย่างยิ่งในสมัยก่อน ที่จะต้องใช้ ในการเดินทางและทำศึกสงคราม จะเห็นได้ในประวัติศาสตร์การสงครามที่ต้องใช้ทับเรือเป็นทับหน้าที่สำคัญ เพราะป้อมเมืองเป็นแบบคลองน้ำรอบตัวเมืองไว้  เรือจึงเป็นสิ่งสำคัญในเกือบทุกด้านในสมัยโบราณมา  หลังจากว่างเว้นจากศึกสงครามก็จะนำเรือที่ใช้ในการรบมาประดับประดาตกแต่งวิจิตร สวยงามพิสดารจนกลายเป็นเรือพระที่นั่งที่ใช้ในราชพิธี สำคัญต่าง ๆ มากมาย
 

          ทริปนี้หมู หิน.คอม พามาชม ความงดงามทางศิลปะแบบอย่างไทยแท้และความยิ่งใหญ่ของเรือพระราชพิธี  ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี  ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญทางนาวาของประวัติศาสตร์ชาติไทยครับ ส่วนใหญ่เราจะเห็นเรือเหล่านี้ลอยลำอยู่ในสายน้ำในพิธีสำคัญ ๆ เท่านั้น ทริปนี้เราพามาชมกันแบบใกล้ ๆ ให้ถึงใจกันไปเลย

ภายในพิพิธภัณฑ์ฯ จัดแสดงเรือพระราชพิธี 8 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ (รัชกาลที่ 9 )เรือครุฑเหินเห็จ เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรืออสุรวายุภักษ์ และเรือเอกไชยเหินหาว  นอกจากเรือพระที่นั่งและเรือต่าง ๆ ที่ใช้ในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ฯ แล้ว ยังมีเครื่องประกอบและสิ่งของเครื่องใช้ในพระราชพิธีต่าง ๆ จัดแสดงอยู่ด้วย เช่น บัลลังก์บุษบก บัลลังก์กัญญา พายชนิดต่าง ๆ และเครื่องแต่งกายของเหล่าฝีพาย  เราเข้าไปชมความสวยงามกันเลยครับ



            เมื่อเราเดินเข้ามาก็พบกับความสวยงามและยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างจริง ๆ เรือแต่ละรำ มีขนาดที่ใหญ่ มาก ๆ กว่าเรือทั่ว ๆไป และศิลปะการสร้างเรือแต่ละรำมันช่างวิจิตรล้ำเลิศด้วยฝีมือแบบเอกลักษณ์ไทยของแท้เหลือเกินครับ เป็นบุญตา ของหมูหิน.คอม ที่ได้เข้ามาชมครั้งหนึ่งในชีวิต สุดยอดมาก ๆ  นอกจาก จัดแสดงเรือที่เป็นเรือพระที่นั่งแล้วภายในยังจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทางนาวาของไทยตั้งแต่สมัยอดีต จนมาถึงปัจจุบัน และมี โขนเรือในสมัยต่าง ๆ หลายชิ้นที่ยังหลงเหลือให้เราได้ชมอีกด้วย  มีนักท่องเที่ยวเข้ามาชมกันอย่างตื่นตาตื่นใจ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เป็นความสวยสดงดงามที่ยากจะลืมเลือน  ที่นี่เป็นแหล่งรวมศิลปะอันสวยงามของไทยหลายแขนง ครับ และที่สำคัญเป็นเรือพระที่นั่งพระมหากษัตริย์ของไทยเราที่ใช้เสด็จพระราชดำเนินทางน้ำ   ซึ่งเรียกว่า  กระบวนพยุหยาตราชลมารค  ครับ
 

          เรือพระราชพิธี  เป็นเรืออีกรูปแบบหนึ่ง ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเป็นราชพาหนะ ในการเสด็จพระราชดำเนินนำกองทัพในการศึกสงคราม และเพื่อใช้ในกิจการงานต่าง ๆของราชสำนัก รูปแบบของเรือมีลักษณะพิเศษอันสะท้อน ถึงแบบแผนในราชสำนักไทย ที่ยอย่องเทิดทูล องค์พระมหากษัตริย์ ในฐานะองค์สมติเทพ อีกทั้งตัวเรือยังมีการประดับตกแต่งด้วยงามประณีตศิลป์อันทรงคุณค่าของแผ่นดิน   เรือพระราชพิธีเป็นเรือที่มีประวัติสำคัญมาแต่โบราณ ที่ยังคงมีความสวยงามในฝีมือช่างอันล้ำเลิศ และทรงคุณค่าในงานศิลปกรรม ประการสำคัญ ยังสามารถนำมาใช้ในการพระราชพิธีต่างๆ สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้

กระบวนพยุหยาตราชลมารค หมายถึง ริ้วกระบวนที่จัดขึ้นในการในการที่พระมหากษัตริย์ไทยในสมัยโบราณเสด็จพระราชดำเนินไปในการต่าง ๆ ทั้งเป็นการส่วนพระองค์และที่เป็นการราชพิธี เดิมเป็นการเสด็จพระราชดำเนินและประกอบการพระราชพิธีหลายอย่าง เช่น พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน พระราชพิธีบรมราชาภิเษก การเสด็จไปนมัสการรอยพระพุทธบาท การอัญเชิญพระพุทธรูปที่สำคัญจากหัวเมืองเข้ามาประดิษฐานในเมืองหลวง เป็นต้น

ต่อมาในพ.ศ. 2310 เมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ปรากฏว่า กระบวนเรือพระราชพิธีได้ถูกข้าศึกทำลายสูญสลายกลายเป็นเถ้าถ่านไปในกองเพลิง เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทยจนสำเร็จ และในเวลาต่อมาพระองค์ได้ทรงเร่งสร้างเรือพระราชพิธีขึ้นสำหรับใช้ในราชการศึกสงครามต่าง ๆ มากมายหลายร้อยลำ

ในสมัยรัชกาลที่ 4 บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อยปราศจากศึกสงคราม อีกทั้งมีการใช้เรือกลไฟซึ่งใช้เครื่องจักรไอน้ำแทนมากขึ้น จึงทำให้ เรือรบในแม่น้ำในอดีตหรือเรือพระราชพิธีที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ได้ยุติบทบาทอย่างสิ้นเชิง คงใช้เป็นเพียงเรือพระที่นั่งขององค์ประมุขของประเทศในการเสด็จไปในพระราชพิธีที่สำคัญ เช่น พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐินโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค ซึ่งเป็นการรักษาจารีตประเพณีอันดีงามของชาติไทยมาจวบจนทุกวันนี้
หลังจากที่เราศึกษาประวัติศาสตร์กันแล้ว เราเข้าไปชมเรือที่มีความเก่าแก่และมีความสวยงามเป็นอย่างมากพร้อมกับสง่างามเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้อยู่ในพื้นน้ำอันกว้างใหญ่ เป็นที่ตรึงตราตรึงใจแก่ผู้ได้พบเห็นเป็นอย่างมาก
เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ คือความสวยงามแห่งสายน้ำ เมื่อได้ลงไปลอยลำอยู่ในพื้นน้ำ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นเรือพระที่นั่งที่สร้างใหม่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่มาเสร็จสมบูรณ์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเรือลำแรกนั้นมีนามว่า เรือศรีสุพรรณหงส์ สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช


โขนเรือเป็นรูปหงส์ ลงรักปิดทองประดับกระจก ภายนอกทาสีดำ ท้องเรือภายในทาสีแดง ยาว 44.9 เมตร กว้าง 3.14 เมตร ลึก 0.9 เมตร กินน้ำ ลึก 0.41 เมตร กำลัง 3.5เมตร(พาย 1 ครั้งลอยไป 3.5 เมตร) ใช้ฝีพาย 50 คน นายท้าย 2 คน นายเรือ 2 คน คนถือธง 1 คน พลสัญญาณ 1คน และ คนเห่เรือ 1 คน

ด้วยความสำคัญของเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ และความสวยงามของศิลปะการสร้างเรือที่ประณีตงดงาม ทำให้องค์การเรือโลกแห่งสหราชอาณาจักร ได้มอบรางวัลเรือโลกแก่เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2535 คณะกรรมการองค์การ WORLD SHIP TRUST  ได้มอบเหรียญรางวัลเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเหรียญรางวัลมรดกทางทะเลขององค์การเรือโลก ประจำปี 2535 (THE WORLD SHIP TRUST MARITIME HERITAGE AWARD "SUPHANNAHONG ROYAL BARGE")  และนี่คืออีกหนึ่งความภาคภูมิใจของพวกเราชาวไทยครับ เป็นความงดงามที่สมควรเก็บรักษาไว้ให้อยู่คู่กับเมืองไทยเราต่อไปครับ

หลังจากเราชมความงามของเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์กันอย่างตื่นเต้นแล้ว เราก็พามาชมเรือพระที่นั่งของพ่อหลวงของเราบ้างครับ ซึ่งมีความสวยงามไม่แพ้กันเลย  เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณฯ จัดสร้างขึ้น เพื่อเฉลิมฉลองในวโรกาส พระราชพิธีกาญจนาภิเษก แห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 9  มิถุนายน ปี 2539

เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณฯ จัดเป็นเรือพระที่นั่งกิ่ง ลำเดิมสร้างขึ้น ในสมัย รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีชื่อว่า มงคลสุบรรณ  หัวเรือเป็นรูป พระครุฑพ่าห์ ต่อมา ในรัชกาลที่ 4 ได้เสริมรูปพระนารายณ์ ยืนประทับบนหลังพญาสุบรรณ แล้วขนานนามว่า  เรือนารายณ์ทรงสุบรรณ  ต่อมา เรือได้เสื่อมสภาพลง คงเหลือแต่โขนเรือ เก็บรักษาไว้ แต่เนื่องจากความงดงาม และความสำคัญ ในสัญลักษณ์ของโขนเรือ ที่เป็นเชิงเทิดพระเกียรติ สถาบันพระมหากษัตริย์

ลักษณะโขนเรือ โขนเรือ จำหลักรูปพระนารายณ์ 4 กร ทรงเทพศาสตรา ตรีคฑาจักรสังข์ ทรงเครื่องภูษิตาภรณ์ และ มงกุฏยอดชัย ประทับยืนบนหลังพญาครุฑ ซึ่งเป็นโขนเรือ แกะสลักจากไม้ ลงรักปิดทองประดับกระจกตลอดทั้งลำ ลวดลายเขียนลายดอกพุดตานพื้น  ส่วนท้ายเรือ มีลักษณะคล้าย ท้ายเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช แต่ส่วนเหนือมาลัยท้าย เป็นสร้อยหางครุฑ ปลายหางสุดของท้ายเรือเป็นกนกหางครุฑ  ท้องลายของท่อนหางเป็นขนครุฑสีพื้นเรือหรือสีท้องเรือ เป็นสีแดงชาด ใช้ตัวบัลลังก์กัญญาเรือ เช่นเดียวกับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นลวดลายแกะสลัก ลงรักปิดทอง ประดับกระจกแผงพนักพิง แกะสลักลวดลาย เป็นรูปครุฑยุดนาค ลงรักปิดทอง ประดับกระจก ภายในเหมือนเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ลูกแก้วรับขื่อ เป็นไม้แกะสลัก ลงรักปิดทอง ประดับกระจก เสาสองต้นทาสีดำส่วนพายกับฉาก ลงรักปิดทอง การวางฉัตร ให้เว้น 2  กระทง ต่อ 1  ฉัตร ผ้าดาดหลังคากัญญาเรือ เป็นทองแผ่ลวด ลายโคมแย่ง ลงรักปิดทอง ประดับกระจก พื้นแดงลายจั่ว และลายผ้าม่านโดยรอบ ประดับด้วยทองแผ่ลวดขนาดของเรือ มีความยาว 44.30  เมตร ความยาวแนวน้ำหนักบรรทุกเต็มที่ 34.60  เมตร ความกว้าง 3.20  เมตร ความลึก 1.10  เมตร กินน้ำลึก 0.40  เมตร ระวางน้ำบรรทุกขับเต็มที่ 20 ตัน มีฝีพาย 50 นาย


เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณฯ มีความสวยงามด้วยศิลปะอลังการงานสร้างไม่แพ้ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์เลยแม้แต่น้อยสมกับเป็นเรือพระที่นั่งประจำราชกาลที่ 9  ของพวกเราชาวไทยทุกคน และยังมีเรือพระที่นั่งที่สวยงามอีกหลายรำ เราไปตามชมกันต่อเลยครับ เรือ พระที่นั่งอนันตนาคราช  ซึ่งเป็นเรือพระที่นั่งที่เก่าแก่ สร้างตั้งแต่ สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งโขนเรือเป็นรูปพญาอนันตนาคราช สวยงามมาก ๆ  หมูหิน.คอมว่า โขนเรือลักษณะนี้ น่าจะทำยากมาก ๆ เพราะมีนาคถึง 7 เศียร  แยกออกมาจากที่เดียวกัน สุดยอดฝีมือของช่างไทยเราครับ

เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เป็นเรือพระที่นั่งบัลลังก์ในกระบวนพยุหยาตราชลมารค สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ลำปัจจุบันมีการสร้างใหม่ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สำเร็จเมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2457  ลำเรือภายนอกทาสีเขียว ท้องเรือภายในทาสีแดง ยาว 42.95  เมตร กว้าง 2.95  เมตร ลึก 0.67  เมตร กินน้ำลึก 0.71  เมตร กำลัง 3.02  เมตร ฝีพาย 54  คน นายท้าย 2 คน นายเรือ 2 คน คนถือธงท้าย 1 คน พลสัญญาณ 1 คน คนเห่เรือ 1 คน โขนเรือเป็น พญาอนันตนาคราช"หรือนาค 7  เศียร โดยปกติจะใช้เป็นเรือพระที่นั่งรอง หรือเรือเชิญผ้าพระกฐิน หรือประดิษฐานบุษบกสำหรับพระพุทธรูปสำคัญ นับเป็นเรือพระที่นั่งที่มีความงดงามอีกลำหนึ่ง ครับ

เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์เป็นเรือพระที่นั่งรอง ในกระบวนพยุหยาตราชลมารค ลักษณะเด่นคือมีโขนเรือเชิดเรียว ไม่ได้สร้างเป็นรูปสัตว์ในตำนาน แต่จำหลักและปิดทองเป็นรูปพญานาคจำนวนมาก จึงได้ชื่อว่า อเนกชาติภุชงค์ (อเนก หมายถึง จำนวนมาก, ชาติภุชงค์ หมายถึง พญานาค) เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ สร้างขึ้นใหม่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ก่อนหน้านี้ไม่ปรากฏชื่อเรือพระที่นั่งลำนี้ จัดเป็นเรือพระที่นั่งศรี ในลำดับชั้นรอง ใช้ในการเสด็จพระราชดำเนินลำลอง ภายหลังนำเข้ากระบวนพยุหยาตราชลมารค เรียกว่า เรือพระที่นั่งรอง นับเป็นเรือพระที่นั่งลำเดียวที่สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 5 โขนเรือจำหลักปิดทองเป็นรูปพญานาคเล็ก ๆ จำนวนมาก ลำเรือภายนอกทางสีชมพู ท้องเรือภายในทาสีแดง ยาว 45.50  เมตร กว้าง 3.15 เมตร ลึก 1.11 เมตร กินน้ำลึก 0.64  เมตร กำลัง 3.50 เมตร ใช้ฝีพาย 61  คน นายท้าย 2  คน นายเรือ 2 คน คน ถือธงท้าย 1  คน พลสัญญาณ 1 คน คนเห่ 1 คน
นอกจากเรือพระที่นั่งที่มีความงดงามแล้ว  ก็ยังมีเรือที่เก่าแก่ที่เป็นเรือรูปสัตว์ ต่าง  ๆ ซึ่งในสมัยโบราณใช้ในการ ทำศึกสงคราม  และยังนำมาใช้ประกอบในกระบวนพยุหยาตราชลมารค อีกด้วย

เรือเอกไชยเหินหาว เป็นเรือประเภทเรือเอกขัยในลำดับชั้นของเรือพระที่นั่งในกระบวนพยุหยาตราชลมารค ซึ่งเกือบเทียบเท่าเรือพระที่นั่งกิ่ง ทำหน้าที่เป็นเรือคู่ชักใช้นำหน้าหรือชักลากเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ คู่กับเรือเอกไชยหลาวทองหรือสำหรับชักลากเรือพระที่นั่ง ในกรณีที่ฝีพายไม่เพียงพอ  เรือเอกไชยเหินหาวสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1  เรือลำนี้ได้ถูกระเบิดได้รับความเสียหายใน สงครามโลกครั้งที่ ๒ พ.ศ. 2487  ต่อมากรมศิลปากรได้ตัดหัวเรือและท้ายเรือเก็บรักษาไว ้ ใน พิพิธภัณฑ์ เมื่อปี 2491   ลำปัจจุบัน สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2508  จากหัวและท้ายเรือเดิม ลงน้ำเมื่อ 18  กันยายน พ.ศ. 2510
เรือครุฑเหินเห็จ (เรือครุฑเหิรเห็จ) เรือครุฑเหิรเห็จจัดเป็นเรือรูปสัตว์ ในประเภทเรือเหล่าแสนยากร  ลำเดิมสร้างในรัชกาลที่ 1  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในระหว่างสงครามโลก ครั้งที่ 2 ได้รับความเสียหายจากระเบิด ในปี พ.ศ. 2511 กรมศิลปากรจึงนำโขนเรือเดิมมา ซ่อมแซมขึ้นใหม่ จนถึงในปัจจุบัน  ลักษณะ  โขนเรือเป็นรูป พญาครุฑยุดนาค เรือครุฑเหิรเห็จสีแดง ขนาด: เรือครุฑเหิรเห็จ มีความยาว 28.58  เมตร กว้าง 2.10  เมตร กินน้ำลึก 0.56  เมตร  เจ้าพนักประจำเรือ: ฝีพาย 34  นาย นายท้าย 2 นาย

เรือกระบี่ปราบเมืองมาร  เป็นเรือรบโบราณ เพราะมีช่องติดตั้งปืนใหญ่ที่ใต้โขนเรือในลำดับชั้นของเรือเหล่าแสนยากร จัดเป็น เรือรูปสัตว์ไม่ปรากฏหลักฐานการสร้าง ในปี พ.ศ.2478  ได้รับความเสียหายจากระเบิดระหว่าง สงครามโลก ครั้งที่ 2  กรมศิลปากรได้จัดสร้างเรือกระบี่ราญรอนราพณ์ขึ้นใหม่ทั้งลำ เมื่อปี พ.ศ. 2509  และ ซ่อม เรือกระบี่ ปราบเมืองมารจากหัวเรือเดิม เมื่อปี พ.ศ. 2510  ลักษณะ: โขนเรือสลักรูปขุนกระบี่ ปิดทองประดับกระจก ลำเรือ ทาสีดำเขียนลายดอกพุตตานสีทอง  เรือกระบี่ ราญรอนราพณ์เป็นขุนกระบี่สีขาว

เรืออสูรวายุภักษ์จัดเป็นเรือรูปสัตว์ ในประเภทของเรือเหล่าแสนยากร มีช่องปืนที่ใต้โขนเรือ ทำหน้าที่เป็นเรือรบ ในสมัยโบราณไม่ปรากฏหลักฐานการสร้าง แต่มีการซ่อมแซมตกแต่งเรืออสูรวายุภักษ์ขึ้นใหม่ใน พ.ศ.2514  ลักษณะ โขนเรือสลักเป็นรูปยักษ์กายเป็นนก ปิดทองประดับกระจก เครื่องแต่งกายสีม่วง ด้านหลังสีเขียวลำเรือ ภายนอก ทาสีดำเขียนลายดอกพุตตานสีทอง ภายในทาสีแดง เรืออสูรวายุภักษ์กายสีคราม  ขนาด เรืออสูรวายุภักษ์ ความยาว 31.00  เมตร กว้าง 2.03  เมตร กินน้ำลึก 0.61  เมตร เจ้าพนักงานประจำเรือ  ฝีพาย 30  นาย นายท้าย 2 นาย

การทำโขนเรือเป็นรูปสัตว์ ต่าง ๆนั้นก็เพื่อ สื่อความหมายต่าง ๆอย่างเช่น ทำเป็นรูปหงส์ ซึ่งในตำนานเป็น พาหนะของพระพรม  เทพพระเจ้าผู้รับการนับถือในฐานะผู้สร้างโลก ,พระนายรายณ์ทรงครุฑ โดยมีความเชื่อว่าพระมหากษัตริย์เป็นองค์อวตารของพระวิษณุ,กระบี่หรือลิง  คือแสดงถึงหนุมานในฐานะนายทหารผู้จงรักภักดีต่อพระราม(อวตารของพระวิษณุ) ,ครุฑ ในตำนานคือพาหนะของพระรารายณ์, นาค  คือความเชื่อของสังคมไทยที่มีต่อองค์พนะมหากษัตริย์ ในฐานะอวตารของพระนารายณ์ คือเมื่อพระองค์เสด็จประทับในเรือพระที่นั่งเปรียบเสมือนพระนารายณ์ประทับเหนือพญาอนันตนาคนั่นเอง จะเห็นได้ว่าสังคมไทยตั่งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันยกย่องเทิดทูลสถาบันพระมากษัตริย์เหนือสิ่งอื่นได้ครับ

ในการจัดริ้ว กระบวนพยุหยาตราชลมารค มีความยิ่งใหญ่และ มีการใช้เรือกันเป็นจำนวนมากในการจัดริ้วกระบวน  ประกอบไปด้วย   เรือต้น คือเรือพระที่นั่งทรงของพระเจ้าแผ่นดิน แต่สมัยหลังความหมายของเรือประเภทนี้ได้เปลี่ยนไป หมายถึง เรือลำที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จลำลองแปลงพระองค์ไปตรวจทุกข์สุขของราษฎ  เรือพระที่นั่งทรง ได้แก่ เรือเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ,เรือพระที่นั่งรอง  ได้แก่  เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณรัชกาลที่ 9 ,เรือทรงผ้าไตร  ได้แก่  เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช ,เรือรูปสัตว์   ได้แก่  เรืออสุรปักษี  เรืออสุราวายุภักษ์  เรือกระบี่ปราบเมืองมาร  เรือกระบี่ราญรอญราพณ์เรือครุฑเตร็จไตรจักร  เรือครุฑเหิรเห็จ ,เรือประตูหน้า ได้แก่   เรือนำริ้วกระบวนจำนวน 2  ลำ เรือทองบ้าบิ่นและเรือทองขวานฟ้า ,เรือพิฆาต   ได้แก่ เรือเสือทะยานชล  เรือเสือคำรณสินธุ์ ,เรือดั้ง    ได้แก่  มีจำนวนทั้งสิ้น 22  ลำ หรือ 11  คู่อยู่ริ้วนอกด้านหน้าของกระบวน เลขคี่อยู่ด้านขวา เลขคู่อยู่ด้านซ้าย บางลำทาสีทองเรียก "เรือดั้งทอง" ,เรือกลองใน  ได้แก่  เรือแตงโม ,เรือกลองนอก ได้แก่  เรืออีเหลือง,เรือตำรวจใน – นอก   ได้แก่  เรือกราบ  จำนวน 2 ลำ ,เรือคู่ชัก  ได้แก่  เรือเอกชัยเหิรหาว  เรือเอกชัยหลาวทอง ,เรือตำรวจตาม   ได้แก่  เรือกราบกัญญา เป็นพาหนะของเรือพระตำรวจหลวงรักษาพระองค์ ,เรือแซง   ได้แก่  เรือกราบกัญญา เป็นเรือทหาร  เรือแซงเสด็จทั้ง 2 ข้างเรือพระที่นั่ง อยู่ในริ้วกระบวนนอกสุดมี ๖ ลำหรือ 3 คู่ ,เรือประตูหลัง  ได้แก่  ใช้เรือแซงเป็นเรือกราบกัญญา  นอกจากกระบวนเรือที่ยิ่งใหญ่แล้ว ในระหว่างทางเลื่อนกระบวนก็มีการ กาพย์เห่เรือ ที่ขับร้องในท่วงทำนองที่ไพเราะขับรับกับจังหวะจ้วงพายกระทบน้ำเป็นจังหวะ และส่งเสียงประสานรับกันในท่วงทำนองเพลงยอพระเกียรติ พระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเป็นวรรณกรรมในการพยุหยาตรชลมารค

นอกจากเราได้ชมความงามของตัวเรือพระราชพิธีแล้ว ภายในยังจัดแสดง เครื่องประดับต่าง ๆ ที่ใช้ในการประดับตกแต่งเรือพระราชพิธี ซึ่งการทำประณีตสวยงามเป็นอย่างมาก  เช่น ผ้าหน้าโขนเรือพระที่นั่ง,พู่เรือดั้ง,พู่เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์,ธงสัญญาณท้ายเรือรูปศีรษะสัตว์,พายเงินพายทอง และมีการเปิดภาพยนต์สั้นเล่าเรื่องราวของเรือพระราชพิธีและกระบวนพยุหยาตราชลมารค ในสมัยอดีตจนถึงปัจจุบันไห้เราได้ชมอีกด้วย  เรียกได้ว่าทำไห้เราได้รู้จักราชประเพณีที่สำคัญของไทยเรามากยิ่งขึ้นครับ นอกจากนั้นยังได้ชมความงามของศิลปะไทยอันทรงคุณค่ายิ่ง สุดคุ้มจริง ๆ ครับ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธีตั้งอยู่เลขที่  80/1 ริมคลองบางกอกน้อย ถนนอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ โทร02- 4240004 เปิดทุกวัน ตั้งแต่ เวลา 9.00 -17.00 น. และในวันอาทิตย์เปิดให้ชมฟร

แสดงที่ตั้ง พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธ

ดู พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

เส้นทางเข้าสู่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี ก็เดินทางสบายครับ เดินทางได้สองทาง คือ
1. ทางเรือ เข้าทางคลองบางกอกน้อยอยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟบางกอกน้อย
2. ทางบก เข้าทางซอยเล็ก ๆ ซึ่งอยู่ที่เชิงสะพานอรุณอัมรินทร์  เข้าซอยอรุณอัมรินทร์ 24  ฝั่งที่ติดกับภัตตาคารเจ้าพระยา (ทางเข้าชุมชนวัดดุสิตาราม) เดินไปตามทางจะมีป้ายชี้บอกจนถึงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี

เป็นไงครับทริปนี้เรา พามาชม ความสวยงามและยิ่งใหญ่ ของเรือราชพิธี เอาเป็นว่าถ้าใครยังไม่เคยเห็นศิลปะไทยแท้ ๆ ต้องเขามาดูที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี รับรองต้องประทับใจแบบว่าครั้งหนึ่งของชีวิตแน่นอนครับ เอาไว้ทริปหน้า หมูหิน.คอม จะ พาไปชมความงามของศิลปะไทย แบบนี้กันอีกนะครับ

ขอบคุณ เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี ที่ไห้ข้อมูลดี ๆ แบบนี้ กับพวกเราครับ

หมูหิน.คอม คิดจะเที่ยวเว็บเดียวก็พอ...
ภาพ เรื่อง และวีดีโอ.....ทีมงานหมูหิน.คอม






Concept

สำหรับการถ่ายภาพเส้นแสงบนท้องถนนยามราตรี เป็นการใช้ประโยชน์ในเรื่องของการใช้สปีดชัตเตอร์ที่
เปิดรับแสงนานเพื่อบันทึกแสงที่มีลักษณะของความต่อเนื่อง ซึ่งในที่นี้ก็คือดวงไฟตามจุดต่างๆ ของ
รถยนต์เช่นไฟหน้า ไฟท้าย โดยที่แหล่งแสงเหล่านี้มีการเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ เมื่อกล้องเปิดรับแสงนาน
การเคลื่อนที่ของแหล่งกำเนิดแสงจะถูกบันทึกเก็บเอาไว้อย่างต่อเนื่อง เกิดเส้นของแสงเป็นทางยาวตาม
ทิศทางที่รถมีการเคลื่อนที่ไป

และเพราะเป็นการบันทึกภาพที่ต้องเปิดรับแสงนาน การที่จะให้กล้องบันทึกภาพออกมาได้สวยงามจำเป็น
ที่จะต้องใช้อุปกรณ์เสริมเข้ามาช่วย การเตรียมความพร้อมของร่างกายก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเราอาจจะต้อง
เดินไปตามท้องถนนเป็นระยะทางไกลๆ

สำหรับเลนส์ที่ใช้งานได้ดีก็คือเลนส์มุมกว้างหรือเลนส์ระยะมาตรฐาน ส่วนเลนส์เทเลโฟโต้อาจจะใช้งาน
ได้บ้าง แต่มุมภาพที่ได้จะแคบและไม่ดูน่าตื่นตะลึงเท่าเลนส์มุมกว้างเพราะเส้นสายที่ได้จะมีความยาวไม่มากจนดูไม่ค่อยน่าสนใจ

Equipments

สิ่งที่สำคัญเป็นอันดับหนึ่งสำหรับอุปกรณ์เสริมในการนี้ก็คือ "ขาตั้งกล้อง" เพราะ
เราต้องเปิดรับแสงนาน มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้มือเปล่าถือกล้องหากต้องการ
ให้ภาพออกมาสวยงาม ยิ่งขาตั้งกล้องมีความนิ่งสนิทได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีต่อภาพ
เท่านั้น เพราะตลอดช่วงของการเปิดรับแสงหากมีการสั่นไหวของกล้องขึ้นเพียง
เล็กน้อย ก็จะส่งผลให้ภาพขาดความคมชัดไปทันที ดังนั้นขอตั้งกล้องที่มั่นคงและ
ส่วนหัวที่ยึดจับตัวกล้องที่แข็งแรงจึงเป็นสิ่งจำเป็นแม้จะต้องแลกมาด้วยน้ำหนัก
ที่มากขึ้นกว่าเดิม

อุปกรณ์ตัวต่อมาที่แนะนำให้ต้องมีก็คือสายลั่นชัตเตอร์ ซึ่งในการถ่ายภาพแบบนี้
เราอาจจะใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำแบบที่ควบคุมด้วยตัวกล้องหรือใช้ชัตเตอร์ "B" ก็เป็นได้ เพราะเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของตัวแบบที่มีการเคลื่อนที่ การใช้ระบบหน่วงเวลาถ่ายภาพ (Self-Timer) ใช้งานได้กับสปีดชัตเตอร์ที่ควบคุมด้วยตัวกล้อง แต่ไม่สามารถใช้กับ ชัตเตอร์ "B" ได้ ซึ่งข้อเสียของการไม่มีสายลั่นชัตเตอร์ก็คืออาจจะทำให้พลาดช่วง จังหวะสำคัญในการลั่นชัตเตอร์

The Exposure
• สปีดชัตเตอร์
สปีดชัตเตอร์เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะเราต้องเลือกใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำๆ ตั้งแต่ประมาณ 5 วินาทีไปจนถึงเป็นนาที (ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณและความเร็ว
ของรถบนท้องถนน) โหมดการถ่ายภาพที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการถ่ายภาพแบบนี้คือโหมด "M" (Manual) เพราะเราสามารถที่จะกำหนดได้เองทั้งค่า
สปีดชัตเตอร์และรูรับแสง

• รูรับแสง
เพราะเราต้องการใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำ การบีบรูรับแสงให้แคบลงจึงเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ ซึ่งค่าที่เหมาะจะเริ่มต้นตั้งแต่ f/8 เป็นต้นไป เรื่องนี้ต้องพิจารณาจาก
หลายปัจจัย เพราะยิ่งต้องการเปิดรับแสงนาน (เช่นรถวิ่งช้าหรือปริมาณแสงไม่มาก) ก็ยิ่งต้องบีบรูรับแสงให้แคบลงเพื่อป้องกันการเกิดค่าแสงโอเวอร์ขึ้นในภาพ
เช่นหากใช้สปีดชัตเตอร์ที่ 5 วินาทีใช้ f/8 แต่เมื่อต้องการเปิดรับแสงนานขึ้นก็เพิ่มสปีดชัตเตอร์เป็น 10 วินาที ก็จะต้องใช้รูรับแสงที่แคบลงมาเช่น f/16 เป็นต้น
แต่โดยปกติที่ถ่ายภาพแนวนี้กัน จะเลือกใช้รูรับแสงแคบสุดของเลนส์เพื่อเปิดรับแสงนาน และเพื่อให้ดวงไฟอื่นๆ ตามท้องถนนเกิดเป็นประกายแฉกในภาพด้วย

• ค่า ISO
เลือกใช้ค่า ISO ต่ำที่สุดเพื่อให้ภาพมีคุณภาพดีที่สุดและเพื่อสนับสนุนการเปิดรับแสงนานด้วย แต่ภาพในแนวนี้มักจะเกิด Noise ขึ้นในภาพถึงแม้ว่าจะใช้ ISO
ต่ำที่สุดก็ตาม ซึ่ง Noise ที่เกิดขึ้นจะเป็น Noise ที่เรียกว่า Long Exposure Noise หรือเกิดขึ้นจากการเปิดรับแสงนานนั่นเอง อาจจะมากหรือน้อยก็อยู่ที่ระยะ
เวลาการเปิดรับแสงและระบบการจัดการในตัวกล้อง ซึ่งกล้องรุ่นใหม่ๆ มักจะทำได้ดีในส่วนนี้อย่างเห็นได้ชัด

Suggestion

คำแนะนำสำหรับการถ่ายภาพเส้นแสงบนท้องถนน

• ควรศึกษาเรื่องการวางองค์ประกอบภาพให้ดี โดยเฉพาะเรื่องของการใช้เส้น เพราะตัวแบบหลักที่จะปรากฏในภาพจะมีลักษณะเป็นเส้น
ซึ่งหากวางไม่ไดีจะทำให้ภาพดูสับสนได้ง่าย

• สถานที่ในเวลากลางวันและกลางคืนจะต่างกันค่อนข้างมาก เวลากลางวันอาจะดูว่าสวยเพราะมีแสงที่ช่วยให้เห็นรายละเอียดต่างๆ ได้มาก แต่เวลากลางคืนอาจจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยก็ได้ ดังนั้นควรคิดเผื่อกรณีนี้เอาไว้ด้วย

• หากบริเวณที่วางกล้องเป็นแยกไฟแดง ต้องสังเกตุหลายๆ อย่างเช่น ลักษณะการออกตัวของรถ ปริมาณของรถในการมุ่งหน้าไปยังทิศทางต่างๆ
ระยะเวลาของไฟเขียว-แดง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีความสำตัญเพราะจะช่วยให้เราเลือกจังหวะลั่นชัตเตอร์ได้ดีขึ้น เช่นต้องการให้มีภาพรถจอดนิ่งๆ
ในขณะที่มีเส้นแสงวิ่งเป็นทางยาวในภาพด้วย ก็อาจจะรอจังหวะที่ทางตรงเป็นไฟเขียวแต่ทางเลี้ยวเป็นไฟแดงเป็นต้น

• ในมุมที่ไฟหน้ารถมีทิศทางวิ่งเข้ามาหากล้อง ให้ระวังเรื่องของการเกิดแสงโอเวอร์ขึ้นในภาพ เพราะไฟหน้ารถจะมีปริมาณแสงมากกว่าไฟหลังรถ
ยิ่งหากรถมีความเร็วไม่มากนัก จะทำให้มีปริมาณแสงสะสมในภาพมากขึ้น อาจจะหลีกเลี่ยงด้วยการตั้งกล้องในมุมที่อยู่ฝั่งที่เห็นไฟหลังและ
ฝั่งตรงข้ามเป็นไฟหน้า ซึ่งปริมาณรถที่วิ่งผ่านกล้องจะบังแสงไฟหน้าจากฝั่งตรงข้ามเป็นช่วงๆ

• ควรวางองค์ประกอบให้มีสิ่งปลูกสร้างที่ดูเด่นเพื่อเป็นวัตถุตายตัวอยู่ในภาพ จะช่วยให้ภาพน่าดูยิ่งขึ้น และสามารถบอกมิติของภาพได้ดีกว่าภาพ
ที่มีแต่เส้นแสงเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ควรเลือกใช้ก็เช่นอาคารสูงทรงแปลกตา, อนุสาวรีย์, เสาโคมไฟ ฯลฯ

• มุมสูงจะได้ภาพที่ดูแปลกตาและน่าตื่นเต้น แต่หากต้องไปอยู่บนสะพานหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ต้องสังเกตุดูก่อนว่ามีการโยกคลอนหรือกระเทือน
ในช่วงที่มีรถวิ่งหรือไม่ เพราะการสะเทือนเพียงเล็กน้อยก็สร้างความเสียหายให้กับภาพที่มีการเปิดรับแสงนานได้

• ในช่วงงานเทศกาลจะมีปริมาณแสงไฟหน้ารถมาก ซึ่งเป็นสิ่งดีสำหรับการถ่ายภาพแนวนี้ แต่สิ่งที่ควรระวังก็คือจะมีจังหวะที่รถติดได้มากเช่นกัน
ซึ่งหากรถติดอยู่กับที่หรือเคลื่อนตัวช้า ก็จะทำให้เกิดปริมาณแสงมากขึ้น ดังนั้นต้องดูจังหวะการวิ่งของรถให้ดี โดยมากแล้วจะเป็นจังหวะที่รถ
กำลังออกจากแยกในจังหวะเริ่มไฟเขียว ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานรถก็จะเริ่มติดหรือวิ่งช้าลง

• ควรลดอุปกรณ์ต่างๆ ที่ไม่จำเป็นลงให้น้อยที่สุดเพื่อให้เกิดความคล่องตัว เพราะอาจจะต้องเดินแบกน้ำหนักเป็นระยะทางไกล

• เมื่อจะถ่ายภาพให้ปรับตั้งรูรับแสงและสปีดชัตเตอร์โดยอาจจะเริ่มที่ f/8 สปีดชัตเตอร์ 5 วินาที จากนั้นลองถ่ายภาพทดลองดูว่าต้องปรับเพิ่ม
หรือลดส่วนไหน หากแสงจ้าเกินไปก็ลองหรี่รูรับแสงลง หรือหากมืดเกินไปก็ลองใช้สปีดชัตเตอร์ที่ต่ำลงไปอีก ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับปริมาณแสง
และความเร็วของรถอย่างที่ได้บอกไปแล้ว

• เมื่อเล็งภาพในช่องมองภาพเพื่อจัดองค์ประกอบ ให้กำหนดตำแหน่งเป็นเช็คมาร์คทั้งสองด้านของภาพจากวัตถุที่ปรากฏให้เห็น เพื่อใช้เป็น
จุดกำหนดในการเปิดและปิดชัตเตอร์เมื่อรถวิ่งเข้ามาหรือผ่านออกไป ซึ่งนี่จะเป็นเทคนิคสำหรับการเปิดใช้ชัตเตอร์ "B" เพราะในขณะที่กำลัง
บันทึกภาพอยู่นั้นเราจะไม่สามารถมองเห็นภาพได้ จึงต้องใช้วิธีกำหนดจุดแบบนี้ช่วยในการเลือกจังหวะบันทึกภาพ

• อาจจะแขวนกระเป๋ากล้องกับขาตั้งในแนวดิ่ง เพื่อใช้สำหรับการถ่วงน้ำหนักช่วยให้ขาตั้งกล้องเกิดความมั่นคงยิ่งขึ้น และจะช่วยให้เราไม่ลืม
ของเมื่อต้องย้ายทีไปยังจุดอื่นๆ ด้วย

• ควรติดไฟฉายเล็กๆ ไปด้วย เพราะมันจะช่วยได้มากสำหรับการถ่ายภาพในเวลากลางคืนสำหรับการปรับตั้งต่างๆ ที่อาจจะมองเห็นได้ไม่ดีนัก
เพราะมีแสงน้อย

การถ่ายภาพเส้นแสงบนท้องถนนในยามราตรีเป็นสิ่งที่คนใช้กล้อง DSLR ควรจะได้ทดลอง เพราะนี่เป็นการใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติจากกล้องชนิดนี้ได้เต็มที่
นอกจากนี้ยังเป็นการถ่ายภาพที่สนุกจนแทบไม่อยากจะเลิกหากหามุมที่ถูกใจได้จริงๆ และมันจะยังช่วยพัฒนาทักษะการใช้กล้องและอุปกรณ์ให้กับเราได้อย่าง
มากมาย นอกจากนี้ภาพลักษณะนี้มักจะทำให้ผู้ชมตื่นตะลึงได้ไม่ยากหากมีการเปิดรับแสงที่ลงตัว

ดูรายละเอียดเพิ่มได้ที่  http://dslr.sony.co.th
   
 
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
หนึ่งใน นาวาสถาปัตยกรรมของโลก
ขยาย: 1024x768 : 800x600
 

#1 : Comment
14 ก.ย 2011 19:22:51

vipu
สุดยอดมากครับ คนไทยต้องช่วยกันรักษาไว้น่ะ

เชิญแนะนำการเดินทาง ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ความประทับใจ
comment
ชื่อ หรือ E-mail
captcha
  reset

 

ข้อมูลท่องเที่ยวน่าสนใจ
 
HOT LINK
タイ(バンコク)のホテル・サービスアパート
หากไปญี่ปุ่นต้องH.I.S.


 

moohin logo
Copyright © 2010 www.moohin.com. All rights reserved. Do not duplicate or redistribute in any form prior permission.
ทางทีมงานหมูหิน.คอม ขอสงวนลิขสิทธิ์ การเผย แพร่ข้อมูล ภาพ เรื่อง และ วีดิโอ โดยไม่ได้รับอนุญาติ
*** ขอขอบคุณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลและแผนที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และ พันธุ์พืช ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลและแผนที่และภาพ ***
หมูหิน.คอม:เว็บท่องเที่ยวอันดับหนึ่งในเมืองไทย :: การท่องเที่ยวแห่งประเทศ ไทย ท่องเที่ยว ไทย สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศ ไทย ท่องเที่ยว สถานที่ท่อง เที่ยว การท่อง เที่ยว