
หลังกล้องท่องเที่ยว สายหมอกของ
หลังกล้องท่องเที่ยว สายหมอกของภูเขา
นพดล กันบัว...เรื่องและภาพ
ได้รับความเอื้อเฟื้อจากอนุสาร อ.ส.ท.
ที่มา : อนุสาร อ.ส.ท.
ปีที่ 40 ฉบับที่ 6
เดือนมกราคม 2543
คอลัมน์ของอนุสาร อ.ส.ท ปี 2543
ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติมกันตามความเหมาะสม
โดยเฉพาะการประกวดภาพถ่ายประจำฉบับ
ซึ่งเป็นการให้ท่านผู้อ่านได้ส่งผลงานเข้ามาร่วมสนุกกัน โดยมีรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ
ในแต่ละฉบับเพื่อเป็นกำลังใจ และรางวัลใหญ่จะตัดสินในเดือนธันวาคม 2543
อีกครั้ง อ่านรายละเอียดได้ในหน้าประกวดภาพถ่าย ส่วนในแต่ละหัวข้อของการประกวด
ท่านผู้อ่านคงจะพอเข้าใจ เพราะตามภาพตัวอย่างอาจยังไม่ครอบคลุมเท่าที่ควร
โดยเฉพาะหัวข้อธรรมชาติ หัวข้อนี้ค่อนข้างกว้างขวางอยู่สักหน่อย
แต่ก็มีสิ่งที่เป็นธรรมชาติให้เราได้สร้างสรรค์ภาพกันมากมายเช่นกัน
ภาพหลังกล้องฯ ที่นำมาลงฉบับนี้ อาจดูแปลกตาอยู่สักหน่อย
เพราะโดยปกติภาพลักษณะนี้เราจะถ่ายภาพกันได้ในช่วงฤดูหนาวถึงจะได้บรรยากาศเหมือนในภาพ
ภาพนี้ถ่ายเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน ซึ่งคงเรียกได้ว่าเป็นช่วงของต้นฤดูหนาว
อุณหภูมิของอากาศก็อยู่ในราว
10-15 องศาเซลเซียส ในทุก ๆ
เช้าสายหมอกก็จะปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ เพราะบริเวณที่พักของ ออป. บ้านวัดจันทร์
มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่อันเป็นแหล่งกำเนิดของสายหมอกที่ลอยขึ้นจากน้ำ
รวมตัวกันกลายเป็นทะเลหมอกที่งดงาม ซึ่งถ้าเราอยู่ในที่สูง ๆ
อย่างเช่นตามยอดเขาก็สามารถมองเห็นได้เหมือนจุดที่เราชมทะเลหมอกทั่ว ๆ ไปนั่นเอง
และเมื่อเราลงไปอยู่ในบริเวณที่เรียกว่าทะเลหมอกนี้ก็จะพบว่าลักษณะโดยทั่วไปเป็นละอองฟุ้ง
โทนของภาพจะออกไปในโทนสีขาว มองไปทางไหนก็ดูงดงามราวกับอยู่ในโลกแห่งความฝัน
เหมาะกับการถ่ายภาพเป็นอย่างยิ่ง
ประกอบด้วยบริเวณนั้นเต็มไปด้วยป่าสนเขาขึ้นเรียงรายเป็นระเบียบเรียบร้อย
ทำให้เราหามุมถ่ายภาพได้หลายมุมด้วยกัน
โดยปกติแล้วผมเองก็ชอบถ่ายภาพลักษณะนี้เป็นพิเศษอยู่แล้ว
ผมเคยขึ้นไปคอยถ่ายภาพป่าสนบนภูกระดึงในช่วงฤดูฝน
ด้วยหวังว่าคงจะมีสายหมอกไหลเข้ามาในป่าสนในมุมที่เราต้องการแต่ก็ต้องใช้เวลารอคอยกันหลายชั่วโมงทีเดียว
ซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้ภาพตามที่ต้องการ ผิดกับที่ป่าสนบ้านวัดจันทร์นี้
ไม่ต้องไปยืนรอแต่ประการใด ถ่ายภาพกันจนเบื่อและเปลืองฟิล์มเป็นอย่างยิ่ง
ภาพที่นำมาลงให้ชมกันนี้ใช้กล้อง
HASSELBLAD 500 CM
เลนส์ 80 มิลลิเมตร ใช้กล้อง NIKON
F90X วัดแสง เพราะสะดวกและรวดเร็วในการทำงาน
วิธีวัดแสงก็คือกดหน้ากล้องให้คว่ำลงเล็กน้อย มองในจอภาพของกล้อง
ให้ป่าสนอยู่ตรงครึ่งของด้านบน พื้นหญ้าและต้นไม้อยู่ครึ่งด้านล่าง
วัดแสงได้เท่าไหร่ก็จำค่าแสงนั้นไว้ แล้วจัดมุมภาพใหม่ตามที่เราต้องการ
เรื่องของการวัดแสงนี้
ท่านผู้อ่านคงต้องสังเกตการทำงานในระบบวัดแสงของกล้องว่าท่านใช้กล้องรุ่นใหม่หรือรุ่นเก่า
เพราะความแม่นยำของระบบวัดแสงของกล้องรุ่นใหม่ ๆ นั้นเหนื่อกว่ากล้องรุ่นเก่า
ข้อนี้จะไปเกี่ยวกับการวัดแสงอย่างที่ผมกล่าวมาข้างต้น ถ้าเป็นกล้องรุ่นเก่า
ท่านก็อาจไม่ต้องกดหน้ากล้องให้ต่ำลงมากนัก คือไม่ต้องแบ่งเป็น
2
ส่วน อาจยกหน้ากล้องให้เงยขึ้นอีกเล็กน้อย ส่วนบนที่เป็นต้นสนก็จะมีมากขึ้น
ด้านล่างที่เป็นพื้นหญ้าและต้นไม้ก็จะน้อยลง ค่าแสงที่วัดได้นี้ก็จะเป็นค่าที่พอดี
ภาพในลักษณะนี้อาจจำกัดในเรื่องทิศทางของแสงอยู่บ้าง โทนสีของภาพก็เช่นเดียวกัน
คือถ้าเราหันมุมกล้องไปในทางที่ตามแสงคือทิศตะวันตกจะเฉียงซ้ายหรือเอียงขวาก็ตาม
โทนสีของภาพก็จะดูจืด ๆ ไม่ค่อยเด่น
ตรงกันข้ามถ้าเราหันมุมกล้องไปทางที่ทวนแสงเฉียงซ้ายเฉียงขวา
โทนสีของภาพก็จะดูเด่นในส่วนที่เป็นสีขาวของสายหมอกและสีเข้มของต้นสน
ครับ ก็คงเป็นเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ
ที่นำมาฝากให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกัน แต่โบราณว่าไว้ สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น
ท่านผู้อ่านลองด้วยตัวของท่านเองดีกว่าครับ จะได้เกิดความชำนาญและความเคยชิน
อันจักเป็นประโยชน์กับตัวของท่านเอง
ข้อมูลในการบันทึกภาพ
ป่าสนยามเช้าท่ามกลางสายหมอกและความหนาวเหน็บในหุบเขา ภายในเขตบ้านวัดจันทร์
อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่
บันทึกภาพด้วยกล้อง HASSELBLAD 500 CM
เลนส์ 80 มิลลิเมตร
ช่องรับแสง F-16 ความไวชัตเตอร์ 1/4
วินาที ฟิล์มโกดัก E100VS
|