หมูหิน.คอม
  Web Moohin.com
 
 
Member Login
username
password
สมัครสมาชิก
บอร์ดท่องเที่ยว
หมูหินกินเที่ยว
หมูหินชิมเอง
รีสอร์ทรีวิว
หมูหินคลิปวีดีโอ
Moohin TV

Moohin Hotels Booking
Moohin Guru




QR code www.moohin.com
ชลบุรี
ระยอง
จันทบุรี
ตราด
 
แม่ฮ่องสอน
เชียงใหม่
เชียงราย
พะเยา
น่าน
ลำปาง
ลำพูน
กำแพงเพชร
พิษณุโลก
สุโขทัย
เพชรบูรณ์
ตาก
พิจิตร
อุตรดิตถ์
แพร่
อุทัยธานี
นครสวรรค์
 
กรุงเทพฯ
กาญจนบุรี
ฉะเชิงเทรา
ชัยนาท
นครนายก
นครปฐม
นนทบุรี
ปทุมธานี
ประจวบคีรีขันธ์
ปราจีนบุรี
อยุธยา
เพชรบุรี
ราชบุรี
ลพบุรี
สมุทรสาคร
สมุทรสงคราม
สมุทรปราการ
สระบุรี
สิงห์บุรี
อ่างทอง
สุพรรณบุรี
สระแก้ว
 
กาฬสินธุ
ชัยภูมิ
ขอนแก่น
นครราชสีมา
นครพนม
บุรีรัมย์
มหาสารคาม
ยโสธร
ร้อยเอ็ด
เลย
ศรีสะเกษ
สกลนคร
สุรินทร์
หนองคาย
อุดรธานี
หนองบัวลำภู
อุบลราชธานี
มุกดาหาร
อำนาจเจริญ
 
ชุมพร
ระนอง
สุราษฏร์ธานี
พังงา
ภูเก็ต
กระบี่
นครศรีธรรมราช
สตูล
ตรัง
พัทลุง
สงขลา
ปัตตานี
นราธิวาส
ยะลา
 
  ประเทศทั่วโลก
  ทัวร์ญี่ปุ่น
  ทัวร์มาเก๊า
  ทัวร์ฮ่องกง
  ทัวร์สิงคโปร์
  ทัวร์มาเลเซีย
  ทัวร์มัลดีฟส์
  ทัวร์เกาหลี
ทัวร์ลาว
ทัวร์กัมพูชา
ทัวร์พม่า
 

 ข้อมูลท่องเที่ยวลาว
ข้อมูลท่องเที่ยวกัมพูชา
ข้อมูลท่องเที่ยวเวียดนาม

 
 


www.MooHin.com > เรื่องจาก อสท. > บนเส้นทางแห่งชีวิต กับการก่อเกิดใหม่ของสรรพสิ่งเหนือ ยอดเขาช้างเผือก



  บนเส้นทางแห่งชีวิต

บนเส้นทางแห่งชีวิต...กับการก่อเกิดใหม่ของสรรพสิ่งเหนือ ยอดเขาช้างเผือก

 

 

“เป้ใบเก่า   รองเท้าคู่เดิม”....เรื่อง

นพดล    กันบัว.........ภาพ

ได้รับความเอื้อเฟื้อจากอนุสาร อ.ส.ท.

ที่มา: อนุสาร อ.ส.ท. ปีที่ 47 ฉบับที่ 6   เดือน มกราคม พ.ศ. 2550

 

 

                กว่า 60 ปีมาแล้ว ที่ทำการทำเหมืองแร่ถือกำเนิดขึ้นที่เมืองกาญจนบุรี ในสมัยนั้นไม่มีใครรู้จักชื่อเหมืองปิล๊อก เพราะมปิล๊อกเป็นหนึ่งในเหมืองที่มีขนาดใหญ่และมีความสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่ง หากจะบอกว่ารายได้จากเหมืองแร่คือลมหายใจของชีวิตคนกาญจนบุรี ตลอดจนผู้แสวงหาโชคจากทั่วทุกภูมิภาคก็คงไม่ผิดนัก เหมืองแร่คือบ่อรายได้ใหญ่ของผู้คนจำนวนคนหลายพันคน หรืออาจจะถึงเรือนหมื่นด้วยซ้ำ จากจำนวนเหมืองที่มีอยู่ไม่ต่ำกว่า 20 แห่ง ท่ามกลางภาวะความโหดร้ายของโลกธรรมชาติที่ต้องฝ่าฟันเพื่อเอาชนะ ความเป็นอยู่ของคนเหมืองไม่ได้สะดวกสบาย แต่ทำไมผู้คนไม่น้อยเลือกที่จะใช้ชีวิตในเส้นทางสายนี้ ความเป็นอยู่ของคนเมืองไม่ได้สะดวกสบาย แต่ทำไมผู้คนไม่น้อยเลือกที่จะใช้ชีวิตในเส้นทางสายนี้ คำตอบง่ายๆ คือผลตอบแทนจากเม็ดเงินที่มากกว่าอาชีพ อื่นๆ เฉกเช่นในยุคทองของการประมง ที่ไต้ก๋งหรือลูกเรือประมงสามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเองอย่างมหาศาล เล่ากันว่าในยุคสมัยที่กุ้งปูปลาในท้องทะเลยังมีเหลือเฟือ ไต้ก๋งเรือทิปนักร้องด้วยทองคำกันทีเดียว

 

                วิถีชีวิตของคนทำเหมืองอาจจะมีรายได้ไม่มากเท่าชาวประมง และต้องใช้ชีวิตผจญกับโลกธรรมชาติที่โหดร้ายมากกว่า แต่การทำเหมืองก็มีรายได้ดีกว่าอีกหลายอาชีพ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่คนหนุ่มสาวในยุคสมัยหนึ่งจะเปลี่ยนเส้นทางเดินชีวิตของตนเองเป็นชาวเหมือง เช่นเดียวกับลุงทาที่เล่าความหลังเมื่อครั้งยังเป็นวัยรุ่นเมื่อปี พ.ศ.2494 ให้ฟังว่า พื้นเพดั้งเดิมเป็นคนพัทลุง แต่ยอมเดินทางไกลมาถึงกาญจนบุรีเพื่อทำเหมืองแร่ในช่วงที่มีอายุเพียง 18 ปีเท่านั้น ในยุคสมัยนั้น การเดินทางขึ้นไปทำเหมืองปิล๊อกต้องเดินเท้าขึ้นมาจากบ้านไร่ ใช้เวลาประมาณหนึ่งถึงสองวัน ขณะที่ขบวนรถที่ต้องขนเสบียงหรือนำแร่ลงมาอาจจะต้องใช้เวลาครึ่งค่อนเดือนหรือหนึ่งเดือนทีเดียว

 

                ลุงทาบอกว่าในยุคสมัยนั้น บริเวณแถบนี้คือผืนป่าขนาดใหญ่ มีไม้ขนาดสี่ถึงห้าคนโอบเต็มไปหมด มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่อย่างชุกชุม ในช่วงเวลาฤดูฝน ฝนมักตกติดต่อกันไม่น้อยสี่ถึงห้าเดือนจนแทบจะมองอะไรไม่เห็น เพราะถูกปกคลุมด้วยสายหมอกตลอดทั้งวัน ขนาดต้องจุดตะเกียงเจ้าพายุตลอดเพื่อให้แสงสว่าง  ต่างจากในปัจจุบันที่ฝนเริ่มไม่ตกตามฤดูกาล ผืนป่าที่เคยสมบูรณ์ก็กลายสภาพเป็นเขาหัวโล้นทั้งหมด ส่วนหนึ่งมาจากการทำเหมือง อีกส่วนหนึ่งมาจากการโค่นป่า

 

                ในอดีต แร่ดีบุกและวุลแฟรมมีค่าไม่น้อยไปกว่าทองคำและสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับคนที่นี่ ในช่วงฤดูฝนก็ทำเป็นเหมืองฉีด ขอเข้าสู่ฤดูแล้ง น้ำน้อยก็ทำเป็นเหมืองขุด เหมืองที่นี่จึงมีทั้ง 2 ลักษณะ เรียกว่าทำกันเกือบตลอดทั้งปี จากชุมชนเล็กๆ ก็ขยายเป็นชุมชนใหญ่ จากเหมืองไม่กี่แห่งก็กลายเป็นเหมืองเล็กเหมืองน้อยมากมาย กระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่จนกลายเป็นเมืองขนาดย่อมๆ ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกไม่น้อยไปกว่าชุมชนพื้นล่าง ค่าแรงวันละ 15 บาท เดือนหนึ่งได้ประมาณ  400-450 บาท ถือเป็นรายได้ที่หรูพอสมควร ทำงาน 1 เดือน สามารถซื้อทองหนัก 1 บาทใส่ได้ โก้น้อยเสียที่ไหน วิถีชีวิตของคนทำเหมืองแร่ปิล๊อกวนเวียนอยู่แบบนี้ร่วม 30 ปีทีเดียว กว่าจะถึงยุคสิ้นสุดของการทำเหมืองเมื่อปี พ.ศ. 2528 เพราะแร่ราคาตกจนไม่คุ้มกับการลงทุน โลกสมัยใหม่สามารถสร้างสิ่งทดแทนที่มีน้ำหนักเบากว่าได้นั่นเอง ถึงวันนี้  หน้าประวัติศาสตร์ของการทำเหมืองแร่ปิล๊อกที่หลงเหลืออยู่ คือชุมชนบ้านอีต่องกับเศษซากของการทำเหมืองที่ยังปรากฎตามเหมืองต่างๆ เท่านั้นเอง

 

                วันนี้ดูเหมือนชาวอีต่องเหลือทางเลือกอยู่ทางเพียงเดียวคือการท่องเที่ยว ลุงทาบอกกับผมว่า ถ้าเลือกได้ขอกลับไปใช้ชีวิตอย่างเก่าดีกว่า แม้ว่าจะลำบากเรื่องการเดินทางและชีวิตความเป็นอยู่บ้าง แต่ก็เป็นชีวิตที่เผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน มีก็แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ ผู้คนก็คบกันง่ายๆ ต่างจากสมัยนี้ที่หาความจริงใจไม่ค่อยมี รถเสียเมื่อก่อนยังจอดทิ้งไว้ได้ แต่ปัจจุบันจอดทิ้งได้ที่ไหน นั่นคือบทสรุปของชีวิตในห้วง 60 ปีที่ผ่านมาของลุงทา ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่เส้นทางที่ลุงทาต้องการ แต่มันเป็นเส้นทางที่ไม่อาจเลือกได้

 

 

ชีวิตใหม่ ชีวิตเพื่อการท่องเที่ยวของชาวอีต่อง

 

                บ้านอีต่องในวันนี้ ในอดีตคือที่ตั้งของเหมืองปิล๊อก ซึ่งก็ยังคงมีร่องรอยของการทำเหมืองให้เห็นอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก นี่คือหน้าประวัติศาสตร์การทำเหมืองแร่ที่มีความสำคัญที่สุดของกาญจนบุรีและประเทศไทย ในวันนี้เหมืองที่เคยมีอยู่เกือบทั้งหมดหยุดกิจการสิ้นเชิง แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาสูงชัน นำมาซึ่งความงดงามของท้องทะเลแห่งขุนเขา อีต่องจึงเป็นทางเลือกใหม่ของคนที่ชอบความเหน็บหนาว ท่ามกลางอ้อมกอดแห่งขุนเขาและท้องทะเลหมอกยามเช้า โดยไม่ต้องเดินทางไปไกลถึงภาคเหนือ นี่คือดินแดนที่แทบไม่เชื่อว่าสายตาว่าอยู่ในภาคกลาง ซึ่งมีความงดงามของโลกธรรมชาติไม่ได้ด้อยไปกว่าพื้นที่ภาคเหนือ

 

                ผมมีโอกาพูดคุยกับกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นคนเก่าคนแก่ของที่นี่ เขาเล่าว่า แต่เดิมบ้านอีต่องเรียกว่านะอีต่อง (ไม่แน่ใจว่าใช้ น หรือ ณ กันแน่) คำว่า นะ หมายถึง เทวดา อี หมายถึง บ้าน ต่อง หมายถึง ภูเขา รวมแล้วหมายถึง ภูเขาเทวดา  เหตุที่เขาเรียกว่าเป็นภูเขาเทวดา คงเนื่องมาจากสภาพภูมิประเทศที่มีความสูงมากที่สุดในเทือกเขาละแวกนี้ทั้งหมด ความเป็นชุมชนเหมืองปิล๊อกในอดีตยังคงสามารถสัมผัสได้จากรูปแบบโครงสร้างบ้านที่เป็นเรือนแถวยาวเป็นบล๊อกๆ ไล่ระดับตามความชันของสันเขาลงเป็นชั้นๆ บ้านเหล่านี้บางหลังมีอายุร่วม 50 ปี บางหลังได้รับการปรับปรุงและสร้างขึ้นใหม่ ปัจจุบันบ้านอีต่องมีฐานะเป็นตำบลขึ้นอยู่กับอำเภอทองผาภูมิ การท่องเที่ยวคือส่วนหนึ่งของความหวังที่จะเรียกความรู้สึกและความรุ่งโรจน์แห่งอดีตให้คืนกลับมา ด้วยความงดงามของสภาพภูมิประเทศที่มีอยู่ ผสมผสานไปกับร่องรอยอดีตของการทำเหมือง ผมเชื่อว่าความคึกคักจะคืนกลับมาที่อีต่องอีกครั้ง เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของนักเดินทางที่ชอบแสวงหาความท้าทายใหม่ๆ ของชีวิต

 

 

อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ในความหลากหลายที่ดำรงอยู่

 

                อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ เป็นอุทยานแห่งชาติที่กำลังประกาศจัดตั้ง มีพื้นที่ราว 700,000 ไร่ หรือ 1,120 ตารางกิโลเมตร ทิศเหนือติดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ทิศใต้ติดอุทยานแห่งชาติไทรโยค ทิศตะวันอกติดอุทยานแห่งชาติเขาแหลม และทิศตะวันตกติดกับเขตแดนสหภาพพม่า สภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงชัน มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางตั้งแต่ 1,000-1,259 เมตร โดยมียอดเขาช้างเผือกเป็นยอดเขาที่มีระดับความสูงมากที่สุดหลงเหลืออยู่ก่อเกิดเป็นน้ำตกสำคัญหลายสาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำจ๊อกกะดิ่น น้ำตกเจ็ดมิตร พื้นที่เหมืองเก่า ซึ่งบางแห่งก็ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ตลอดจนท้องน้ำของเขื่อนเขาแหลม

 

                นี่คืออุทยานแห่งชาติทางภูเขาที่มีความแตกต่างจากอุทยานฯ ทางภูเขาแห่งอื่นๆ จุดเด่นของอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ นอกจากสภาพภูมิประเทศที่งดงามแล้ว ที่ผู้คนกล่าวถึงค่อนข้างมากเห็นจะเป็นบ้านทาร์ซานครับ เขาสร้างบ้านพักอยู่บนต้นไม้ ดูเหมือนจะเป็นอุทยานแห่งชาติเพียงแห่งเดียวกระมังที่สร้างบ้านพักบนต้นไม้ และมักเป็นทางเลือกในลำดับต้นๆ ของผู้เข้าพัก พื้นที่ลานตั้งแคมป์ซึ่งตั้งอยู่ตามไหล่เขาได้รับการปรับระดับเป็นที่ราบ พร้อมจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นดวงตะวันยามเช้า  ท้องทะเลสาบเขื่อนเขาแหลม และเขาช้างเผือกอย่างชัดเจน ในความรู้สึกของผม นี่คือจุดกางเต็นท์ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมของผืนป่าย่อมๆ ที่จะให้ความร่มรื่นตลอดทั้งวัน

               

 

เขาช้างเผือก วิถีแห่งชีวิต วิถีแห่งธรรมชาติ

 

                เรื่องราวของเขาช้างเผือกเป็นสิ่งที่ผมรับรู้มานาน จากการเดินทางมาที่บ้านอีต่องหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสขึ้นไปสัมผัสอย่างจริงจัง จวบจนฤดูหนาวของปีนี้ผมตัดสินใจเดินทางกลับไปที่อีต่องอีกครั้งเพื่อจัดการกับสิ่งที่เคยค้างคาในใจ โดยมีเพื่อนร่วมทางคนเดิม คือนพดล กันบัว ที่จะเข้ามาถ่ายทอดความงดงามจากภาพถ่ายให้สัมผัส

 

                เขาช้างเผือกเป็นเทือกเขาที่มีลักษณะแนวยาวโอบล้อมด้วยแนวหน้าผาสองด้าน จึงกำหนดเส้นทางขึ้นลงให้มีเพียงเส้นทางเดียว ซึ่งบางช่วงต้องเลาะตะเข็บแดนประเทศเพื่อนบ้านสั้นๆ ส่วนตัวเขาช้างเผือกจริงๆ อยู่ในเขตประเทศไทยทั้งหมด เส้นทางเดินเท้าขึ้นเขาช้างเผือกที่สะดวกและใกล้ที่สุดคือบริเวณบ้านอีต่อง จากบริเวณหน้าโรงงานก๊าซในฝั่งประเทศไทย ที่เรียกกันว่าบล๊อกวาล์ว ซึ่งหากมีรถขับเคลื่อนสี่ล้อรับส่งก็จะประหยัดแรงในการเดินได้ประมาณ 2 กิโลเมตร ไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางเริ่มถามหา

 

                กะเหรี่ยงนำทางบอกความหมายของชื่อเขาช้างเผือกให้ฟังว่า เมื่อก่อนเคยพบช้างเผือกในพื้นที่นี้ มีความเป็นไปได้สูงทีเดียว ด้วยความสมบูรณ์ของผืนป่าแห่งนี้ในอดีต ทำให้สัตว์ป่าขนาดใหญ่อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โอกาสที่จะพบช้างเผือกก็คงมีความเป็นไปได้ เพียงแต่ช้างเผือกในความรู้สึกของกะเหรี่ยงคงไม่ตรงตามนิยามความหมายของช้างเผือกไทย อาจจะเป็นเพียงช้างที่มีลักษณะสีผิวออกขาวก็เป็นได้

 

                การเดินทางขึ้นยอดเขาช้างเผือกแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงใหญ่ ๆ ช่วงแรกจะเป็นการเดินเท้าตามเส้นทางรถยนต์ แล้วไต่ระดับความสูงไปทีละน้อย เพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัว ช่วงที่สองจะเริ่มไต่ระดับความสูงชันมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านป่าไผ่และป่ารุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตขึ้นมาทดแทนป่ารุ่นเก่า เพื่อขึ้นไปยังสันเขาซึ่งเป็นท้องทุ่งหญ้า จากนั้นก็จะตัดลงสันเขาลูกถัดไป ซึ่งถูกใช้เป็นพื้นที่ในการตั้งแคมป์ โดยใช้เวลาในการเดินเท้าราว 4-5 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน

 

                สันแอ่งที่ราบแห่งนี้ เป็นพื้นที่แอ่งที่ราบที่มีขนาดใหญ่ที่สุด แต่ก็ไม่ได้ใหญ่โตขนาดกางเต็นท์ได้มากมาย ดูเหมือนว่าโลกธรรมชาติของเขาช้างเผือกจะกำหนดไว้แบบนี้ มันคงไม่ต้องการให้คนขึ้นไปรบกวนมากนัก ด้วยข้อจำกัดในเรื่องนี้ คงต้องมีการจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวที่จะขึ้นไปบนเขาช้างเผือกในแต่ละวัน เพราะไม่ใช่เพียงที่กางเต็นท์เท่านั้นที่มีปัญหา แต่ผลกระทบในเรื่องต่างๆ ก็อาจจะเกิดขึ้นตามมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขยะ หรือเรื่องมลภาวะในเรื่องต่างๆ

 

                ตัวยอดเขาช้างเผือกจริงๆ ต้องเดินเท้าจากบริเวณที่พักขึ้นไปอีกราว 1 ชั่วโมงเศษ ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่สามของการเดินทางที่ถือว่าอันตรายมากที่สุด

 

                ผมเองยอมรับโดยดุษฎีและไร้ซึ่งข้อโต้แย้งว่า ช่วงที่สามของการเดินทางเพื่อขึ้นไปยังยอดเขาช้างเผือกมัหนักหนาสาหัสโหดหินเกินกว่าที่คิดไว้ มิน่าละ คนนำทางและลูกหาบอีกคนไม่ยอมขึ้นไปด้วย เหลือลูกหาบเพียงคนเดียวพร้อมเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ที่ยอมขึ้นไป ลูกหากและคนนำทางไม่ได้กลัวความสูงของขุนเขา แต่เขากลัวพื้นที่อยู่เพียงแห่งเดียว ซึ่งถือเป็นช่วงที่อันตรายที่สุดของการเดินทาง เพราะถ้าพลาดขึ้นมามันอาจหมายถึงชีวิต พวกเขาเรียกมันว่า สันคมมีด

 

                เมื่อผมขึ้นไปถึงสันคมมีดในความคิดของผมกับความเป็นจริงแตกต่างกันสิ้นเชิง ผมเคยพบสันคมมีดที่ดอยมดว่าเล็กนิดเดียว แต่ก็เป็นเพียงสันคมมีดที่เป็นสันดิน หรืออย่างดอยม่อนจองก็เป็นสันดิน ซึ่งอดีตก็เล็กนิดเยว เมื่อมีนักท่องเที่ยวขึ้นไปมาก สันก็มีขนาดใหญ่ขึ้น ตรงกันข้ามกับสันคมมีดของเขาช้างเผือก ซึ่งเป็นแนวหินเรียงรายต่อเนื่องกันเป็นทางยาวประมาณ 10 เมตรเห็นจะได้

 

                1 เมตร คือความกว้างของสันคมมีด ซึ่งมีลักาณะคล้ายสะพานหิน มันทำให้ผมต้องเดินแบบสี่ขาแบบไม่อายฟ้าดิน ขนาดลูกหาบกะเหรี่ยงที่ว่าแน่ๆ ยังต้องข้ามแบบสี่ขา เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ที่ว่าช่ำชองก็ยังต้องข้ามแบบสี่ขา แล้วยังบอกว่าเสียว ขอแค่ครั้งเดียว แล้วผมเป็นใคร จะหาญกล้าไปเดินแบบสองขา เชื่อว่าคงไม่มีใครกล้าที่จะเดินแบบสองขาผ่านเจ้าสันคมมีดไปได้ เพราะสองข้างทางของสันคมมีดมันคือแนวหน้าผาสูงชันที่ไล่ระดับลงไปจนถึงหุบเขาเบื้องล่าง หากพลาดท่าเกิดตกลงไป แค่นึกว่าจะลงไปเก็บอย่างไรก็แย่แล้วครับ

 

                แต่ก็ใช่ว่าจะอันตรายจนไม่สามารถข้ามไปได้ เพียงแต่เราต้องใช้ความระมัดระวังและความกล้ามากกว่าปกติเท่านั้น ความกล้าและความมุ่งมั่นเท่านั้นคือสิ่งที่จะเอาชนะความขลาดในตัวของเราเอง ที่สำคัญที่สุด คืออย่าประมาท เพราะความปราทมักนำมาซึ่งความสูญเสียเกินกว่าที่คาดคิดเสมอๆ

 

                ผมใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงเศษก็ขึ้นไปถึงยอดเขาช้างเผือกอย่างทุลักทุเลพอสมควร 1,249 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลางอาจจะดูไม่สูงมากนัก แต่ก็สูงพอที่จะทำให้ผมกลายเป็นคนที่ยืนอยู่สูงที่สุดของขุนเขาทั้งหมด ดูเหมือนว่าเส้นทางสายนี้เองทำเอาผมเครียดและเกร็งมากกว่าการเดินทางครั้งอื่นๆ แต่เมื่อขึ้นไปถึงบริเวณยอดสูงสุด ความหวาดกลัวที่ผ่านมากลับหายไป สาเหตุส่วนหนึ่งเพราะได้รับการชดเชยจากความงดงามของโลกธรรมชาติเบื้องหน้า มันถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาน้อยใหญ่รอบด้าน บ้านอีต่องที่เดินทางผ่านมามองเห็นอยู่ไกลโพ้น บนยอดเขาช้างเผือกปกคลุมด้วยท้องทุ่งหญากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ไม่มีไม้ใหญ่อาศัยอยู่เลย นี่คือยอดเขาที่มีท้องทุ่งหญ้ากินอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลแห่งหนึ่งของเมืองไทย น่าเสียดายที่ช่วงเวลาที่ไปสภาพอากาศไม่แจ่มใสเท่าที่ควร ประกอบกับหญ้าเริ่มแห้ง ทำให้เขาช้างเผือกดูแห้งแล้งกว่าที่มันควรจะเป็น แต่ความแห้งแล้งที่ว่านี้ มันแฝงไว้ด้วยความยิ่งใหญ่ตระการตาไม่น้อย

                กว่า 6 ชั่วโมงของการเดินทางอาจจะดูไม่ยาวไกลนักเมื่อเทียบกับขุนเขาลูกอื่นๆ ที่อาจใช้เวลามากกว่านี้ แต่ผมบอกได้เลยว่า มันเป็น 6 ชั่วโมงแห่งการหล่อหลอมให้เกิดความกล้าในจิตใจ แตกต่างจากขุนเขาลูกอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะช่วงสุดท้ายของการเดินทาง แรงกายที่มีอยู่อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการเดินทางเสมอไป หากแต่เป็นความกล้าที่ซ่อนอยู่ในจิตใจต่างหาก ที่จะนำพาเราไปสู่ยอดเขาช้างเผือกได้อย่างแท้จริง

 

                การเดินทางครั้งนี้จึงก่อให้เกิดความแปลกแยกในจิตใจผมไม่น้อยในมุมหนึ่งของความรู้สึก ผมว่าจริงๆ แล้ววงจรชีวิตคนเราอาจไม่ได้ยาวอย่างที่เราคิด เส้นทางเดินของชีวิตอาจจะสั้นกว่าที่เราคาดหวัง บางเศษเสี้ยวของความรู้สึกบางครั้งมันอยู่นอกเหนือจากการควบคุมของเราโดยสิ้นเชิง ระหว่างความกล้าและความกลัวบางครั้งมันก็แค่เส้นบางๆ ที่แทบจะแยกออกจากกันไม่ออก ความกล้าอาจไม่ใช่สิ่งที่ต้องแซ่ซ้องสรรเสริญเสมอไป ขณะที่ความกลัวก็ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องได้รับการประณาม ความกล้าและความกลัวซ่อนอยู่ภายใต้จิตสำนึกลึกๆ ของมนุษย์ทุกคน เพียงแต่เราจะนำมันออกมาในห้วงเวลาไหนเท่านั้นเอง คนที่ยอมรับว่ากลัว บางครั้งก็คือคนกล้าที่แท้จริง ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ กับการเดินทางครั้งนี้

 

 

 

               

ขอขอบคุณ

 

คุณทัศนัย  เปิ้นสมุทร   หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ

เพื่อนร่วมทางและลูกหาบทุกคน

ที่ให้ประสบการณ์ครั้งใหม่ของการเดินทางของชีวิตที่เขาช้างเผือก

 

 

 

 

ข้อมูลประกอบการเดินทาง

 

                โดยรถยนต์ การเดินทางไปอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิและบ้านอีต่อง จากอำเภอทองผาภูมิ ใช้เส้นทางบ้านไร่- บ้านอีต่อง (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3272)  รวมระยะทางประมาณ 70 กิโลเมตร ถึงบ้านอีต่อง เป็นทางลาดยางตลอด แต่ขึ้นเขาสูงชัน ที่ทำการอุทยานฯ ตั้งอยู่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 21

 

                ในกรณีเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทาง  มีรถสองแถวให้บริการจากบ้านอีต่องไปอำเภอทองผาภูมิ โดยออกเดินทางจากบ้านอีต่องไปอำเภอทองผาภูมิ โดยออกเดินทางจากบ้านอีต่องในช่วงเช้า เที่ยวแรกเวลา 06.30 น. ส่วนขากลับจากทองผาภูมิจะออกเดินทางในช่วงเวลา 10.00 น. และเวลา 12.00 น. รถจอดบริเวณหน้าร้านเซเวน อีเลฟเวนในตลาดทองผาภูมิ ควรตรวจสอบเวลาที่แน่นอนอีกครั้ง ค่าโดยสารคนละ 60 บาท

 

                การเดินป่าขึ้นยอดเขาช้างเผือกควรติดต่อประสานงานและขอนุญาตจากทางอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ติดต่อประสานงานและขออนุญาตจากทางอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่โดยตรง เพื่อสร้างบรรทัดฐานและกฎระเบียบต่างๆ ร่วมกัน ใช้เวลาประมาณ 2 วัน 1 คืน โดยเริ่มต้นเดินเท้าที่บริเวณบล๊อกวาล์ว (โรงงานก๊าซฝั่งไทย) ใช้เวลาในการเดินเท้าประมาณ 4-5 ชั่วโมง ถึงจุดตั้งแคมป์ จากจุดตั้งแคมป์ถึงยอดเขาช้างเผือกใช้เวลาอีกประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ ถือเป็นช่วงยากและลำบากที่สุด เนื่องจากเส้นทางขึ้นเขาสูงชันตลอด และต้องผ่านสันคมมีด ซึ่งเป็นช่วงที่อันตรายที่สุดของการเดินทาง ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

 

ลูกหาบ

 

                ติดต่อลูกหาบได้ที่บ้านอีต่อง ในอัตราวันละ 250-300 บาท ต่อวัน ลูกหาบจะทำหน้าที่หาบน้ำเป็นหลัก นอกเหนือจากเสบียงอาหารและสัมภาระ ในส่วนของน้ำกินและน้ำใช้ตลอดการเดินทางควรหาแกลลอนน้ำขนาดใหญ่ หรือซื้อน้ำดื่มที่บรรจุถังขนาดใหญ่ 5-6 ลิตร จะสะดวกและคล่องตัวที่สุด

 

 

สิ่งที่ต้องเตรียมตัว

 

                แม้ว่าการเดินทางขึ้นยอดเขาช้างเผือกจะมีช่วงเส้นทางชันไม่มากนัก แต่ระยะทางการเดินเท้าไกลพอสมควร ประกอบกับช่วงลงเขาสภาพจะเป็นดินปนกรวด ซึ่งค่อนข้างลื่น ควรใช้รองเท้าที่เกาะพื้นดี และควรมือถุงมือเพื่อใช้ในการปีนป่ายและดึงหญ้าคาในช่วงขึ้นเขาลงเขาชันๆ นอกจากนี้ ควรสวมหมวก เนื่องจากเส้นทางเดินเท้าส่วนใหญ่เป็นการเดินทางกลางแจ้ง แสงแดดค่อนข้างแรง แต่พอกลางคืนสภาพาอากศจะหนาวและลมแรง จึงควรเตรียมอุปกรณ์กันหนาวให้พร้อม นอกเหนือกจากยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยานวดต่างๆ

 

อาหาร

 

                ควรเป็นอาหารที่ใช้น้ำค่อนข้างน้อยและมีน้ำหนักเบา เพราะบริเวณที่พักไม่มีน้ำ หากจะลงไปเอาน้ำต้องใช้เวลาในการเดินทางไป-กลับประมาณชั่วโมงเศษ อาหารมื้อเที่ยงระหว่างเดินทางควรเป็นอาหารสำเร็จรูปที่ซื้อมาจากร้านสวัสดิการอุทยานฯ หรือร้านอาหารที่บ้านอีต่อง เพื่อประหัดเวลาและน้ำในการหุงหาอาหาร เหลืออาหารมื้อที่ต้องทำกินจริงๆ เพียงมื้อเย็นและมื้อเช้าวันรุ่งขึ้น

                ในส่วนของร้านอาหารทั่วไป มีร้านอาหารสวัสดิการของอุทยานฯ ให้บริการตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น. และที่บ้านอีต่องก็มีร้านอาหารให้บริการหลายร้านเช่นเดียวกัน เช่น ร้านเจ๊ภร  ร้านน้องหน่อย

 

ที่พัก

                ที่พักที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านอีต่อง คือบ้านพักของอุทยานฯ มีบ้านทาร์ซานต้นไม้และบ้านพักธรรมดาว  ส่วนของเอกชนมีของป้าเกลน บริเวณเหมืองสมศักดิ์แต่สภาพเส้นทางค่อนข้างลำบาก ต้องใช้รถปิกอัพ หรือรถขับเคลื่อนสี่ล้อ

 

                ส่วนพื้นที่ในการตั้งแคมป์สามารถใช้บริการได้หลายแห่ง เช่น บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ บริเวณโรงเรียนบ้านอีต่อง และบริเวณจุดชมวิวเขาช้างศึกซึ่งมีฐาน ตชด.ตั้งอยู่

 

 

 

 

เบอร์โทรศัพท์สำคัญสำหรับการติดต่อ

 

อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ โทรศัพท์ 081-382-0395

ร้านอาหารน้องหน่อย บ้านอีต่อง โทรศัพท์  03 4-546-649

รีสอร์ตป้าเกลน โทรศัพท์ 081-623-3458

โทรศัพท์สาธารณะบ้านอีต่อง โทรศัพท์  034-591-1015

กองร้อยตระเวนชายแดนที่ 135 โทรศัพท์  034-591-118

 

 

 

 

               



บรรยากาศยามเย็นบริเวณจุดชมวิวช้างศึก ซึ่งมีฐาน ตชด.ตั้งอยู่ มองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อน อันเป็นส่วนหนึ่งองเทือกเขาตะนาวศรี เทือ



ผลิใบอ่อน สีสันของผืนป่ายามเช้า บนเขาช้างเผือกบริเวณจุดตั้งแคมป์ เมื่อแสงแรกแห่งตะวันส่องมากระทบ



อารมณ์เหงาๆ ที่เนินช้างศึก รอวันที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาอีต่องมากขึ้นเรื่อยๆ ความรุ่งโรจน์ของอดีตจะหวนคืนกลับมาอีกครั้ง



สีสันของโลกยามเช้าในวันที่สภาพอากาศไม่เป็นใจนัก แต่ก็ยังคงมีกลิ่นอายของเมืองแห่งขุนเขาและสายลมหนาวให้สัมผัส



ความงดงามของเขาช้างเผือกคือการผสมผสานระหว่างความงดงามของผืนป่า ท้องทุ่งหญ้า และแนวหน้าผาหิน ที่เชื่อมต่อเข้าหากันกว้างไกลสุด



แววตาและรอยยิ้มของผู้ชนะ เมื่อขึ้นไปถึงบริเวณยอดสูงสุดของเขาช้างเผือก 1,249 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ปักธงชัยดูเหมือนเป็นส



พื้นที่ตั้งแคมป์ ซึ่งเป็นแอ่งที่ราบที่ไม่กว้างนัก มองเห็นยอดเขาช้างเผือกที่ต้องใช้เวลาในการเดินเท้าราวชั่วโมงเศษ



บรรยากาศยามเย็นบริเวณแนวหน้าผาหิน ซึ่งปกคลุมด้วยทุ่งหญ้าสีทอง ก่อนถึงบริเวณยอดสูงสุดของเขาช้างเผือก



สายหมอกยามเช้าปกคลุมท้องน้ำเขื่อนเขาแหลม กลายเป็นทะเลหมอกขนาดย่อมๆ ที่สามารถสัมผัสได้บริเวณจุดตั้งแคมป์ของอุทยานแห่งชาติทองผ



แผนที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ


 

แนะนำข้อมลเพิ่มเติมของเรืองบนเส้นทางแห่งชีวิต กับการก่อเกิดใหม่ของสรรพสิ่งเหนือ ยอดเขาช้างเผือก
ชื่อ หรือ E-mail
 

เชิญแนะนำข้อมูลเพิ่มเติมของเรื่องบนเส้นทางแห่งชีวิต กับการก่อเกิดใหม่ของสรรพสิ่งเหนือ ยอดเขาช้างเผือก

ชื่อ / Email
ข้อความ
  

 


 
ติดต่อลงโฆษณา หมูหิน.คอม:
เว็บท่องเที่ยวอันดับหนึ่งเมืองไทย

บริการข้อมูล การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ท่องเที่ยวไทย
สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว
การท่องเที่ยว

ข้อมูลท่องเที่ยวน่าสนใจ
ทัวร์แนะนำ
ทัวร์ต่างประเทศ ทัวร์พม่า ทัวร์ลาว ทัวร์กัมพูชา ทัวร์เวียดนาม ทัวร์อินโดนีเซีย ทัวร์อียิปต์ ทัวร์หลวงพระบาง
เมืองไทยของ เรา
ประวัติศาสตร์ชาติไทย 108 เส้นทางออม บุญ บินไปกลับขับรถเที่ยว เส้นทางความสุข อร่อยดีที่เชียงใหม่ อาหารไทย พระ ธาตุ เที่ยวคลอง-ล่องแม่น้ำ เที่ยวในเขตทหาร ขี่จักรยานเที่ยว เดินป่า เที่ยวน้ำตก ดูนก ดูดาว ดำน้ำ ล่องแก่ง- แคนู-คยัค ปีนหน้าผา ท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ Home Stay(โฮมสเตย์) นกในประเทศ ไทย มวย ไทย 102 เที่ยวออกรส 12 เดือน 7 ดาว 9 ตะวัน ประวัติศาสตร์ 76 จังหวัด (แบบละเอียด)
 
 

-

 

 


Copyright © 2010 www.moohin.com. All rights reserved. Do not duplicate or redistribute in any form prior permission.
ทางทีมงานหมูหิน.คอม ขอสงวนลิขสิทธิ์ การเผย แพร่ข้อมูล ภาพ เรื่อง และ วีดิโอ โดยไม่ได้รับอนุญาติ

*** ขอขอบคุณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลและแผนที่  กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และ พันธุ์พืช ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลและแผนที่และภาพ ***
 หมูหิน.คอม:เว็บท่อง เที่ยวอันดับหนึ่งในเมืองไทย :: การท่องเที่ยวแห่งประเทศ ไทย ท่องเที่ยว ไทย สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศ ไทย ท่องเที่ยว สถานที่ท่อง เที่ยว การท่อง เที่ยว
หมูหิน: ท่อง เที่ยว l หมูหินคลับ l พระเครื่อง l ดิกชันนารี l ดูดวง l ฟังเพลง l หวย l เกมส์ l รวมเว็บ l ดารา l ฝากรูป l ทัวร์ต่างประเทศ l สอนร้องเพลงติดต่อเรา l ติดต่อ โฆษณา