|
ตะลุยเส้นทางหฤโหดกับมอเตอร์ไซค์วิบาก เชียงใหม่
กิ่งอำเภอแม่ออน แม่กำปอง - อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน
ทริปนี้หมูหิน.คอม พาเพื่อน ๆ ตะลุยเบิกเส้นทางท่องเที่ยวแบบธรรมชาติ (แถวบ้านเรียกว่าวิบากสุด ๆ ) แต่เพื่อน ๆ ยังไม่ต้องตกใจหรือถอดใจไปเสียก่อนนะครับ เพราะว่าหมูหินทำการสำรวจเส้นทางสายนี้เรียบร้อยแล้ว เรียกว่าเพื่อเพื่อนๆ ชาวหมูหินคลับแล้ว ยากแค่ไหนก็บ่ยั้นครับ และเส้นทางที่จะพาเพื่อน ๆ ตะลุยในทริปนี้อยู่ทางเหนือแต่ไม่เหนือสุด อยากรู้แล้วใช่ไหม มาดูกันเลยครับ
สำหรับเส้นทางนี้หลายคนที่อยู่ทางภาคเหนือน่าจะเคยได้ยิน ได้ฟัง หรือแม้กระทั่งเคยไปตะลุยและทดสอบความหฤโหดด้วยตัวเองมาแล้ว นั่นก็คือ เส้นทางหฤโหดแห่งถนนสายสันกำแพง แม่ออน อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน จังหวัดลำปาง ขอบอกว่านี่คือช่วงชีวิตหนึ่งที่เคยสัมผัสกับคำว่า ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย (ฮิ ฮิ ฮิ ไม่ถึงขนาดนั้น)
ก่อนที่จะตะลุยเส้นทางหฤโหด ก็ต้องเตรียมตัวและเตรียมใจกันก่อนนะครับเพื่อความปลอดภัยจะได้เที่ยวแบบสบายใจ ไร้กังวล เริ่มตรวจเช็คเพื่อนคู่ใจของเราก่อนนะครับ เจ้ามอเตอร์ไซค์วิบากของเรา น้ำมันต้องเต็มถัง สภาพรถต้องเยี่ยมและที่สำคัญ เบรค ต้องทำงานอย่างสุดความสามารถนะครับ ทีนี้ก็มาเริ่มที่ตัวเราบ้าง หากใส่ชุดสำหรับขับมอเตอร์ไซค์วิบากได้ยิ่งดีมาก ๆ แต่ถ้าเป็นมือใหม่แบบหมูหินก็ กางเกงขายาว (เนื้อผ้าหนาพอประมาณ หรือ ยีนส์ เผื่อล้มครับ ฮิ ๆ ) แล้วก็เสื้อแขนยาวหนาถึงหนามาก พร้อมหมวกกันน็อก ถุงมือหนัง และสวมรองเท้าให้เรียบร้อย แบบว่า รองเท้าแตะ ไม่ได้นะครับ เพราะอันตรายมาก ๆ ( อันนี้จริงจังและจริงใจ )
จุดเริ่มต้นของความตื่นเต้น และระทึกใจ เริ่มติดเครื่องกันที่บริเวณหน้าศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ครับ เราจะใช้ทางหลวงหมายเลข ๑๐๐๖ ขับผ่านเส้นทางเชียงใหม่ สันกำแพง วงแหวนที่ 1 มุ่งหน้าสู่กิ่งอำเภอแม่ออน สันกำแพง ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีกว่า ๆ ผ่านศูนย์หัตถกรรมร่มบ่อสร้าง ซึ่งเป็นชุมชนทำร่มมาแต่โบราณ ย้อนไปสมัยก่อนแม่หญิงชาวเจียงใหม่ ไม่ว่าจะออกไปไหนก็จะต้องติดร่มไปกางกันแดด เพื่อรักษาผิวพรรณอันผุดผ่อง คิดดูสิว่ามีความเชี่ยวชาญในการถือร่มถึงขนาดขี่จักรยานไป กางร่มไปด้วย สุดยอดจริง ๆ สาวเหนือ แต่ปัจจุบันคงไม่มีภาพนี้ให้เห็นแล้ว เพราะคงเปลี่ยนจากรถจักรยานเป็นรถยนต์หมดแล้ว หรือหากจะมีก็คงจะต้องเป็นแม่หญิงที่เก่งแบบทรหดสุดยอด เพราะนอกจากจะขี่จักรยานแล้วกางร่มไปด้วย ก็ยังต้องคอยระวังว่าจะถูกรถอื่นเฉี่ยวชนหรือเปล่าด้วย
ขับต่อมาอีกประมาณ 15 กิโลเมตร จะเจอน้ำพุร้อนสันกำแพง ซึ่งนับเป็นน้ำพุร้อนที่มีผู้คนรู้จักกันมาเนิ่นนาน บริเวณถูกล้อมรอบไปด้วยที่ราบเชิงเขา รายล้อมด้วยหมู่บ้านสหกรณ์ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ น้ำพุร้อนสันกำแพงแห่งนี้มีอุณหภูมิความร้อนสูงมากถึง ๑๐๐-๑๑๐ องศาเซลเซียสเลยทีเดียว ชนิดที่ร้อนเหมือนน้ำที่ต้มจนเดือดพล่านบนเตา เนื่องจากเป็นน้ำพุร้อนที่เจาะลงไปในระดับความลึกนับร้อยเมตร แล้วต่อท่อตรงให้น้ำร้อนจัดที่มีแรงดังสูงพ่นน้ำที่ เดือดพล่านให้พุ่งขึ้นมาบนพื้นดินครับ เล่าให้ฟังแบบคร่าว ๆ แต่ต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้เก็บภาพนิ่งมาฝากนะครับ เพราะยังไม่รู้ว่าชะตาฟ้าลิขิตจะเป็นยังไงต่อจากนี้ครับ
พอผ่านน้ำพุร้อนสำกันแพง จากขนาดของถนน 4 เลน เริ่มแคบลงเรื่อย ๆ เหมือนกับอัตราการเต้นของหัวใจของผม จากที่เต้นอยู่ในระดับปกติ เริ่มเต้นถี่และเร็วขึ้น ( อันนี้เทรนเนอร์ที่ฟิตเนสเคยสอนมา ) เมื่อเส้นทางที่มองเห็นข้างหน้าเริ่มแคบลงเรื่อย ๆ ทุก ๆ ระยะที่ขับผ่าน จากถนนที่ราดด้วยยางมะตอย อย่างราบเรียบ ตึกคอนกรีตสูงหลายชั้น บ้านเรือน ผู้คน ความสะดวก สบาย ของสังคมเมือง ไม่น่าเชื่อว่ามันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเพียงเสี้ยววินาที เมื่อสิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้านี้คือถนนคอนกรีตเล็ก ๆ ค่อนข้างขรุขระ ข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ทั้งน้อย ใหญ่ มีทั้งที่กำลังเขียวขจี และมีทั้งที่กำลังเหี่ยวเฉาพร้อมที่จะหักโค่นลงมาตลอดเวลา ไหล่ทางเต็มไปด้วยใบไม้สีเทาที่โดนแดดแผดเผาอย่างไม่มีทางกลับคืนต้นได้อีกครั้ง ไม่น่าเชื่อจริง ๆ ครับว่านี่เราไม่ได้ย้อนเวลากลับไป 30 ปี เพียงแต่แค่ขับรถผ่านความเจริญมาเพียง 30 นาทีครับ
พอขับเข้าสู่หมู่บ้านห้วยแก้ว โอ้ ! สวรรค์บันดาลจริง ๆ ครับ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีปั๊มน้ำมันตั้งอยู่กลางขุนเขาแบบนี้ ได้ทีก็ต้องแวะครับ เพราะว่าที่นี่คือปั๊มสุดท้ายของการเดินทางบนเส้นทางนี้ครับ สำหรับราคาค่าน้ำมันก็ต่างจากในตัวเมืองลิตรละไม่กี่บาท แต่ก็ให้เค้าเถอะ เพราะหากไม่เติมที่นี่ ก็เตรียมตัวเข็นเลยครับ สำหรับมอเตอร์ไซค์ก็ยังพอไหว แต่ถ้าเป็นรถยนต์นี่ละสิ ไม่อยากจะคิดเลย
หลังจากแวะเติมน้ำมันแบบเต็มถังเพื่อเก็บกักไว้สำหรับเส้นทางข้างหน้า ความหฤโหดก็อย่างก้าวเข้ามาเรื่อย ๆ เพราะทางที่แคบลงเรื่อย ๆ บวกกับความชัน และความขรุขระของสภาพผิวถนน ไหล่ทางเป็นดินลูกรัง เราเริ่มมองเห็นป้ายบอกทางไปหมู่บ้านแม่กำปอง อีกประมาณ 6 กิโลเมตร ความกดดันก็เริ่มเบาบางลงครับ ระหว่างทางก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ อีก เช่น น้ำตกแม่กำปอง ผาน้ำลอด น้ำตกธารทอง สวยงามร่มรื่น เป็นธรรมชาติน่าพอใจที่สุดครับ ทำให้หายใจสะดวกขึ้น ถึงแม้ว่าจะแค่น้อยนิด แต่ก็ยังโอเคนะครับ
จากนั้นเริ่มเดินทางกันต่อ ผ่านจุดตรวจของอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยตีนตก ซึ่งเป็นสถานีทดลองและส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกชา กาแฟพันธุ์ดีมีคุณภาพ และการเพาะเห็ดหอม และแล้วเราก็มาถึงจนได้ บ้านเล็กในป่าใหญ่ หมู่บ้านแม่กำปองครับ แต่ก่อนที่จะมาทำความรู้จักกับหมู่บ้านนี้ ต้องขอแวะทานอาหารเช้ากันก่อน หมู่บ้านตั้งอยู่กลางป่าก็จริง แต่ขอบอกว่ามีทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ ที่อร่อย มากมายหลายร้าน สรุปแล้วเช้านี้ขอเป็นข้าวผัดกุ้ง แล้วกระตุ้นอะดีนาลีนด้วยคาเฟอีนกันก่อน เป็นการทานอาหารเช้าที่สุดคลาสสิค จิปกาแฟไป ดูธารน้ำไป สบายอุรา
เป็นที่ทราบกันดีว่าหมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อเสียงในด้านการจัดการแบบโฮมสเตย์มาช้านาน เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่กลางหุบดอย ด้านซ้ายเป็นเทือกดอยแม่ลาย ขวามือของถนนเป็นดอยแม่รวม สองเทือกดอยสูงชันขนาบหมู่บ้าน มีลำน้ำแม่กำปองไหลผ่านกลางหุบดอยและกลางหมู่บ้าน ลักษณะบ้านเรือนปลูกกันเป็นกลุ่มไล่ระดับลดหลั่นตามความสูงของสันดอย ส่วนมากเป็นบ้านไม้ทาสีน้ำตาล หลังคากระเบื้องสีเทาดำ ดูกลมกลืนกับธรรมชาติดีแท้ บ้านแต่ละหลังใหญ่โตกว้างขวางและดูมั่นคง บ่งบอกถึงความอยู่ดีกินดีของชาวแม่กำปองได้เป็นอย่าง ดี ด้วยทำเลที่ตั้ง ซึ่งตั้งอยู่ในหุบเขาที่มีความสูงเฉลี่ยราว ๑,๓๐๐ เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ก็เลยทำให้อากาศเย็นสบายตลอดทั้งปีและค่อนข้างจะหนาวจัดในฤดูหนาว ชาวบ้านมีอาชีพทำสวนเมี่ยงและไร่ชา กาแฟครับ
ชมบ้านเรือน ธรรมชาติและขุนเขาของแม่กำปองแล้ว ระหว่างทางก็มาสะดุดตาที่วัดแห่งหนึ่ง แต่ไม่มีชื่อบอกว่าวัดอะไร อาจจะเป็นวัดแม่กำปองครับ เป็นวัดเก่าแก่ สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง มีอยู่ 2 หลัง หลังหนึ่งเป็นหลังเก่าและน่าสนใจมากก็ตรงที่หลังคามีมอสสีเขียวชอุ่มขึ้นทั่วทั้งหลัง บ่งบอกได้เลยว่าที่นี่น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ส่วนอีกหนึ่งหลังสร้างใหม่เป็นไม้สักทองทั้งหมด รูปทรงสวยงามอย่าบอกใครเลย
จากนั้นเริ่มเดินทางกันต่อ ออกจากร้านกาแฟมาหน่อยก็มาเจอทางน้ำผ่าน ขอบอกว่าทางเส้นนี้มีตลอดครับ ประมาณ 4-5 จุดเลยทีเดียว ไม่อยากจะคิดสภาพตอนหน้าฝนเลย คงสนุกน่าดูครับ ความถี่ของการเต้นของหัวใจเริ่มเพิ่มขึ้น จากมาก เป็นมาก ๆ และมากที่สุด ทางเริ่มชันขึ้นเรื่อยๆ ครับ ป้ายบอกทางมันย้ำแบบตัวหนาทึบเลยว่าให้ขึ้นเกียร์ 1 เท่านั้น โอ้ ! นี่คือชะตากรรมหรือว่าฟ้ากลั่นแกล้งทางมันชันมากกว่า 45 องศาครับ แถมยังมีทางโค้งแบบพับหักศอกเพียบ และนี่คือเรื่องจริงผ่านจอ ออกอากาศทุกวัน ทุกเวลา ทาง
www.moohin.com ครับ
ไม่ไหวแล้วครับขอจอดพักหายใจกันก่อน มองวิวสวย ๆ งาม ๆ ตามแบบสไตล์ยอดดอย แถมยังมีหมอกปกคลุมบาง ๆ ลืมบอกไปครับว่าระหว่างทางมีต้นสนแต่ไม่แน่ใจว่าเป็นแบบสนสองใบ หรือสนสามใบนะครับ ที่สำคัญต้นพญาเสือโคร่งสีชมพูบานสะพรั่งกลางยอดดอย และดอกไม้ป่าอีกหลายอย่าง
เดินทางกันต่อจนมาถึงบริเวณหน่วยจัดการต้นน้ำแม่ลาย นับเป็นจุดที่เหมาะกับการตั้งแคมป์ เพราะน้ำท่าที่อุดมสมบูรณ์ ร่มรื่นด้วยทิวสน อีกทั้งยังเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ของแนวสันดอยอันสลับซับซ้อน จากบริเวณนี้ไปจะเป็นยอดดอยม่อนล้านซึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตจังหวัด เส้นทางลงดอยตลอด คดเคี้ยวเป็นที่สุดและมีร่องน้ำลึก ทำให้ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างแรงครับ
ต่อมาอีกประมาณ ๖ กิโลเมตรก็จะถึงบ้านป่าเหมี้ยง ซึ่งเป็นหมู่บ้านโฮมสเตย์ที่ได้รับรางวัลชุมชนดีเด่นด้านการท่องเที่ยว และยังเป็นหมู่บ้านที่ทำโครงการกลไกพลังงานสีเขียว หมู่บ้านมีพืชเศรษฐกิจก็คือใบเมี่ยงครับ เป็นพืชของทางเหนือ ทานเพื่อแก้อาการง่วงนอน หรือเรียกสั้น ๆ ว่า คาเฟอีนของผู้เฒ่าผู้แก่ของล้านนาครับ แถมที่นี่ยังมีโครงการปรับปรุงและพัฒนาเตาเมี่ยง จากผู้สนับสนุนใจดี๊ ใจดี อีกด้วย (หมูหินอยากได้บ้างจังครับ )
และแล้วก็มาถึงจุดหมายปลายทางของเรา ด้วยกาย วาจาใจที่อยู่ครบส่วน จะมีก็แต่หัวใจที่ขาดวิ่น (นิดหน่อย ) เนื่องมาจากความเหงา ฮิ ฮิ ฮิ มาถึงแล้วจริง ๆ นะครับ สรุปรวมระยะทางที่แสนจะราบเรียบ (ตรงไหน ? ) จากศูนย์ราชการเชียงใหม่ผ่านกิ่งอำเภอแม่ออน หมู่บ้านแม่กำปอง จนถึงอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน รวมทั้งหมด 92 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางเกือบ 2 ชั่วโมง ถือว่าเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ดีที่สุดสำหรับนักเดินทางครับ
ก่อนจากกันต้องขอขอบคุณเจ้ามอเตอร์ไซค์วิบากที่เป็นเพื่อนรู้ใจตลอดทาง ขอบคุณปั๊มน้ำมันบ้านห้วยแก้วที่ช่วยต่อลมหายใจให้เพื่อนรู้ใจของเรา ขอบคุณต้นไม้น้อยใหญ่ที่ช่วยคายก๊าซออกซิเจนที่บริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ให้ได้สูดลมหายใจได้อย่างเต็มปอด ขอบคุณถนนขรุขระที่ทำให้เราได้มีสติในการขับรถอยู่ตลอดเวลาจนถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย ขอบคุณหุบเหวสองข้างทางที่ทำให้เราตื่นตัวตลอด ขอบคุณท้องฟ้าสีครามที่เปิดโล่งเสมือนเป็นไฟส่องทาง ขอบคุณเจ้านกทั้งหลายที่บินเต็มท้องฟ้าทำให้รู้สึกว่าไม่ได้โดดเดี่ยวบนถนนสายนี้ และสุดท้ายขอบคุณคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดสิ่งดี ๆ เหล่านี้ และคน ๆ นั้นก็คือ เพื่อนหมูหินคลับ
หมูหิน.คอม คิดจะเที่ยวเว็บเดียวก็พอ...ภาพ เรื่อง และวีดีโอ.....ทีมงานหมูหิน.คอม
|
Concept
สำหรับการถ่ายภาพเส้นแสงบนท้องถนนยามราตรี เป็นการใช้ประโยชน์ในเรื่องของการใช้สปีดชัตเตอร์ที่
เปิดรับแสงนานเพื่อบันทึกแสงที่มีลักษณะของความต่อเนื่อง ซึ่งในที่นี้ก็คือดวงไฟตามจุดต่างๆ ของ
รถยนต์เช่นไฟหน้า ไฟท้าย โดยที่แหล่งแสงเหล่านี้มีการเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ เมื่อกล้องเปิดรับแสงนาน
การเคลื่อนที่ของแหล่งกำเนิดแสงจะถูกบันทึกเก็บเอาไว้อย่างต่อเนื่อง เกิดเส้นของแสงเป็นทางยาวตาม
ทิศทางที่รถมีการเคลื่อนที่ไป
และเพราะเป็นการบันทึกภาพที่ต้องเปิดรับแสงนาน การที่จะให้กล้องบันทึกภาพออกมาได้สวยงามจำเป็น
ที่จะต้องใช้อุปกรณ์เสริมเข้ามาช่วย การเตรียมความพร้อมของร่างกายก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเราอาจจะต้อง
เดินไปตามท้องถนนเป็นระยะทางไกลๆ
สำหรับเลนส์ที่ใช้งานได้ดีก็คือเลนส์มุมกว้างหรือเลนส์ระยะมาตรฐาน ส่วนเลนส์เทเลโฟโต้อาจจะใช้งาน
ได้บ้าง แต่มุมภาพที่ได้จะแคบและไม่ดูน่าตื่นตะลึงเท่าเลนส์มุมกว้างเพราะเส้นสายที่ได้จะมีความยาวไม่มากจนดูไม่ค่อยน่าสนใจ |
 |
 |
Equipments
สิ่งที่สำคัญเป็นอันดับหนึ่งสำหรับอุปกรณ์เสริมในการนี้ก็คือ "ขาตั้งกล้อง" เพราะ
เราต้องเปิดรับแสงนาน มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้มือเปล่าถือกล้องหากต้องการ
ให้ภาพออกมาสวยงาม ยิ่งขาตั้งกล้องมีความนิ่งสนิทได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีต่อภาพ
เท่านั้น เพราะตลอดช่วงของการเปิดรับแสงหากมีการสั่นไหวของกล้องขึ้นเพียง
เล็กน้อย ก็จะส่งผลให้ภาพขาดความคมชัดไปทันที ดังนั้นขอตั้งกล้องที่มั่นคงและ
ส่วนหัวที่ยึดจับตัวกล้องที่แข็งแรงจึงเป็นสิ่งจำเป็นแม้จะต้องแลกมาด้วยน้ำหนัก
ที่มากขึ้นกว่าเดิม
อุปกรณ์ตัวต่อมาที่แนะนำให้ต้องมีก็คือสายลั่นชัตเตอร์ ซึ่งในการถ่ายภาพแบบนี้
เราอาจจะใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำแบบที่ควบคุมด้วยตัวกล้องหรือใช้ชัตเตอร์ "B" ก็เป็นได้ เพราะเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของตัวแบบที่มีการเคลื่อนที่ การใช้ระบบหน่วงเวลาถ่ายภาพ (Self-Timer) ใช้งานได้กับสปีดชัตเตอร์ที่ควบคุมด้วยตัวกล้อง แต่ไม่สามารถใช้กับ ชัตเตอร์ "B" ได้ ซึ่งข้อเสียของการไม่มีสายลั่นชัตเตอร์ก็คืออาจจะทำให้พลาดช่วง จังหวะสำคัญในการลั่นชัตเตอร์ |
|
|
|
The Exposure
สปีดชัตเตอร์
สปีดชัตเตอร์เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะเราต้องเลือกใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำๆ ตั้งแต่ประมาณ 5 วินาทีไปจนถึงเป็นนาที (ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณและความเร็ว
ของรถบนท้องถนน) โหมดการถ่ายภาพที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการถ่ายภาพแบบนี้คือโหมด "M" (Manual) เพราะเราสามารถที่จะกำหนดได้เองทั้งค่า
สปีดชัตเตอร์และรูรับแสง
รูรับแสง
เพราะเราต้องการใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำ การบีบรูรับแสงให้แคบลงจึงเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ ซึ่งค่าที่เหมาะจะเริ่มต้นตั้งแต่ f/8 เป็นต้นไป เรื่องนี้ต้องพิจารณาจาก
หลายปัจจัย เพราะยิ่งต้องการเปิดรับแสงนาน (เช่นรถวิ่งช้าหรือปริมาณแสงไม่มาก) ก็ยิ่งต้องบีบรูรับแสงให้แคบลงเพื่อป้องกันการเกิดค่าแสงโอเวอร์ขึ้นในภาพ
เช่นหากใช้สปีดชัตเตอร์ที่ 5 วินาทีใช้ f/8 แต่เมื่อต้องการเปิดรับแสงนานขึ้นก็เพิ่มสปีดชัตเตอร์เป็น 10 วินาที ก็จะต้องใช้รูรับแสงที่แคบลงมาเช่น f/16 เป็นต้น
แต่โดยปกติที่ถ่ายภาพแนวนี้กัน จะเลือกใช้รูรับแสงแคบสุดของเลนส์เพื่อเปิดรับแสงนาน และเพื่อให้ดวงไฟอื่นๆ ตามท้องถนนเกิดเป็นประกายแฉกในภาพด้วย
ค่า ISO
เลือกใช้ค่า ISO ต่ำที่สุดเพื่อให้ภาพมีคุณภาพดีที่สุดและเพื่อสนับสนุนการเปิดรับแสงนานด้วย แต่ภาพในแนวนี้มักจะเกิด Noise ขึ้นในภาพถึงแม้ว่าจะใช้ ISO
ต่ำที่สุดก็ตาม ซึ่ง Noise ที่เกิดขึ้นจะเป็น Noise ที่เรียกว่า Long Exposure Noise หรือเกิดขึ้นจากการเปิดรับแสงนานนั่นเอง อาจจะมากหรือน้อยก็อยู่ที่ระยะ
เวลาการเปิดรับแสงและระบบการจัดการในตัวกล้อง ซึ่งกล้องรุ่นใหม่ๆ มักจะทำได้ดีในส่วนนี้อย่างเห็นได้ชัด |
|
|
Suggestion
คำแนะนำสำหรับการถ่ายภาพเส้นแสงบนท้องถนน
ควรศึกษาเรื่องการวางองค์ประกอบภาพให้ดี โดยเฉพาะเรื่องของการใช้เส้น เพราะตัวแบบหลักที่จะปรากฏในภาพจะมีลักษณะเป็นเส้น
ซึ่งหากวางไม่ไดีจะทำให้ภาพดูสับสนได้ง่าย
สถานที่ในเวลากลางวันและกลางคืนจะต่างกันค่อนข้างมาก เวลากลางวันอาจะดูว่าสวยเพราะมีแสงที่ช่วยให้เห็นรายละเอียดต่างๆ ได้มาก แต่เวลากลางคืนอาจจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยก็ได้ ดังนั้นควรคิดเผื่อกรณีนี้เอาไว้ด้วย
หากบริเวณที่วางกล้องเป็นแยกไฟแดง ต้องสังเกตุหลายๆ อย่างเช่น ลักษณะการออกตัวของรถ ปริมาณของรถในการมุ่งหน้าไปยังทิศทางต่างๆ
ระยะเวลาของไฟเขียว-แดง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีความสำตัญเพราะจะช่วยให้เราเลือกจังหวะลั่นชัตเตอร์ได้ดีขึ้น เช่นต้องการให้มีภาพรถจอดนิ่งๆ
ในขณะที่มีเส้นแสงวิ่งเป็นทางยาวในภาพด้วย ก็อาจจะรอจังหวะที่ทางตรงเป็นไฟเขียวแต่ทางเลี้ยวเป็นไฟแดงเป็นต้น
ในมุมที่ไฟหน้ารถมีทิศทางวิ่งเข้ามาหากล้อง ให้ระวังเรื่องของการเกิดแสงโอเวอร์ขึ้นในภาพ เพราะไฟหน้ารถจะมีปริมาณแสงมากกว่าไฟหลังรถ
ยิ่งหากรถมีความเร็วไม่มากนัก จะทำให้มีปริมาณแสงสะสมในภาพมากขึ้น อาจจะหลีกเลี่ยงด้วยการตั้งกล้องในมุมที่อยู่ฝั่งที่เห็นไฟหลังและ
ฝั่งตรงข้ามเป็นไฟหน้า ซึ่งปริมาณรถที่วิ่งผ่านกล้องจะบังแสงไฟหน้าจากฝั่งตรงข้ามเป็นช่วงๆ
ควรวางองค์ประกอบให้มีสิ่งปลูกสร้างที่ดูเด่นเพื่อเป็นวัตถุตายตัวอยู่ในภาพ จะช่วยให้ภาพน่าดูยิ่งขึ้น และสามารถบอกมิติของภาพได้ดีกว่าภาพ
ที่มีแต่เส้นแสงเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ควรเลือกใช้ก็เช่นอาคารสูงทรงแปลกตา, อนุสาวรีย์, เสาโคมไฟ ฯลฯ
มุมสูงจะได้ภาพที่ดูแปลกตาและน่าตื่นเต้น แต่หากต้องไปอยู่บนสะพานหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ต้องสังเกตุดูก่อนว่ามีการโยกคลอนหรือกระเทือน
ในช่วงที่มีรถวิ่งหรือไม่ เพราะการสะเทือนเพียงเล็กน้อยก็สร้างความเสียหายให้กับภาพที่มีการเปิดรับแสงนานได้
ในช่วงงานเทศกาลจะมีปริมาณแสงไฟหน้ารถมาก ซึ่งเป็นสิ่งดีสำหรับการถ่ายภาพแนวนี้ แต่สิ่งที่ควรระวังก็คือจะมีจังหวะที่รถติดได้มากเช่นกัน
ซึ่งหากรถติดอยู่กับที่หรือเคลื่อนตัวช้า ก็จะทำให้เกิดปริมาณแสงมากขึ้น ดังนั้นต้องดูจังหวะการวิ่งของรถให้ดี โดยมากแล้วจะเป็นจังหวะที่รถ
กำลังออกจากแยกในจังหวะเริ่มไฟเขียว ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานรถก็จะเริ่มติดหรือวิ่งช้าลง
ควรลดอุปกรณ์ต่างๆ ที่ไม่จำเป็นลงให้น้อยที่สุดเพื่อให้เกิดความคล่องตัว เพราะอาจจะต้องเดินแบกน้ำหนักเป็นระยะทางไกล
เมื่อจะถ่ายภาพให้ปรับตั้งรูรับแสงและสปีดชัตเตอร์โดยอาจจะเริ่มที่ f/8 สปีดชัตเตอร์ 5 วินาที จากนั้นลองถ่ายภาพทดลองดูว่าต้องปรับเพิ่ม
หรือลดส่วนไหน หากแสงจ้าเกินไปก็ลองหรี่รูรับแสงลง หรือหากมืดเกินไปก็ลองใช้สปีดชัตเตอร์ที่ต่ำลงไปอีก ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับปริมาณแสง
และความเร็วของรถอย่างที่ได้บอกไปแล้ว
เมื่อเล็งภาพในช่องมองภาพเพื่อจัดองค์ประกอบ ให้กำหนดตำแหน่งเป็นเช็คมาร์คทั้งสองด้านของภาพจากวัตถุที่ปรากฏให้เห็น เพื่อใช้เป็น
จุดกำหนดในการเปิดและปิดชัตเตอร์เมื่อรถวิ่งเข้ามาหรือผ่านออกไป ซึ่งนี่จะเป็นเทคนิคสำหรับการเปิดใช้ชัตเตอร์ "B" เพราะในขณะที่กำลัง
บันทึกภาพอยู่นั้นเราจะไม่สามารถมองเห็นภาพได้ จึงต้องใช้วิธีกำหนดจุดแบบนี้ช่วยในการเลือกจังหวะบันทึกภาพ
อาจจะแขวนกระเป๋ากล้องกับขาตั้งในแนวดิ่ง เพื่อใช้สำหรับการถ่วงน้ำหนักช่วยให้ขาตั้งกล้องเกิดความมั่นคงยิ่งขึ้น และจะช่วยให้เราไม่ลืม
ของเมื่อต้องย้ายทีไปยังจุดอื่นๆ ด้วย
ควรติดไฟฉายเล็กๆ ไปด้วย เพราะมันจะช่วยได้มากสำหรับการถ่ายภาพในเวลากลางคืนสำหรับการปรับตั้งต่างๆ ที่อาจจะมองเห็นได้ไม่ดีนัก
เพราะมีแสงน้อย |
|
|
การถ่ายภาพเส้นแสงบนท้องถนนในยามราตรีเป็นสิ่งที่คนใช้กล้อง DSLR ควรจะได้ทดลอง เพราะนี่เป็นการใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติจากกล้องชนิดนี้ได้เต็มที่
นอกจากนี้ยังเป็นการถ่ายภาพที่สนุกจนแทบไม่อยากจะเลิกหากหามุมที่ถูกใจได้จริงๆ และมันจะยังช่วยพัฒนาทักษะการใช้กล้องและอุปกรณ์ให้กับเราได้อย่าง
มากมาย นอกจากนี้ภาพลักษณะนี้มักจะทำให้ผู้ชมตื่นตะลึงได้ไม่ยากหากมีการเปิดรับแสงที่ลงตัว
|
|
|
|
|
ผมขับรถวิบากนะเปนรถซูๆกิว่างถ้ามาเชียงใหม่ช่วนกันได้คับ
pougpond2010@hotmail.com เฟดผมคับ หรือจะเอาเบอ
ก้อได้คับ 0802430829