|

การท่องเทียววิถีไทยไปสามมรดกโลก จัดขึ้นโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานสุโขทัย ,อุทัยธานีและอยุธยา และสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา กำแพงเพชร เพื่อให้เป็นเส้นทางเชื่อมโยงการท่องเที่ยวทั้งสามจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียง เป็นคาราวานท่องเที่ยวที่รวบรวมรูปแบบของการท่องเที่ยวเอาไว้แบบครบทุกรสชาติตลอดเส้นทาง ทั้งด้านวัฒนธรรม,วิถีชีวิต,ธรรมชาติ,ประวัติศาสตร์,ความตื่นเต้นท้าทาย ด้วยขบวนสี่ล้อเป็นแถวยาวจะนำพาเราไปพบกับมุมมองใหม่ ๆ ที่อาจยังไม่เคยสัมผัส และเหนือสิ่งอื่นไดคือได้ความรู้สึกแบบเป็นพี่เป็นน้องของคนที่เข้าร่วมในคาราวานท่อเที่ยวในครั้งนี้เป็นการเดินทางท่องเที่ยวที่สุดจะประทับใจ เที่ยวเมืองไทยไปไม่ไกลแต่ได้หลากหลายรสชาติอยู่เสมอ เช่นเดียวกับการท่องเที่ยว ที่เราจะพาทุกท่านไปสัมผัส ในชื่อ คาราวานเที่ยววิถีไทยไปสามมรดกโลก ครับ พร้อมหรือยัง ถ้าพร้อมแล้วบิดกุญแจใส่เกียร์ออกรถกันเลย ก่อนอื่นเลี้ยวเข้าหัวจ่ายใส่ไปให้เต็มถังแล้วมุ่งตรงสู่ราชธานีเก่ากรุงศรีอยุธยากันเลยพี่น้อง
ทริปนี้ หมูหิน.คอม
มีโอกาสร่วมเดินทางในคาราวานเที่ยววิถีไทยไปสามมรดกโลกซึ่งหมูหิน.คอม รู้สึกว่าเป็นการเดินทางท่องเที่ยวที่สนุกสุดมันครบทุกรสชาติและไม่ต้องเดินทางไกลมากนัก วันแรกเราเริ่มด้วยการไปพักแรมที่เมืองเก่าอยุธยาที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์โรงแรมใหญ่ติดแม่น้ำเจ้าพระยาสายนทีชีวิตของเมืองกรุงเก่าแห่งนี้ สัมผัสวิถีชีวิตชาวกรุงเก่ายามค่ำคืนด้วยการล่องเรือไปบนสายน้ำเจ้าพระยา ชมโบราณสถานต่าง ๆ และบ้านเรือนชาวกรุงเก่า พร้อมสังสรรค์บนเรือแบบสบาย ๆ ผ่อนคลายอารมณ์ไปกับอาหารรสชาติดี รับกับอากาศดี ๆ เย็นสบาย ทั้งกายและใจ
ตลอดสองเส้นทางเดินเรือเราจะได้ชมความงามของการประดับไฟตกแต่งโบราณสถานและบ้านเรือนตลอดจนสถานที่สำคัญที่อยู่ริมน้ำเจ้าพระยา เส้นทางเดินเรือพาดผ่าน วัดขุนพรม,วัดนางกุย,วัดแค,วักไชยวัฒนาราม,วัดท่าการ้อง,คานเรือศรีเจริญ,คลองเมือง,บ้านอำคำแต้มบ้านแดงจิ๋ม,หมู่บ้านญี่ปุ่น,ศาลเจ้าพ่อปากน้ำแม่เบี้ย,วัดเกาะแก้ว,วัดกล้วย,แพกรุงเก่า,วัดสนามไชย,หอไตรวัดธรรมาราม,มัสยิดอิสลามวัฒนา, ศาลกลักเมือง, โลสถ์นักบุญยอเซฟ, ป้อมเพชร,วัดพุทไธศวรรย์,วัดพิชัยสงคราม โดยมีวิทยากรท้องถิ่นแนะนำสถานที่ต่าง ๆตลอดเส้นทาง บรรยากาศยามค่ำคืนที่กรุงเก่าอยุธยา สวยงามไปด้วยการประดับประดาไฟตามริมแม่น้ำและยังมีบ้านเรือนริมน้ำที่แสดงถึงวิถีชีวิตของชาวเมืองอยุธยาที่ยังคงผูกพันกับสายน้ำมาตั้งแต่อดีต เป็นบรรยากาศการพักผ่อนท่องเที่ยวแบบสบายสุด ๆครับ การล่องเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาชมโบราณสถานต่าง ๆ ควรล่องเรือในช่วงเวลา 18.30 -21.00 เพราะหลังจาก 21.00 น. จะมีการดับไปประดับในสถานที่ต่าง ๆ นอกจากเที่ยวชมบรรยากาศยามค่ำคืนริมน้ำแล้ว ในตัวเมืองด้านบนก็มีการประดับไฟโบราณเช่นเดียวกันเราสามารถเดินทางเที่ยวชมทางบกได้เช่นเดียวกัน สนุกสนานในบรรยากาศยามค่ำคืนในเมืองกรุงเก่ากันจนเต็มอิ่มแยกย้ายกันนอนพักเอาแรงเพื่อไปชมมรดกโลกราชธานีเก่าในวันรุ่งขึ้น หลับฝันดีทุกคน หากอยากมาท่องราตรียามค่ำคืนแบบนี้ก็ติดต่อ ทททสำนักงาน อยุธยาได้เลย โทร 035-246076-7 ครับ
เช้าวันที่ฟ้าใสพวกเราชาวคาราวานท่องเที่ยวเตรียมพร้อม หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จเดินทางไป ททท สำนักงาน อยุธยา เช้าวันแรกที่อยุธยาเราเริ่มด้วยการเข้าไปสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ซึ่งตั้งตระหนาดกลางราชวังโบราณ นับเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีมาตั้งแต่ครั้งโบราณว่าการสร้างเมืองนั้นต้องมีเสาหลักเมืองเป็นของคู่บ้านและเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเมืองทั้งหลาย เป็นสถานที่ควรค่าแก่การเคารพบูชาครับ หลังจากเราไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองแล้วก็เดินทางด้วยขบวนตุ๊ก ตุ๊ก ท้องถิ่น ท่องเมืองราชธานีเก่า ชมโบราณสถานต่าง ๆ ขบวน ตุ๊กตุ๊ก พาดผ่านโบราณสถานต่าง ๆ และนำพาเราเข้าไปนมัสการ พระมงคลบพิตรพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองอยุธยาเพื่อความเป็นสิริมงคล พระมงคลบพิตรสันนิษฐานว่าสร้างตั้งแต่สมัยต้นกรุงศรีอยุธยา เป็นพระพุทธรูปบุทองสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่อีกองค์หนึ่งของเมืองไทยประดิษฐานอยู่ในวิหารหลังสวยที่สร้างขึ้นใหม่ในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อพ.ศ 2499 นอกจากนั้นภายในวิหารยังมีการจัดแสดงพระพุทธรูปแบบต่าง ๆ ในสมัยอยุธยา ให้เราได้เยี่ยมชมและศึกษาหาความรู้อีกด้วย
หลังจากนมัสการพระมงคลบพิตรแล้วเราก็เข้าไปเยี่ยมชมราชวังโบราณภายในวัดพระศรีสรรเพชญ์ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวิหารพระมงคลบพิตร ราชวังโบราณหรือพระราชวังหลวงเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์และเป็นศูนย์กลางทางด้านการเมืองการปกครอง ในสมัยแรกในการสร้างกรุงศรีอยุธยานั้นพระเจ้าอู่ทองโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างพระราชวังขึ้นในบริเวณที่ตั้งของวัดพระศรีสรรเพชญ์ในปัจจุบัน วัดพระศรีสรรเพชญ์เดิมเป็นราชวังที่ประทับของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ต่อมาในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โปรดเกล้า ฯ ให้ย้ายพระราชวังไปสร้างใหม่ด้านริมแม่น้ำลพบุรี และอุทิศราชวังแห่งนี้ให้เป็นวัดหลวงสำหรับประกอบพิธีต่าง ๆ ภายในวัดพระศรีสรรเพชญ์มีโบราณสถานทีสำคัญคือองค์เจดีย์ทรงลังกาขนาดใหญ่ สามองค์เป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์สามพระองค์ เจดีย์องค์ขวามือบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ องค์กลางบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระราชาธิราชที่ 3 และองค์ซ้ายมือบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จรามาธิบดีที่ 2 วัดพระศรีสรรเพชญ์เป็นกลุ่มโบราณสถานขนาดใหญ่และอยู่ในที่เดียวกันเกือบทั้งหมดสวยงามและยังคงสภาพให้เราได้ชมอย่างจุใจครับ
หลังจากที่เราชมราชวังโบราณกันจนถึงแก่นแล้ว เราก็กระโดดขึ้น ตุ๊ก ตู๊ก สายพันธ์แรงของเรามุ่งหน้าไปยังวัดมหาธาตุวัดสำคัญอีกแห่งหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา วัดมหาธาตุเปรียบเสมือนสัญญาลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองของพระนคร มักจะสร้างไว้กลางใจเมือง และมีองค์ปรางค์สูงใหญ่ตั่งเด่นตระหง่านมองเห็นได้แทบทุกทิศทาง วัดมหาธาตุไม่พบว่าสร้างในสมัยใดแต่พบหลักฐานว่าสร้างมาก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ภายในมีองค์พระปรางค์ขนาดใหญ่สร้างด้วยอิฐศิลาแลงเป็นศิลปะสมัยอยุธยาร่วมกับสมัยบายนเขมรภายในพระปรางค์ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ วัดมหาธาตุในอดีตเคยใช้ประกอบพิธีกรรมสำคัญต่าง จนสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถสร้างวัดพระศรีสรรเพชญ์เสร็จจึงย้ายไปประกอบพระราชพิธีที่นั่นแทนนอกจากนี้ยังมีโบราณสถานอีกหลายอย่าง อาทิเช่น โบสถ์,เจดีย์รูปแบบต่าง ๆ และมีเศียรพระพุทธรูปหินทรายเป็นเศียรพระพุทธรูปสมัยอยุธยาวางอยู่ในรากโพธิ์เป็นภาพที่สวยงามและน่าทึ่งมาก ๆ เป็นจุดที่มีคนเข้าไปชมมากที่สุดจุดหนึ่งเลยทีเดียวบริเวณด้านหน้าทางเข้าวัดมหาธาตุมีจุดบริการอาหารเครื่องดื่มและของที่ระลึกมากมายให้เราได้เลือกชมเลือกซื้ออีกด้วย แวะกินน้ำกินท่าซักหน่อยแล้วกระโดดขึ้น ตุ๊กต็กคู่ใจ เดินทางต่อไปยังวัดราชบูรณะ การนั่ง ต็ก ตุ๊กนี่มันเป็นอะไรที่สุดยอดครับทุกท่านตื่นเต้นเร้าใจเป็นที่สุด
จากวัดมหาธาตุไม่กี่อึดใจ ตุ๊กตุ๊ก ก็นำพาพวกเรามาถึงยังวัดราชบูรณะอันสวยงาม วัดราชบูรณะเป็นวัดสำคัญอีกแห่งหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) โปรดเกล้าให้สถาปนาขึ้นในปี พ.ศ 1917 ซึ่งเป็นบริเวณที่ใช้ถวายพระเพลิงศพของเจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยา พระเชษฐาทั้งสองพระองค์ ซึ่งสิ้นพระชนม์เนื่องจากการแย่งชิงราชสมบัติภายในวัดมีโบราณสถานที่สำคัญคือ ปรางค์ประธานขนาดใหญ่เป็นพระปรางค์แบบไทยก่อด้วยศิลาแลงบนฐานแปดเหลี่ยมมีเจดีย์อยู่ทั้งสี่ทิศ ทำฐานสูงและภายในองค์ปรางค์มีห้องเก็บสมบัติที่ทำลึกลงไปใต้ดิน เราสามรถเข้าไปได้แต่ต้องเข้าทีละ 5 คนเพราะห้องแคบมาก และภายในกรุปรางค์ยังพบเครื่องราชูปโภคทำด้วยทองคำจำนวนมาก
นอกจาสถานที่ที่คาราวานเราเข้าไปชมแล้วในเขตอุทยาน ฯ ก็ยังมีโบราณสถานที่สำคัญอีกหลายแห่ง เช่น วัดพระราม,วัดญาณเสน,วัดธรรมิกราช,วัดวรโพธ์,วัดวรเชษฐาราม,พระราชวังจันทร์เกษม,วัดสุวรรณดาราม,วัดโลกยสุธาราม,วัดเสนาสนาราม,วัดพุทไธศวรรย์,วัดหน้าพระเมรุ,วัดใหญ่ชัยมงคล,วัดกษัตราธิราชวรวิหาร, วัดพนัญเชิง,วัดภูเขาทอง, วัดพระยาแมน, หมู่บ้านโปรตุเกส,หมู่บ้านญี่ปุ่น,เพนียดคล้องช้าง,โบสถ์นักบุญยอเซฟ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00 -18.00 น. อัตราค่าเข้าชมโบราณสถานแต่ละแห่ง ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 40 บาท
หลังจากที่คาราวาน เข้าเยี่ยมชมโบราณสถานกันมาจนถึงเวลาเที่ยงพอดีก็เป็นเวลาอาหารเที่ยงเพิ่มเติมพลัง ขบวนคาราวานก็แวะเข้าไปทานอาหารแบบไทย ๆ ที่ร้าน ครัวแตน ตำนานแห่งอาหารไทยเมืองอยุธยา และพักผ่อนกันตามสบายจากนั้นก็บิดกุญแจสี่ล้อคู่ใจอีกครั้ง เพื่อมุ่งหน้าไปตามรอยเสด็จประพาสต้นพระพุทธเจ้าหลวงที่วัดพระปรางค์เหลือง นครสวรรค์ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่งโมง
วัดพระปรางค์เหลืองเป็นวัดเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของ เมืองนครสวรรค์ สร้างขึ้นในปี พ.ศ 2305 สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศตะวันออก ในเขตตำบลท่าน้ำอ้อย อำเภอ พยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ มีปูชนียสถานที่สำคัญ เช่น องค์พระปรางค์ ขนาดใหญ่ พระวิหารประดับด้วยเครื่องสังคโลก พระอุโบสถ และในสมัยก่อนนั้นมีชื่อเสียงเกี่ยวกับการรักษาโรคด้วยวิธีเหยียบฉ่า อย่างได้ผล และในอดีตมีหลวงพ่อเงิน ซึ่งเป็นพระที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและเคารพนับถือของเหล่าข้าราชการพ่อค้าประชาชนอย่างกว้างขวาง และพระพุทธเจ้าหลวง(รัชกาลที่ 5 ) เคยเสด็จ ฯ ณ วัดพระปรางค์เหลือง ถึงสามครั้ง ในการเสด็จประพาสต้นทางภาคเหนือของประเทศไทย ครั้งที่หนึ่ง ในรัตนโกสินทร์ศก 120 , ครั้งที่สองในรัตนโกสินทร์ศก 125 และครั้งที่สามในรัตนโกสินทร์ศก 127 ถือว่าเป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่งของเมืองนครสวรรค์ ภายในยังมีสิ่งของสำคัญหลายอย่าง เช่น เก๋งเรือพระราชทาน,โซ่พระราชทาน,แพท่าน้ำบริเวณรับเสด็จ มีน้อง ๆนักเรียนน่ารักมาเป็นวิทยากรบรรยายสถานที่ต่างๆ ให้เราได้ความรู้อีกด้วย สุดยอดเด็กไทยทุก ๆคนครับ และชาวตำบลท่าน้ำอ้อยให้การต้อนรับอย่างดี มีทั้งน้ำใจและน้ำเย็น ๆ ที่ช่วยให้พวกเราชุ่มทั้งกายและใจไปพร้อมกันครับสุดยอด จากนั้นพี่น้องคาราวาน เดินทางต่อไปยังดินแดนมรดกโลกแห่งที่สอง คือ กำแพงเพชร นั่งเบาะรัดเข็มขัดให้แน่นล้อมุมไปกันเลยพี่น้อง คาราวานเที่ยว วิถีไทย ไปให้สนุกกันเลยครับ จากวัดพระปรางค์เหลืองใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.30 ชั่งโมง ตามแผนเดิมเราจะแวะเข้าไปนมัสการหลวงพ่อเพชรกันที่วัดวังพระธาตุแต่ขบวนคาราวานเราล่าช้าเลยต้องเดินทางไปที่โรงแรมที่พัก ในกำแพงเพชร
หลังจากเก็บข้าวของเรียบร้อย คาราวานท่องเที่ยวก็ขึ้นขบวนรถรางเพื่อเดินทางไปชมมรดกโลกที่อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรระหว่างทางแวะนมัสการศาลหลักเมืองซึ่งเป็นสิ่งมงคล1 ใน 9 ของจังหวัด จากนั้นเข้าเวียนเทียนรอบพระสี่อิริยบท แต่ฟ้าฝนไม่เป็นใจเท่าไหร่นัก คาราวานของเราจึงไม่ได้เวียนเทียนแต่เราก็ไม่ท้อยังคงใช้ร่มเยี่ยมชมโบราณสถานกันอย่างไม่ถอยครับและเข้าชมนิทรรศการพังการ บรรยายความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของเมืองกำแพงเพชรและโบราณสถานต่าง ๆ อย่างตั้งใจกันทุกคน พร้อมกับทานกล้วยไข่รสหวานหอมและที่ขาดไม่ได้เลยก็คือก็คือเฉาก๊วย ชากังราว ซึ่งมีรสชาติกลมกล่อมเป็นเลิศรับ เป็นของอร่อยที่ชาวกำแพงเพชรเอาไว้ต้อนรับคาราวานที่สุดแสนจะประทับใจ กินกันชนิดลืมอิ่มไปตาม ๆกัน บรรยากาศภายในอุทยานเต็มไปด้วยความเป็นกันเองและความสุขครับ
อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกร่มกับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยและอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสุชนาลัย ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง มีกำแพงเมืองล้อมรอบก่อด้วยศิลาแลงทำเป็นช่องเสมา มีโบราณสถานคือเมืองนครชุมและเมืองอรัญญิก เป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่ ทั้งภายในเมืองและนอกเมือง มีโบราณสถานน้อยใหญ่เป็นจำนวนมาก กระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่โดยทั่ว โดยมีวัดพระแก้วและวัดพระธาตุ เป็นศูนย์กลางลักษณะเป็นวัดหลวงเกือบทั้งหมดเป็นศาสนสถานเนื่องในพระพุทธศาสนาลัทธิเถรวาทแบบลังกาวงศ์ บริเวณนอกเมืองมีโบราณสถานอยู่ประมาณ 40 แห่ง จัดอยู่ในเขตอรัญญิก โบราณที่สำคัญได้แก่ วัดพระนอน,วัดป่ามืด,วัดพระสี่อิริยบท,วัดฆ้องชัย,วัดนาคเจ็ดเศียร,วัดสิงห์,วัดกำแพงงาม,วัดเตาหม้อ,วัดช้างรอบและวัดอาวาทใหญ่ นับเป็นงานสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ของเมืองกำแพงเพชร หลังจากที่เราฟังการบรรยายและชมนิทรรศการเป็นที่เรียบร้อยก็ได้เวลาอาหารเย็น คาราวานแวะทานอาหารเย็นรสชาติดีที่ร้านบ้านท่านเรือคุณ ที่ตั้งอยู่ข้างอุทยานประวัติศาสตร์ หลังจาดทานของอร่อยกันจนหนำใจแล้ว ก็เดินทางกลับไปนอนพักเอาแรงไปเที่ยวในเช้าวันใหม่
อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรเปิดทำการทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์หมายเลขเวลา 08.00-17.00 น โทรศัพท์ : (055) 7119210, 5571 2528 อัตราค่าธรรมเนียมเข้าชม : ชาวไทย 10 บาท : ชาวต่างประเทศ 40 บาท
ผ่านวันแรกของการเดินทางเหล่าคาราวานท่องเที่ยววิถีไทยก็สนุกสนานเฮฮากันอย่างเต็มที่ครับ มีทั้งเหนื่อย ทีทั้งหลงทางมีทั้งตื้นเต้น มีทั้งเรื่องตลก และมีทั้งความสุขได้ทั้งความรู้ และขบวนคาราวานของเราเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เพราะมี่บัง หัวหน้าทีมของเราคนนี้แหละครับสุดยอดพี่
เริ่มเช้าวันที่สองที่เมืองกำแพงเพชร รับประทานหารเช้าเรียบร้อย นั่งเบาะล้อหมุน เดินทางไปยังวัดพระบรมธาตุเจดีย์นครชุมเพื่อบูชาพระบรมธาตุศักดิ์สิทธิ์ และยังเคยเป็นเส้นทางเสด็จประพาสต้นของพระพุทธเจ้าหลวงอีกด้วย วัดพระบรมธาตุสร้างขึ้นมาพร้อมกับเมืองนครชุมเป็นวัดประจำเมือง เดิมมีพระบรมธาตุเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์สามองค์ ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน สันนิษฐานว่าสร้างโดยสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ องค์หนึ่ง พ่อขุนรามคำแหงองค์หนึ่ง และสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไทยองค์หนึ่ง ปัจจุบันพระบรมธาตุเจดีย์เป็นทรงไทยประยุกต์ผสมมอญ เนื่องจากผู้ที่บูรณะครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นคหบดีพ่อค้าไม้ชาวกะเหรี่ยงได้สร้างองค์เจดีย์ทรงมอญครอบไว้บนฐานเดิม พระเจดีย์จึงมีรูปร่างอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จำนวน 9 พระองค์ ซึ่งเป็นศาสนสถานที่มีความศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองกำแพงเพชรอีกแห่งหนึ่งครับ และภายในวัดยังมีต้นศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเชื่อกันว่าพระยาลิไทยทรงปลูกเมื่อ พ.ศ 1900 เป็นต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ นอกจากนั้นยังมีศาลาการเปรียญซึ่งใช้เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านศูนย์วัฒนธรรมไทยสายใยชุมชนตำบลนครชุม ภายในจัดแสดงวัตถุโบราณในสมัยต่าง ๆ และเรื่องราวในประวัติศาสตร์เอาไว้มากมายภาย ในวัดมีจุดบริการดอกไม้ธูปเทียนเพื่อบูชาพระบรมธาตุ ร่วมกันบูชาพระบรมธาตุด้วยการเดินวนสามรอบ หลังจากนั้นเราก็เดินทางต่อไปยังอุทยานแห่งชาติแม่วง เพื่อลอดผ่านช่องเย็น บริเวณที่ได้รับการขนานนามว่ามีอากาศเย็นตลอดทั้งปี ขึ้นนั่งเบาะบิดกุญแจแล้วตรงไปยังอุทยานแม่วงก์กันเลย
อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ครอบคลุมพื้นที่ ถึง 2 จังหวัด คือ อ.ปางศิลาทอง จ.กำแพงเพชรและ อ. แม่เปิน อ.แม่วง จ.นครสวรรค์ มีพื้นที่ 558,750 ไร่ ทิศเหนือติดกับอุทยานแห่งชาติคลองลาน ทิศใต้ติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ทิศตะวันตกติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้งผาง ทิศตะวันออกติดกับพื้นที่ราบของราษฎร สภาพโดยรอบเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนมียอดเขาที่สูงที่สุดคือยอดเขาโมโกจู มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,964 เมตร เป็นส่วนหนึ่งขอพื้นป่าตะวันตก ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและพันธุ์พืช เป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญหลายสาย ภายอุทยานมีบริการที่พักและลานกลางเต้นท์ และมีร้านบริการอาหารเครื่องดื่ม ภายในอุทยานแห่งชาติแม่วง มีน้ำตกหลายแห่งและจุดชมวิวจุดท่องเที่ยวหลายจุดโดยเฉพาะกิจกรรมเดินป่าเพื่อพิชิตยอดเขาโมโกจูซึ้งใช้เวลา ถึง 5 วันเลยทีเดียวครับ
จากด้านหน้าอุทยานเราเดินทางขึ้นไปตามเส้นทางอุทยานเพื่อไปสัมผัสกับอากาศดี ๆ ที่ช่องเย็น ระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร เมื่อเราเดินทางมาถึงบริเวณช่องเย็น เมืองลงจากรถเราก็รูสึกได้ถึงอากาศที่หนาวเย็นและมีลมค้อนข้างแรงตลอดทั้งปี นี่ขนาดหน้าร้อนนะครับถ้าเป็นหน้าหนาวจะขนาดไหน อากาศดี ๆมาก บริเวณช่องเย็นทำเป็นสนามหญ้าขนาดใหญ่และมีที่นั่งพักผ่อนหลายจุด มีจุดบริการนักท่องเที่ยว บริเวณช่องเย็นเป็นหน้าผาอยู่ตรงกลางช่องเขาทั้งสองด้านทั้งทางด้านทิศตะวันตกเป็นลมหนาวที่มาจากช่องเขาในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และทางทิศตะวันออกเป็นลมหนาวที่มาจากช่องเขาในอุทยานแห่งชาติแม่วง บริเวณช่องเย็นจะมีละอองน้ำปลิวในอากาศทั่วบริเวณ เป็นสถานที่รับอากาศได้ดีอีกแห่งหนึ่งเลยครับ นอกจากเป็นช่องที่มีอากาศเย็นทั้งปีแล้วบริเวณช่องเย็นยังเป็นแหล่งอาศัยของนกหายากหลายชนิดเป็นแหล่งดูนกที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งครับ คาราวานท่องเที่ยวต่างยืนรับลมหนาวกันแบบสบายทั้งกายและสบายทั้งใจ อากาศดีสุด ๆครับ หลังจาที่เราสูดอากาศกันจนเต็มปอดแล้ว เหล่าคาราวานท่องเที่ยวก็เดินทางลงมาทานอาหารกลางวันกันอย่างอร่อยท่ามกลางธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติแม่วง หลังจากทานอาหารเต็มพลังกันเต็มที่แล้ว คาราวานท่องเที่ยวก็เดินทางไปยังอุทัยธานีดินแดนมรดกโลกและเมืองพระมหาชนกจักรี (สอบถามข้อมูลที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์โทรศัพท์ 0 5576 6027, 0 5576 6436 โทรสาร 0 5576 6436 )
คาราวานท่องเที่ยวเดินทางมาถึงอุทัยธานี และเข้าที่พัก พักผ่อนตามอัธยาศัยและเยี่ยมชมตลาดริมน้ำสะแกกรัง จากนั้นร่วมรับประทานอาหารรสชาติเยี่ยมที่สวนอาหารนกน้อย อาหารรสชาติดีสุด ๆ และมีบรรยากาศริมน้ำสะแกกรัง ที่อบอุ่นเหลือเกิน หลังจากทานอาหารกันจนเต็มอิ่มแล้วหนังตาก็หย่อนเข้าพักผ่อน เพื่อเอาแรงในเช้าวันใหม่
เช้าวันสุดท้ายแต่คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน หลังจากทานอาหารเช้ากันเรียบร้อยขบวนคาราวานก็เดินทางขึ้นยอดเขาสะแกกรังเข้าไปยังวัดสังกัสรัตนคีรี เพื่อไปบูชา รอยพระพุทธบาทจำลองและตีระฆังศักดิ์สิทธิ์ พร้อมกับชมวิวสวย ๆ ของเมืองอุทัยและวิวสวย ๆของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และร่วมกันรำลึกถึงพระชนกจักรี ที่พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกนาถ แห่งรัชกาลที่ 1 จากนั้นลงมาไหว้พระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองอุทัยธานีที่วิหารทางด้านล่าง ยอดเขาสะแกกรังมีทางขึ้นสองทางคือทางบันได ซึ่งต้องเดินขึ้นบันได 449 ขั้น และทางรถยนต์ ที่วัดสังกัสรัตนคีรีจะมีงานตักบาตรเทโว ในทุก ๆ ปีโดยพระกว่า 500 รูป เดินลงมาตามบันไดเพื่อมารับบาตรทางด้านล่าง งายจะจัดขึ้นทุกปีในช่างเดือน ตุลาคม วันงานจะมีประชาชนนับหมื่นมาทำบุญใส่บาตร และภาพที่พระเดินลงจากเขาสะแกกรังเป็นภาพที่งดงามอย่างมาก ซึ่งหาดูได้ยากในปัจจุบัน
หลังจากไหว้พระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์แล้วก็เดินทางไปยัง ทททสำนักงานอุทัยธานี เพื่อเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น จังหวัดอุทัยธานี ซึ้งภายในจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในสมัยอดีต ประวัติศาสตร์ของเมืองอุทัยธานีและจำลองมรดกโลกห้วยขาแข้งเอาไว้ไห้ชมแบบเห็นของจริงเป็นแหล่งรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของเมืองอุทัยเอาไว้ทั้งหมด จัดแสดงเป็นสามอาคาร ซึ่งเป็นอาคารโรงเรียนเก่าในสมัยโบราณที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าครับ จากนั้นลงเรือทานอาหารและร่องเรือชมวิถีชีวิตของชาวเรือนแพ มนต์เสน่ห์แห่งสายน้ำสะแกรกรังโดยร่องเรือรอบเกาะเทโพซึ่งน่าจะมีแห่งเดียวที่ยังคงรักษาวิถีชีวิตแบบเรือนแพเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่นจนกลายเป็นชุมชนชาวแพ แต่ละแพมีบ้านเลขที่ และมีผู้ใหญ่บ้าน และมีอย่างอื่นเหมือนบ้านเรือนบนบกเลยทีเดียว นั่งทานอาหารปลาแม่น้ำโดยเฉพาะปลาแรดรสชาติดีมาก ๆชมวิวเรือนแพรับอากาศเย็น ๆ มันช่างแสนจะสุขใจ ครับ
ขึ้นเรือที่ท่าน้ำแล้วเดินทางไปกราบนมัสการหลวงพ่อฤาษีลิงดำ และชมวิหารหลังสวยที่วัดท่าซุง ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่และเป็นวัดสำคัญอีกแห่งหนึ่งของเมืองอุทัยธานี จากนั้นเดินทางไปหาซื้อของฝากและของดีเมืองอุทัยธานีที่ร้านทิศเทือง และถึงเวลาที่ต้องแยกย้ายเพื่อเก็บเอาประสบการณ์ในการท่องเที่ยวครั้งนี้ไปถ่ายทอดให้กับคนทางบ้านได้รับรู้ แม้จะเป็นวันสุดท้ายของทริปนี้แต่มันไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของการเดินทางของพวกเราแน่นอนครับ เที่ยววิถีไทยไปสามมรดกโลก เป็นสุดยอดของเส้นทางท่องเที่ยวที่ครบทุกรสชาติ ครับพี่น้อง แยกย้ายกันไปแบบเก็บความประทับใจเอาไปด้วยเต็มกระเป๋าครับ
การท่องเที่ยวแบบ คาราวานท่องเที่ยวแบบนี้เป็นการเดินทาง ที่สนุกสนานเต็มไปด้วยความเป็นพี่น้องของคนร่วมในคาราวาน และเที่ยวได้ครบทุกรูปแบบ นอกจากนั้นยังเป็นการศึกษาเส้นทางท่องเที่ยวได้ด้วยตนเองอีกด้วย เป็นการท่องเที่ยวที่ทำได้แทบทุกฤดูกาลและไปได้ทั้งแบบครอบครัวและแบบหนุ่มสาว เป็นการเปิดเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ ๆ ให้คนทั่วไปได้รู้จักและที่สำคัญที่สุดก็คือสนับสนุนไห้ คนไทยเที่ยวเมืองไทย เพื่อคนไทย ดังในสโลแกนที่ว่า เที่ยวไทยครึกครื้นเศรษฐกิจไทยคึกคัก ไง ครับ สนุกสนานประทับใจ มากครับ
หากต้องการข้อมูลในการเดินทางเที่ยววิถีไทยไปสามมรดกโลกที่สนุกสุดมันแบบนี้ ก็ติดต่อสอบถามไปที่
ททท สำนักงานอยุธยา โทร 035-246076-7
ททท สำนักงานสุโขทัย โทร 055-616228-9,055-616366
ททท สำนักงานอุทัยธานี โทร 056-514982
หมูหิน.คอม คิดจะเที่ยวเว็บเดียวก็พอ...
ภาพ เรื่องและวีดีโอ.....ทีมงานหมูหิน.คอม |