|
บาตรทำมือแหล่งสุดท้ายของเมืองไทย
บ้านบาตร ชุมชนสุดท้ายที่อนุรักษ์วิถีบาตรไทย
บาตร ภาชนะใส่อาหารสำหรับพระภิกษุสามเณร ทุกๆเช้าพระสงฆ์จะต้องออกบิณฑบาต อาหารคาวหวานจะถูกใส่ลงในบาตรพระ เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่พุทธกาล เป็นสิ่งที่สำคัญต่อพระสงฆ์และเป็นหนึ่งในอัฐบริขาร 8 อย่าง ที่มีบัญญัติไว้ในพระธรรมวินัย ได้แก่ สบง (ผ้านุ่ง) จีวร (ผ้าห่ม) สังฆาฏิ (ผ้าพาดบ่า) ประคดเอว มีดโกนหรือมีดตัดเล็บ เข็ม กระบอกกรองน้ำและบาตร
หมูหิน.คอม จะพาท่านไปดู ชุมชนบ้านบาตร เป็นชุมชมเก่าแก่และใหญ่ที่สุดที่ยังคงรักษาอาชีพการตีบาตรไว้จนถึงทุกวันนี้ โดยสันนิษฐานกันว่า ชุมชนบ้านบาตร เกิดจากการรวมตัวของชาวกรุงศรีอยุธยาซึ่งพวกเขามีความชำนาญทางด้านการตีบาตรเข้ามาตั้งรกรากที่กรุงเทพมหานครเมื่อราวปี พ.ศ.2326 เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงโปรดให้สถาปนากรุงเทพมหานครขึ้นเป็นราชธานี
ในยุคช่วงต้นของราชวงศ์จักรี พระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์และผู้มีฐานะ นิยมสร้างวัด ทำให้กรุงเทพฯในตอนนั้นมีวัดและพระสงฆ์อยู่เป็นจำนวนมาก การตีบาตรจึงเป็นอาชีพหนึ่งที่เฟื่องฟูมากในตอนนั้นและได้กลายเป็นอาชีพที่หล่อเลี้ยงชาวบ้านบาตรเรื่อยมา
จนกระทั่งถึงปี 2514 ได้มีโรงงานผลิตบาตรพระเกิดขึ้น ทำให้ชาวบ้านบาตรได้รับผลกระทบกันเป็นอย่างหนัก ถึงกับต้องเปลี่ยนอาชีพช่างตีบาตรกันไปหลายครอบครัวเลย เพราะบาตรอะลูมิเนียมมีราคาที่ถูกกว่ามากและผลิตได้รวดเร็วไม่เหมือนบาตรที่ต้องตีด้วยมือ
ต่อมาในปี 2544 ชาวบ้านบาตรก็ได้รับข่าวดีอีกครั้ง เมื่อได้มีการจัดตั้งกลุ่มทำบาตรพระขึ้นมาอีกครั้งจากการสนับสนุนของผู้อำนวยการเขตป้อมปราบฯ ที่ส่งเสริมให้บ้านบาตรกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่เปิดให้คนไทยและชาวต่างชาติเข้ามาดูวิธีการทำบาตรและซื้อบาตรไปเป็นที่ระลึกได้ด้วย ทำให้กิจการทำบาตรของชาวบ้านบาตรเริ่มมีการฟื้นตัวขึ้น เพราะมีรายได้จากการตีบาตรสำหรับพระภิกษุแล้วยังมีรายได้จากการที่ขายบาตรให้แก่นักท่องเที่ยวอีกทางด้วย
พี่ หิรัญ เสือศรีเสริม ช่างทำบาตร บอกกับเราว่า ทรงบาตรที่ทำกันจะมีทั้งหมด 5 ทรง ด้วยกัน คือ ทรงไทยเดิม ทรงตะโก ทรงมะนาว ทรงลูกจันทร์ และทรงหัวเสือ ปัจจุบันนิยมทำกันมากคือทรงมะนาวและทรงหัวเสือ บาตรมีการทำหลายขนาด เริ่มตั้งแต่ 3 นิ้ว 4 นิ้ว ไปจนถึง 9 นิ้ว ชาวบ้านบาตรเรียกขานการทำบาตรของตนว่า บาตรบุ
บาตรบุ ที่ทำจากชาวบ้านจะใช้วิธีผลิตแบบโบราณเริ่มตั้งแต่ตัดเหล็กเส้นนำมาดัดเป็นรูปวงกลมเพื่อทำเป็นขอบบาท จากนั้นตัดเหล็กแผ่นเป็นรูปกากบาทซึ่งเรียกว่า กง แล้วจักฟันเป็นชี่ๆ ที่ปลายทั้งสี่ด้านแล้วทำการดัดสลับฟันปลา นำกงมาดัดโค้งเป็นรูปทรงบาทประกอบกรงเข้ากับขอบบาท ตัดเหล็กแผ่นเป็นรูปสามเหลี่ยม เรียกว่า หน้าวัว หรือ กลีบบัว แล้วจักฟันประกอบเข้าเป็นรูปบาตร ซึ่งจะได้บาตรที่มีตะเข็บ 8 ชิ้นพอดี จากนั้นก็ตีตะเข็บให้เรียบก่อการ แล่นบาตร หรือเชื่อมประสานตะเข็บให้ติดแน่นไม่มีรูรั่วด้วยการใช้น้ำยาประสานทองทาตามตะเข็บ แล้วโรยผงทองแดง จากนั้นนำไปสุมไฟให้ทองแดงไหลลงตามตะเข็บ
ขั้นตอนต่อไปนำบาตรที่แล่นแล้วมา ลายบาตร ด้วยค้อนลายที่ยาวและโค้งงอตีลงด้านในของบาตรให้ได้รูปทรงที่ต้องการ พี่ หิรัญ บอกกับเราว่าขั้นตอนนี้สำคัญมากต้องใช้ประสบการณ์ความชำนาญเป็นพิเศษบาตรถึงจะออกมาได้ทรงที่สวยตามที่ต้องการเมื่อได้ทรงบาทแล้วก็ใช้ค้อนเหล็กตีด้านนอกของบาทเพื่อเก็บลายนูนให้เรียบสนิท รวมถึงรอยตะเข็บด้วย เมือได้รูปทรงที่ต้องการแล้วจึงนำมาตะไบให้เรียบสวยงามวาววัว ปิดท้ายด้วยการรมดำ ทาน้ำมันกันสนิมเป็นขั้นตอนสุดท้าย
ปัจจุบันมีการผลิตบาตรบุน้อยลงมากและจำกัดอยู่เพียงจำหน่ายเป็นของที่ระลึกหรือรับสั่งทำจากพระสงฆ์โดยตรงเท่านั้น ปัจจัยหลักที่ทำให้หัตถกรรมบาตรบุลดน้อยถอยลงเป็นลำดับเนื่องจากมี "บาตรปั๊ม" เข้ามาแทนที่เมื่อราว 30 ปีที่ผ่านมา และมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นส่วนใหญ่ บาตรปั๊มซึ่งมีกำลังการผลิตสูง ราคาขายส่งถูก จึงเป็นที่ต้องการของพ่อค้าคนกลางเทียบกันตามราคาขาย "บาตรบุ" ขนาด 7 นิ้ว จำหน่ายในราคา 800 บาท บาตรปั๊มสามารถขายในราคาเพียง 100 กว่าบาทเท่านั้น
พ่อค้าคนกลางจึงหันมาจำหน่ายบาตรปั๊ม และกดราคาบาตรบุลง จนช่างไม่สามารถหากำไรจากการขายส่งได้ จึงหันมารับงานที่ผู้ว่าจ้างต้องการความประณีตเป็นพิเศษโดยไม่เกี่ยงราคา บางคนก็เลิกอาชีพช่างไปประกอบอาชีพอื่น บาตรปั๊มจึงเข้ายึดครองตลาดจนบาตรบุขาดหายไปจากตลาดเครื่องสังฆภัณฑ์ในช่วง 30 ปีนั้น บาตรบุของชาวบ้านบาตรมีราคาสูงเนื่องจากการทำบาตรต้องอาศัยช่างหลายประเภท แบ่งค่าจ้างแรงงานให้กับช่างฝีมือต่างประกอบด้วย ช่างตีขอบ ช่างต่อบาตร ช่างแล่น ช่างลาย ช่างตีและช่างตะไบ จึงมีค่าใช้จ่ายเป็นต้นทุนสูงช่างบางคนก็ทำได้เองทุกขั้นตอนแต่แบ่งงานกันไปตามความชำนาญเป็นการผ่อนแรงโดยมาก
ด้วยคุณสมบัติของบาตรที่ทำด้วยมือของชาวบ้านบาตร เมื่อเทียบกับราคาแล้วถือว่าคุ้มค่าเป็นอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับบาตรปั๊มที่ทำจากเครื่องจักรกล นอกจากนั้น บาตรยังต้องกับพระวินัยและ ยังมีความคงทนมีความหลากหลายในรูปทรงที่สืบทอดภูมิปัญญามาแต่โบราณ ซึ่งช่างทำบาตรที่ยึดอาชีพนี้จะต้องทำด้วยใจรักอย่างแท้จริง ทำขึ้นด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ด้วยความเคารพในวิชาความรู้ ครูบาอาจารย์ ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้สอยในการยังชีพทุกชิ้น ตามแบบแผนขนบธรรมเนียมประเพณีของคนไทย บาตรของชาวบ้านบาตรจึงกอปรด้วยคุณค่าที่ผสานฝีมือแรงงานและจิตใจไว้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จนบางครั้งการตีค่าความคุ้มค่าของบาตรอาจไม่สามารถกำหนดด้วยค่าเงินตรา แต่ควรเป็นค่าที่จิตใจมากกว่า
กว่าจะได้บาตรทำด้วยมือสัก 1 ใบต้องใช้ทั้งความ ประณีต ประสบการณ์ความชำนาญ และความตั้งใจจริงของช่างทำบาตร ที่จะอนุรักษ์ ภูมิปัญญานี้ไม่ให้สูญหายไป บาตร 1 ใบใช้เวลาทำราว 3 วัน แต่อายุการใช้งานนั้นราว 30-40 ปีเลยทีเดียว หมูหิน.คอม ขอแนะนำถ้าเพื่อนมีโอกาสก็อย่าพลาดที่จะแวะชมแวะอุดหนุนผลิตภัณฑ์ ที่หาดูได้ยากและพูดได้ว่ามี่ที่นี่ที่เดียวในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ กลุ่ม อนุรักษ์บาตรไทย และภูมิปัญญาไทย
การเดินทางไปชม อยู่บริเวณริมสะพานสมมติอมรมารค หรือที่เรียกกันว่าแยกเมรุปูน ใกล้ๆ วัดสระเกตุ (ภูเขาทอง) เขตป้อมปราบฯ กรุงเทพฯ ทำบาตรให้เห็นกันทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-16.00 น. ติดต่อ คุณหิรัญ เสือศรีเสริม โทร.086-104-9639, 086-892-3660, 02-221-3235
หมูหิน.คอม
คิดจะเที่ยวเว็บเดียวก็พอ ภาพ เรื่อง และวีดีโอ.....ทีมงานหมูหิน.คอม
|
ไม่ใช้ก็ไปถวายพระที่บ้านนอก