Google
 
Web moohin.com

     

บอร์ดท่องเที่ยว
สมาชิก+ส่งรูป
หมูหินชิมเอง
รีสอร์ทรีวิว

หมูหินคลิปวีดีโอ
ชลบุรี
ระยอง
จันทบุรี
ตราด
แม่ฮ่องสอน
เชียงใหม่
เชียงราย
พะเยา
น่าน
ลำปาง
ลำพูน
กำแพงเพชร
พิษณุโลก
สุโขทัย
เพชรบูรณ์
ตาก
พิจิตร
อุตรดิตถ์
แพร่
อุทัยธานี
นครสวรรค์
กรุงเทพฯ
กาญจนบุรี
ฉะเชิงเทรา
ชัยนาท
นครนายก
นครปฐม
นนทบุรี
ปทุมธานี
ประจวบคีรีขันธ์
ปราจีนบุรี
อยุธยา
เพชรบุรี
ราชบุรี
ลพบุรี
สมุทรสาคร
สมุทรสงคราม
สมุทรปราการ
สระบุรี
สิงห์บุรี
อ่างทอง
สุพรรณบุรี
สระแก้ว
กาฬสินธุ
ชัยภูมิ
ขอนแก่น
นครราชสีมา
นครพนม
บุรีรัมย์
มหาสารคาม
ยโสธร
ร้อยเอ็ด
เลย
ศรีสะเกษ
สกลนคร
สุรินทร์
หนองคาย
อุดรธานี
หนองบัวลำภู
อุบลราชธานี
มุกดาหาร
อำนาจเจริญ
ชุมพร
ระนอง
สุราษฏร์ธานี
พังงา
ภูเก็ต
กระบี่
นครศรีธรรมราช
สตูล
ตรัง
พัทลุง
สงขลา
ปัตตานี
นราธิวาส
ยะลา
  ประเทศทั่วโลก
  ทัวร์มาเก๊า
  ทัวร์ฮ่องกง
  ทัวร์สิงคโปร์
  ทัวร์เกาหลี
ทัวร์ลาว
ทัวร์กัมพูชา

พม่า

www.moohin.com > แผนที่ประเทศไทย

แผนที่ประเทศไทย

ที่ตั้ง
    ประเทศไทยตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหนือเส้นศูนย์สูตรเล็กน้อย หรือระหว่างเส้นละติจูดหรือเส้นรุ้งที่ 5 องศา 37 ลิปดาเหนือ กับ 20 องศา 27 ลิปดาเหนือ และระหว่างลองจิจูดหรือเส้นแวงที่ 97 องศา 22 ลิปดาตะวันออก กับ 105 องศา 37 ลิปดาตะวันออก

    สำหรับที่ตั้งของประเทศไทยตามแนวลองจิจูดนั้น ประเทศไทยยึดเอาลองจิจูดที่ 105 องศาตะวันออกเป็นเวลามาตรฐาน ทำให้ประเทศไทยมีเวลาแตกต่างจากเวลามาตรฐานกรีนิช 7 ชั่วโมง การติดต่อในเชิงธุรกิจกับประเทศใด ๆ มีความจำเป็น ที่จะต้องรู้เวลาของประเทศนั้นว่า แตกต่างจากเวลาในประเทศไทยกี่ชั่วโมง เพื่อให้เกิดความสะดวกและทันเวลา เช่น ประเทศญี่ปุ่นมีเวลาที่เร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง จีน มาเลเซีย มีเวลาเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง ประเทศสหรัฐอเมริกา มีเวลาตรงกันข้ามกับไทย

รูปร่าง
    ประเทศไทยมีรูปร่างเหมือนขวานโบราณ กระบวยตักน้ำ ช่อดอกไม้ หรือม้าน้ำ แต่นักการทหารมองว่าเหมือน "หัวช้าง" โดยส่วนหัวช้าง คือ ภาคเหนือ ส่วนงวง คือ ภาคใต้ ส่วนที่เป็นปาก ได้แก่ บริเวณอ่าวไทย ที่ราบลุ่มเจ้าพระยา และชายฝั่ง ตะวันออก ส่วนหูช้าง คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    ด้วยลักษณะรูปร่างดังกล่าว จัดว่ามีข้อด้อยอยู่หลายประการ เช่น รูปร่างที่ยาวเรียวลงไปทางใต้ ทำให้เสียเวลาในการเดิน ทาง และค่าใช้จ่ายในการสร้างเส้นทางคมนาคม รวมถึงการดูแลรักษาประเทศ เช่น การป้องกันชายฝั่งทะเลที่ยาวเหยียด ทั้งสองด้าน นอกจากนี้รูปร่างที่ยื่นออกไปหรือถูกขนาบด้วยประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้มีปัญหาบริเวณชายแดนอยู่ตลอดเวลา เช่น มีการอพยพโยกย้ายถิ่นเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต ปัญหาก่อการร้ายและยาเสพติด ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ต้องระมัด ระวังเป็นพิเศษ

ขนาด
    ตามการแบ่งขนาดของประเทศทางภูมิศาสตร์การเมือง ไทยจัดเป็นประเทศขนาดใหญ่ อันดับที่ 3 ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (ประกอบด้วย อินโดนีเซีย พม่า ไทย มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ลาว กัมพูชา บรูไน สิงคโปร์) รองจาก อินโดนีเซียและพม่า ใหญ่กว่าลาวประมาณ 2 เท่า ใหญ่กว่ากัมพูชาประมาณ 3 เท่า และมีขนาดใกล้เคียงกับประเทศ ฝรั่งเศส หรือมลรัฐเท็กซัสของสหรัฐอเมริกา *มีพื้นที่ 513,115.020 ตารางกิโลเมตร หรือ 320,696,887.500 ไร่ (*ข้อมูลพื้นที่จากอักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 6 ภาคผนวก พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2529) หรือ ประมาณ 198,953 ตารางไมล์

    การที่ประเทศไทยมีขนาดใหญ่ มีข้อดีในเรื่องของประเภทและปริมาณทรัพยากรธรรมชาติ ความลึกของพื้นที่ทำให้ได ้เปรียบในด้านการป้องกันประเทศ การมีประชากรจำนวนมาก มีผลดีในเรื่องของการใช้แรงงานและความคิด ส่วนความ แตกต่างทางวัฒนธรรมของแต่ละภูมิภาค ส่งผลให้มีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่หลากหลายขึ้น

แนวพรมแดน
    มีความยาวของพรมแดนทางบก 5,326 กิโลเมตร ความยาวทางทะเลฝั่งอ่าวไทย 1,840 กิโลเมตร และความยาว ทางฝั่งทะเลอันดามัน 865 กิโลเมตร ความยาวจาก อ.แม่สาย จ.เชียงราย ถึง อ.เบตง จ.ยะลา ซึ่งเป็นจุดเหนือสุดและใต้สุด ของประเทศ ระยะทาง 1,640 กิโลเมตร และความกว้างจากด่านเจดีย์สามองค์ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ถึงช่องเม็ก อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี ระยะทาง 780 กิโลเมตร

    ส่วนที่แคบที่สุด อยู่ในเขต จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งวัดจากพรมแดนสหภาพพม่า ที่ทิวเขาตะหนาวศรีถึงฝั่งทะเลอ่าว ไทย ที่บ้านวังด้วน ต.ห้วยทราย อ.เมือง ตามแนวละติจูด 11 องศา 43 ลิปดา เหนือ เป็นระยะทาง 10.96 กิโลเมตร ตรง บริเวณที่ตั้งของจังหวัดระนอง และจังหวัดชุมพร ตามแนวละติจูด 10 องศา เหนือ ถือได้ว่าเป็นส่วนแคบที่สุดของพื้นที่ แผ่นดินที่เป็นภาคใต้ของไทย และเป็นจุดตั้งต้นของคาบสมุทรมลายู บริเวณพื้นที่ส่วนนั้นเรียกว่า คอคอดกระ มีความ กว้าง 64 กิโลเมตร โดยวัดจากฝั่งแม่น้ำกระบุรี ใน อ.เมือง จ.ระนองถึงฝั่งทะเลอ่าวไทย อ.หลังสวน จ.ชุมพร

    ประเทศไทยมีแนวพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านถึง 4 ประเทศ ได้แก่ พรมแดนด้านพม่า (เมียนมาร์) ยาว 2,202 กิโลเมตร พรมแดนด้านลาว 1,750 กิโลเมตร พรมแดนด้านกัมพูชายาว 798 กิโลเมตร พรมแดนด้านมาเลเซีย 576 กิโลเมตร โดยที่แนวพรมแดนส่วนใหญ่ยึดเอาแนวสันปันน้ำของภูเขา ทางน้ำหรือลำน้ำบริเวณแนวกลางของร่องน้ำที่ไหล แรงที่สุด เรียกว่า ร่องน้ำลึก ยกเว้นพรมแดนในแม่น้ำโขงที่ฝรั่งเศสให้ถือเอาเกาะแก่งเป็นของลาวทั้งหมด แม้ว่าจะอยู่ ใกล้ฝั่งไทย (ยกเว้น 8 เกาะ)์

 

  1.

แนวพรมแดนระหว่างไทย-สหภาพพม่า หรือเมียนมาร์ ความยาว 2,202 กิโลเมตร ทอดไปตามร่องน้ำลึกของแม่น้ำ รวก แม่น้ำสาย ทิวเขาแดนลาว แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำเมย ทิวเขาถนนธงชัย ทิวเขาตะนาวศรี และแม่น้ำกระบุรี (ปากจั่น) อยู่ในเขตพื้นที่ จ.เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง

  2.

แนวพรมแดนระหว่างไทย-สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ความยาว 1,750 กิโลเมตร ทอดไปตามร่องน้ำลึก ของแม่น้ำโขงตอนบน แม่น้ำเหืองงา แม่น้ำเหือง และแม่น้ำโขงตอนล่าง และทอดไปตามสันปันน้ำในทิวเขาหลวงพระบาง ทางตอนเหนือ และสันปันน้ำในทิวเขาภูแดนลาวทางตอนใต้ อยู่ในเขต จ.เชียงราย พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เลย หนองคาย นครพนม มุกดาหาร อุบลราชธานี

  3.

แนวพรมแดนระหว่างไทย-ราชอาณาจักรกัมพูชา ความยาวประมาณ 798 กิโลเมตร นับจากอ่าวไทยทอดไปตามทิวเขา บรรทัด แม่น้ำไพลิน (หรือห้วยเขมร) คลองลึก คลองด่าน คลองน้ำใส ที่ราบแนวเส้นตรงคลองปากอ้าว (ปากอ่าว) และทิว เขาพนมดงรัก ในเขต จ.ตราด จันทบุรี สระแก้ว บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

  4.

แนวพรมแดนระหว่างไทย-สหพันธรัฐมาเลเซีย ความยาว 576 กิโลเมตร ทอดไปตามสันปันน้ำของทิวเขาสันกาลาคีรี ร่องน้ำลึกของแม่น้ำโก-ลก ในเขต จ.สตูล สงขลา ยะลา และนราธิวาส แนวพรมแดนแสดงความเป็นอธิปไตยเหนือพื้นที่ บริเวณนั้น แนวพรมแดนทางธรรมชาติ เหมาะสำหรับกีดขวาง ช่วยในการป้องกันข้าศึกรุกราน แต่ขัดขวางด้านการ คมนาคม ติดต่อค้าขายและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างมิตรประเทศ ในปัจจุบันนี้แนวพรมแดนจัดว่าเป็นแหล่งเศรษฐกิจ ที่สำคัญของประเทศ เพราะเปิดตลาดทำการค้าขายกันหลายแห่งกลายเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยว เพราะมีจุดชมวิวที่ สวยงามด้วย บางแห่งมีประวัติความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ โดยทั่วไปเป็นจุดที่อยู่ตรงช่องเขาหรือมีแม่น้ำ กั้น


    ลักษณะภูมิประเทศโดยรวมของไทยประกอบด้วย เทือกเขา ป่าไม้ เนินเขา ที่ราบสูง ที่ราบหุบเขา ที่ราบลุ่มบริเวณแม่น้ำ ใหญ่หลายสาย ทะเล ชายหาด และเกาะแก่งต่าง ๆ

    การแบ่งภาค*ทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยตามที่กำหนดไว้ในอักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย ของราชบัณฑิตสถาน เล่ม 1 ปี 2525 หน้า 3-18 แบ่งออกเป็น 6 ภาค และมีขนาดของพื้นที่ในแต่ละจังหวัดเป็นตารางกิโลเมตร โดยประมาณ ดังนี้


 

 

ภาคกลาง  
ประกอบด้วย 22 จังหวัด เนื้อที่ 91,795.124 ตารางกิโลเมตร

 

  1. กรุงเทพฯ 1,565.222  

ตร.กม.

  2. กำแพงเพชร 8,607.490  

ตร.กม.

  3. ชัยนาท 2,469.746  

ตร.กม.

  4. นครปฐม 2,168.327  

ตร.กม.

  5. นครนายก 2,122.000  

ตร.กม.

  6. นครสวรรค์ 9,597.677  

ตร.กม.

  7. นนทบุรี 622.303  

ตร.กม.

  8. ปทุมธานี 1,525.856  

ตร.กม.

  9. พระนครศรีอยุธยา 2,556.640  

ตร.กม.

  10. พิจิตร 4,531.013  

ตร.กม.

  11. พิษณุโลก 10,815.854  

ตร.กม.

  12. เพชรบูรณ์ 12,668.416  

ตร.กม.

  13. ลพบุรี 6,199.753  

ตร.กม.

  14. สมุทรปราการ 1,004.092  

ตร.กม.

  15. สมุทรสงคราม 416.707  

ตร.กม.

  16. สมุทรสาคร 872.347  

ตร.กม.

  17. สระบุรี 3,576.486  

ตร.กม.

  18. สิงห์บุรี 822.478  

ตร.กม.

  19. สุโขทัย 6,596.092  

ตร.กม.

  20. สุพรรณบุรี 5,358.008  

ตร.กม.

  21. อ่างทอง 968.372  

ตร.กม.

  22. อุทัยธานี 6,730.246  

ตร.กม.

ภาคตะวันตก
 

ประกอบด้วย 5 จังหวัด เนื้อที่ 53,679.018 ตารางกิโลเมตร

 

  1. กาญจนบุรี 19,483.148  

ตร.กม.

  2. ตาก 16,406.650  

ตร.กม.

  3. ประจวบคีรีขันธ์ 6,367.620  

ตร.กม.

  4. เพชรบุรี 6,225.138  

ตร.กม.

  5. ราชบุรี 5,196.462  

ตร.กม.

 

 

ภาคตะวันออก หรือ ตะวันออกเฉียงใต้  
ประกอบด้วย 7 จังหวัด เนื้อที่ 34,380.500 ตารางกิโลเมตร

 

  1. จันทบุรี 6,338.000  

ตร.กม.

  2. ฉะเชิงเทรา 5,351.000  

ตร.กม.

  3. ชลบุรี 4,363.000  

ตร.กม.

  4. ตราด 2,819.000  

ตร.กม.

  5. ปราจีนบุรี 4,762.362  

ตร.กม.

  6. ระยอง 3,552.000  

ตร.กม.

  7. สระแก้ว 7,195.138  

ตร.กม.

 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
 

ประกอบด้วย 19 จังหวัด เนื้อที่ 168,854.341 ตารางกิโลเมตร

 

  1. กาฬสินธุ์ 6,946.746  

ตร.กม.

  2. ขอนแก่น 10,885.991  

ตร.กม.

  3. ชัยภูมิ 12,778.287  

ตร.กม.

  4. นครพนม 5,512.668  

ตร.กม.

  5. นครราชสีมา 20,493.964  

ตร.กม.

  6. บุรีรัมย์ 10,321.885  

ตร.กม.

  7. มหาสารคาม 5,291.683  

ตร.กม.

  8. มุกดาหาร 4,339.830  

ตร.กม.

  9. ยโสธร 4,161.664  

ตร.กม.

  10. ร้อยเอ็ด 8,299.449  

ตร.กม.

  11. เลย 11,424.612  

ตร.กม.

  12. ศรีสะเกษ 8,839.976  

ตร.กม.

  13. สกลนคร 9,605.764  

ตร.กม.

  14. สุรินทร์ 8,124.056  

ตร.กม.

  15. หนองคาย 7,332.280  

ตร.กม.

  16. หนองบัวลำภู 3,859.086  

ตร.กม.

  17. อำนาจเจริญ 3,161.248  

ตร.กม.

  18. อุดรธานี 11,730.302  

ตร.กม.

  19. อุบลราชธานี 15,744.850  

ตร.กม.

 

 

ภาคใต้  
ประกอบด้วย 14 จังหวัด เนื้อที่ 70,715.187 ตารางกิโลเมตร

 

  1. กระบี่ 4,708.512  

ตร.กม.

  2. ชุมพร 6,009.008  

ตร.กม.

  3. ตรัง 4,917.519  

ตร.กม.

  4. นครศรีธรรมราช 9,942.502  

ตร.กม.

  5. นราธิวาส 4,475.430  

ตร.กม.

  6. ปัตตานี 1,940.356  

ตร.กม.

  7. พังงา 4,170.895  

ตร.กม.

  8. พัทลุง 3,424.473  

ตร.กม.

  9. ภูเก็ต 543.034  

ตร.กม.

  10. ยะลา 4,521.078  

ตร.กม.

  11. ระนอง 3,298.045  

ตร.กม.

  12. สงขลา 7,393.889  

ตร.กม.

  13. สตูล 2,478.977  

ตร.กม.

  14. สุราษฎร์ธานี 12,891.469  

ตร.กม.

 

ภาคเหนือ  
ประกอบด้วย 9 จังหวัด เนื้อที่ 93,690.850 ตารางกิโลเมตร

 

  1. เชียงราย 11,678.369  

ตร.กม.

  2. เชียงใหม่ 20,107.057  

ตร.กม.

  3. น่าน 11,472.072  

ตร.กม.

  4. พะเยา 6,335.060  

ตร.กม.

  5. แพร่ 6,538.598  

ตร.กม.

  6. แม่ฮ่องสอน 12,681.259  

ตร.กม.

  7. ลำปาง 12,533.961  

ตร.กม.

  8. ลำพูน 4,505.882  

ตร.กม.

  9. อุตรดิตถ์ 7,838.592  

ตร.กม.


 

การแบ่งภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ อาศัยหลักเกณฑ์สำคัญ 2 ประการ คือ

  1.

เรียกชื่อภูมิภาคตามทิศทางที่ตั้งของภูมิภาคนั้น ๆ ว่าตั้งอยู่ในส่วนใดของประเทศ เช่น ภาคเหนือ หมายถึง ภูมิภาคที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ และภาคใต้ หมายถึงภูมิภาคที่ตั้งอยู่ในภาคใต้ของประเทศ การเรียกชื่อภูมิภาคตามทิศเช่นนี้ ทำให้เกิดความสะดวก และสามารถนำไปใช้ได้ในวงการอื่น ๆ ด้วย

 
  2.

รวมกลุ่มจังหวัดที่มีลักษณะทางกายภาพ และทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน เข้าไว้ด้วยกันในแต่ละภาค โดยเฉพาะลักษณะภูมิประเทศ ถือเป็นเกณฑ์การพิจารณาที่สำคัญยิ่ง เช่น จังหวัดในภาคเหนือ ส่วนใหญ่มีภูมิประเทศเป็นภูเขาและหุบเขา ส่วนจังหวัดในภาคกลาง ส่วนใหญ่มีภูมิประเทศเป็นที่ราบ เป็นต้น


 

 

   

 

 

 *หมายเหตุ - การแบ่งตามภูมิภาคของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ใช้หลักเกณฑ์สอดคล้องกับการแบ่งภาคของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ภาค คือ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ (ดูรายละเอียดได้จากหัวข้อ การเมืองการปกครอง

 

ภูมิอากาศ
 

    ประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนชื้นของโลก ภูมิอากาศเป็นแบบเขตร้อน (tropical climate) มีอุณหภูมิและฝนเป็นปัจจัย สำคัญในการกำหนดเขตภูมิอากาศ พื้นที่ทั้งหมดของประเทศอยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุมทั้ง 2 ฤดู คือ มรสุมตะวันตก เฉียงใต้จากแถบมหาสมุทรอินเดียเป็นฤดูฝน มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจากทะเลจีนใต้เป็นฤดูหนาว อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี ประมาณ 18-34 องศาเซลเซียส พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้ลักษณะภูมิอากาศแบบสะวันนา คือ มีช่วงฤดูฝนและฤดูแล้งสลับ กันชัดเจน ส่วนภาคใต้และภาคตะวันออกมีภูมิอากาศแบบป่าฝนเมืองร้อน คือ ฝนตกเกือบตลอดปี

    ฝนที่ตกในฤดูร้อนเป็นฝนที่เกิดจากอากาศลอยตัว ส่วนในฤดูฝนจะมีทั้งแบบที่เกิดจากอากาศลอยแบบฝนปะทะภูเขา และแบบพายุดีเปรสชั่นหรือไต้ฝุ่น ปริมาณฝนเฉลี่ยตลอดปีมีมากกว่า 1,500 มิลลิเมตร หรือ 61 นิ้ว ซึ่งน่าจะเพียงพอ สำหรับการเกษตรกรรม แต่เนื่องจากมีปัญหาการกระจายของฝนไม่ดี คือ พื้นที่ส่วนใหญ่จะมีช่วงฤดูฝนสั้นกว่าฤดูแล้ง และพื้นดินไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ดีเท่าที่ควร จึงทำให้เกษตรกรขาดน้ำใช้อุปโภคบริโภค รัฐบาลจึงได้สร้างเขื่อนเพื่อกัก เก็บน้ำในฤดูฝน บรรเทาปัญหาอุทกภัย และเปิดให้เกษตรกรได้ใช้ในฤดูแล้ง นอกจากนั้นยังได้ใช้ประโยชน์ในการ ผลิตกระแสไฟฟ้าอีกด้วย

ฤดูกาลแต่ละภูมิภาคแตกต่างกัน ดังนี้

 

 ภาคกลาง
 

มี 3 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน และมีฝนตกในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ส่วนฤดูหนาวจะเริ่มต้นเดือนพฤศจิกายน-มกราคม

 

 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
 

มี 3 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน สภาพอากาศจะร้อนและ แห้งแล้งจัด ส่วนฤดูฝนเริ่มในเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ปริมาณน้ำฝนมากจนเกิดภาวะน้ำท่วมในบางพื้นที่ของภาค และฤดู หนาวในเดือนพฤศจิกายน-มกราคม อากาศหนาวเย็นจัดและแห้งแล้ง

 

 

ภาคใต้
 

มีเพียง 2 ฤดู คือ ฤดูฝนกับฤดูร้อน (เป็นฤดูท่องเที่ยว) โดยฝั่งทะเลตะวันออก ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่พฤษภาคม- กันยายน ส่วนฝั่งทะเลอันดามัน ฤดูร้อนเริ่มจากเดือนพฤศจิกายน-เมษายน

 

 

ภาคเหนือ
 

มี 3 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อนเริ่มในเดือนมีนาคม-เมษายน ฤดูฝนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม และฤดูหนาว ในเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ สภาพอากาศค่อนข้างเย็นจัด

Moohin Hot!


Spa


Golf


Clips Video


webcam


Driving


Chiangmai


ภูเก็ต


เสม็ด


เกาะช้าง
 

:: THAILAND ::
TRIPS
VISA
TRANSIT
EMBASSIES
THAI FOOD
TRANSPORT MONEY

:: PRODUCT ::
GOLF 
SPA
DRIVING
HOSPITALS
HOLIDAY
LONG STAY
SHOPPING

:: NORTH ::
KAMPHAENGPHET
PHITSANULOK
SUKHOTHAI
PHETCHABUN
TAK
PHICHIT
UTTARADIT
PHRAE
CHIANGRAI
MAEHONGSON
CHIANGMAI
PHAYAO
NAN
LAMPANG
LAMPHUN
UTHAITHANI
NAKHONSAWAN
:: NORTH EAST ::
KALASIN
CHAIYAPHUM
KHONKAEN
KORAT
NAKHONPHANOM
BURIRAM
MAHASARAKHAM
YASOTHON
ROIET
LOEI
SISAKET
SAKONNAKHON
SURIN
NONGKHAI
UDONTHANI
NONGBUALAMPHU
UBON
MUKDAHAN
AMNARTCHAROEN
:: EAST ::
CHONBURI
RAYONG
CHANTHABURI 
TRAT
:: CENTRAL ::
PHETCHABURI
SAMUTSAKHON
SAMUTSONGKHRAM
SAMUTPRAKAN
PRACHUAP
BANGKOK
NONTHABURI
PATHUMTHANI
NAKHONNAYOK
AYUTTHAYA
LOPBURI
SARABURI
SINGBURI
ANGTHONG
CHAINAT
NAKHONPATHOM
SUPHANBURI
RATCHABURI
KANCHANABURI
CHACHOENGSAO
PRACHINBURI
SAKAEO
:: SOUTH ::
CHUMPHON
RANONG
SURATTHANI