ประเพณีลอยกระทงสาย
ไหลประทีปพันดวง
ถือเป็น
ประเพณีของชาวเมืองตากที่นำวิถีชีวิตของบรรพชนมาผสมผสานเข้ากับความเชื่อ
และหลักศาสนา
ซึ่งเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษได้ปลูกฝังและถ่ายทอดมาสู่จิตสำนึกของลูกหลานไทยมาแต่บรรพกาล
ก่อให้เกิดประเพณีที่ร้อยรักรวมใจของคนเมืองตากให้เป็นหนึ่งเดียว
ในอดีต
ชาวเมืองตากจะมีถิ่นอาศัยอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำปิง
วิถีชีวิตของชาวตากจึงมีความผูกพันกับสายน้ำที่เปรียบเสมือนสายโลหิตที่หล่อเลี้ยงชาวเมืองตากมานานหลายชั่วอายุคน
จากความกตัญญูรู้คุณต่อสายน้ำ
ก่อให้เกิดประเพณีที่แสดงออกถึงความกตัญญู
ในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองชาวเมืองตากได้จัดให้มีการลอยกระทงขึ้น
ประเพณีลอยกระทงสาย
ไหลประทีปพันดวง
เกิดจากการร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านในหมู่บ้านในการดำเนินกิจกรรม
อันเป็นความเชื่อในการจัดทำกระทงนำไปลอย
เพื่อบูชารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า
อีกทั้งยังเป็นการลอยทุกข์โศกโรคภัยให้พ้นไปจากตนเอง
และขอขมาที่ได้อาศัยแม่น้ำและทิ้งของเสีย
ถ่ายเทสิ่งปฏิกูลลงแม่น้ำปิง
โดยใช้โอกาสนี้ในการพบปะพูดคุย
จัดกิจกรรมรื่นเริงภายในหมู่บ้านอีกด้วย
เมื่อถึงวันเพ็ญเดือนสิบสอง
ชาวเมืองตากทุกครัวเรือนจะนำด้ายดิบ
(ด้ายที่ปั่นมาจากฝ้าย)
มาฟั้น ด้วยแต่ละเส้น
จะประกอบด้วยด้ายเส้นเล็กๆ
จำนวน 9 เส้น
จากนั้นจะนำด้านที่ฟั้นเสร็จแล้วมาวัดตามความยาวของแขนที่กางออกทั้งสองข้างของสมาชิกภายในบ้านทุกคน
เรียกว่า วัดวา
แล้วเด็ดออก
ด้ายแต่ละเส้นจึงมีความยาวไม่เท่ากันแล้วแต่ว่าผู้วัดจะมีความยาวของแขนเท่าไร
จากนั้น
นำด้ายที่วัดวาแล้วมาวัดที่ศรีษะของผู้เป็นเจ้าของด้ายเส้นนั้น
เมื่อวัดรอบศรีษะได้เท่าใดก็ให้เด็ดออก
จากนั้นนำด้ายที่วัดรอบศีรษะที่เด็ดออกมามัดต่อเข้ากับด้ายเส้นเดิม
การกระทำเช่นนี้เป็นความเชื่อของผู้เท่าผู้แก่
ถือว่าเป็นการต่ออายุให้กับตนเอง
ด้ายฟั่นที่เหลือจากการวัดวาก็จะนำมาทำฟั่นให้เป็นรูปตีนกา
มีจำนวนเท่ากับสมาชิกในครอบครัว
หรือมากกว่านั้นก็ได้ตามแต่ศรัทธา
ต่อจากนั้นจึงนำด้ายทุกเส้นและตีนกา
มาแช่ในน้ำมะพร้าว
การทำตีนกาเป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมาว่า
แสงไฟจากตีนกาจะเป็นการบูชาแม่กาเผือกของพระพุทธเจ้า
5 พระองค์ ตามตำนวนเล่าว่า
มีเณรน้อยผู้ชอบเที่ยวซุกซนองค์หนึ่ง
มีนิสัยชอบล่าสัตว์
ยิงนก
ตกปลาอยู่เป็นประจำ
วันหนึ่งได้ยิงไก่, วัว,
เต่า และพญานาคตาย
แต่ก่อนสัตว์เหล่านั้นจะตายเณรน้อยได้เกิดสำนึกในบาปที่ตนได้ล่าสัตว์และทรมานสัตว์เหล่านั้น
จึงได้อธิษฐานร่วมกับไก่,
วัว, เต่า และพญานาคว่า
ถ้าเกิดในชาติหน้าขอให้ได้เกิดเป็นพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน
ณ
ริมฝั่งแม่น้ำ
มีต้นไทรใหญ่อยู่ต้นหนึ่งเป็นที่อยู่ของกาเผือกสองผัวเมีย
ซึ่งได้ออกไข่มา 5 ฟอง
อยู่มาวันหนึ่ง
ขณะที่กาเผือกสองผัวเมียออกไปหาอาหารได้เกิดท้องฟ้ามือครึ้ม
มีลมพายุพัดอย่างแรง
ทำให้ไข่กาเผือกทั้ง 5
ฟอง ลอยตกลงไปในแม่น้ำ
แต่ไข่นั้นหาจมน้ำไม่
กลับลอยไปติดที่ชายหาดแห่งหนึ่งและไข่ทั้ง
5 ฟอง ก็แตกออกเป็นทารก 5
คน ทารกทั้ง 5 คนนั้น คือ
เณรน้อย, ไก่, วัว, เต่า
และพญานาค
ที่กลับมาเกิดนั่นเอง
ทารกทั้ง 5 คน
ได้พากันอธิษฐานร่วมกันว่า
ถ้าตนทั้ง 5
ได้เป็นพี่น้องร่วมท้องเดียวกันก็ขอได้มีโอกาสพบพ่อแม่ด้วยเถิด
ฝ่ายกาเผือกสองผัวเมียเมื่อตายลงก็ไปเกิดเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์
ได้เข้าฝันทารกทั้ง 5 ว่า
"หากเจ้าทั้ง 5 คน
อยากเห็นหน้าและระลึกถึงพ่อแม่
ก็จงฟั่นด้ายเป็นรูปตีนกา
แล้วลอยแม่น้ำคงคาไป"
ทารกทั้ง 5 จึงทำตาม
และต่อมาทั้ง 5 คน
ได้บำเพ็ญตนจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์เป็นพระพุทธเจ้าทั้ง
5 พระองค์

การลอยกระทงสายของชาวเมืองตากทุกวันเพ็ญเดือนสิบสอง
จึงมีการฟั้นด้ายเป็นรูปตีนกา
เพื่อขอบูชาแม่กาเผือกของพระเจ้า
5 พระองค์
ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาถึงทุกวันนี้
ในเวลาพลบค่ำ
ชาวบ้านแต่ละครัวเรือก็จะนำด้ายวัดวา
รวมทั้งตีนกาที่แช่น้ำมันมะพร้าว
พร้อมด้วยกระทงที่จะนำไปลอยตามจำนวนสมาชิกในครัวเรือนและดอกไม้ธูปเทียน
ไปที่วัดภายในหมู่บ้าน
เพื่อนำด้ายที่วัดวาไปพาดบนคานไม้
แล้วจุดไฟที่ด้ายของแต่ละคน
ส่วนตีนกาที่เตรียมมาด้วยก็จะนำไปวางพบถ้วยดินเผา
ซึ่งเรียกว่า "ถ้วยประทีป"
นำน้ำมันมะพร้าวใส่ลงไป
การใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นเชื้อเพลิงนั้น
นับเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่นำสิ่งที่ได้จากธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์
ซึ่งน้ำมันมะพร้าวจะมีกลิ่นหอม
มีควันน้อยเมื่อจุดไฟ
การจุดไฟที่ด้ายและตีนกาถือเป็นความเชื่อของชาวบ้านที่ว่า
แสงไฟจะสร้างความสว่างไสวให้กับชีวิตของตนเอง
นอกจากฟั้นด้ายและตีนกาแล้ว
แต่ละครัวเรือนจะเตรียมทำกระทงเพื่อใช้ลอยขอขมาแม่พระคงคา
ด้วยการนำกาบกล้วยหรือกาบพลับพลึงมาเย็บเป็นกระทง
ใช้ธูปพันด้วยด้ายชุบน้ำมันมะพร้าวเป็นเชื้อเพลิง
และมีการจัดแพ "ผ้าป่าน้ำ"
ที่ทำด้วยต้นกล้วยตกแต่งด้วยดอกไม้
ธูปเทียน และธงหลากสี
ซึ่งตัดตกแต่งเป็นลวดลายอย่างงดงามจากกระดาษแก้ว
ใส่หมากพลู บุหรี่ ขนม
ผลไม้ และเศษสตางค์
เพื่อเป็นพุทธบูชา
แม่พระคงคาในสายน้ำปิง
เมื่อเสร็จพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว
ชาวบ้านก็จะเริ่มร้องรำทำเพลงเป็นที่สนุกสนาน
และไปร่วมลอยกระทงกันที่ริมฝั่งแม่น้ำ
หลังจากนั้นจะมีผู้เฒ่าผู้แก่เป็นผู้นำในการกล่าวคำขอขมา
และนำแพผ้าป่าน้ำ ลงลอย
ต่อจากนั้นชาวบ้านก็จะนำกระทงที่เตรียมมาลงลอย
ต่างคนก็ต่างปล่อยกระทงของตนเอง
จากกระทงหนึ่งใบเป็นสอง
สาม สี่
จำนวนกระทงจะค่อยๆ
เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
สร้างสรรค์ความงดงามในลำน้ำผสมผสานกับเสียงร้องรำทำเพลง
เสียงดนตรีของกลุ่มชาวบ้าน
สร้างความคึกครื้นและความบันเทิงที่ไม่เหมือนที่แห่งใดในประเทศไทย
นับเป็นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน
ก่อเกิดความรัก
ความสามัคคี
และความศรัทธา

ปัจจุบัน
การลอยกระทงสายจะใช้กระทงกะลามะพร้าว
แทนกระทงที่ทำจากกาบกล้วยและกาบพลับพลึง
เนื่องจากการดำเนินชีวิตของชาวเมืองตากที่มีการทำไส้เมี่ยงเป็นอุตสาหกรรมภายในครัวเรือน
และเมี่ยงเป็นอาหารว่างที่คนเมืองตากนิยมรับประทานกัน
นอกจากนั้น
ยังเป็นสินค้าพื้นเมืองที่เป็นที่นิยมในภาคเหนืออีกด้วย
เนื่องจากไส้เมี่ยงมีมะพร้าวเป็นส่วนประกอบสำคัญ
เมื่อขูดเอาเนื้อมะพร้าวออกหมดแล้ว
กะลามะพร้าวจึงเป็นวัสดุเหลือใช้
และสามารถนำมาเป็นวัสดุในการทำกระทง
เพื่อนำมาลอยในคืนเพ็ญเดือนสิบสอง
โดยมีการนำแพผ้าป่าน้ำมาลอยเป็นกระทงนำ
และจะมีกระทงปิดท้าย
เพื่อเป็นการบ่งบอกถึงการสิ้นสุดการลอยกระทงสายแต่ละสาย
ในการลอยกระทงสายจะมีการร้องรำทำเพลงประกอบด้วย

สำหรับ
"ประทีปพันดวง"
หรือที่เรียกว่ากระทงสายก็คือ
กระทงจำนวน 1,000
กระทงนั่นเอง
เหตุที่ต้องใช้กระทงจำนวนมาก
ก็เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและสวยงาม
ประเพณีลอยกระทงสาย
เดิมจัดเฉพาะในหมู่บ้านหรือชุมชนต่างๆ
เท่านั้น
ต่อมาเทศบาลเมืองตากได้มีการฟื้นฟูประเพณีดังกล่าวขึ้นมา
เพื่อให้ประเพณีลอยกระทงสาย
เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดตาก
และได้เชิญชวนชาวบ้านจากชุมนุมต่างๆ
จัดส่งกระทงสายเข้าประกวดตั้งแต่ปีพุทธศักราช
2532 เป็นต้นมา ต่อมาในปี
พุทธศักราช 2540
ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ
จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
โปรดเกล้าฯ
พระราชทานถ้วยรางวัลสำหรับทีมชนะเลิศในการประกวดกระทงสาย
และในปี พุทธศักราช 2541
ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ
โปรดเกล้าฯ
พระราชทานพระประทีป
สำหรับอัญเชิญลงลอยเป็นกระทงนำ
ในวันเปิดงานลอยกระทงสาย
ไหลประทีป 1,000 ดวง
เพื่อเป็นสิริมงคลแก่งาน
และในปี พุทธศักราช 2544
ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ
จากสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ
โปรดเกล้าฯ
พระราชทานพระประทีปร่วมลอยด้วย

**** ขอขอบคุณข้อมูลจากองค์การบริหารส่วนตำบลจังหวัดตาก http://www.takcity.org
****
วันนี้หมูหิน.คอม
เราพาเที่ยวงานลอยกระทง
3 งานซ้อนเลยครับ
ประกอบด้วย
งานลอยกระทงสุโขทัย
ลอยกระทงสายตาก
และลอยกระทงที่เชียงใหม่ครับ
งานประเพณีลอยกระทงสายจังหวัดตาก
เรามาเริ่มกันด้วยลอยกระทงสายกันก่อนนะครับ
งานประเพณีลอยกระทงของไทย
งานประเพณีลอยกระทงนั้นมีมาแต่โบราณกาล
โดยมีคติความเชื่อว่าเป็นการบูชาขอขมาต่อแม่พระคงคา
เป็นการสะเดาะเคราะห์
การบูชาพระเจ้าในศาสนาพราหมณ์
และการบูชารอยพระพุทธบาท
การลอยกระทงจะนิยมทำกันในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองของทุก
ๆ ปี
เป็นช่วงที่น้ำในแม่น้ำลำคลองจะขึ้นสูงและมีอากาศเย็น
ในตามพระราชนิพนธ์พระราชพิธีสิบสองเดือน
และตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ได้กล่าวว่า
นางนพมาศ
หรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์
พระสนมเอกในพระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัย
เป็นผู้ริเริ่มประดิษฐ์กระทงสำหรับลอยประทีปเป็นรูปดอกบัวบานขึ้น
เป็นแบบที่คนทั่วไปนิยมจัดทำสืบทอดต่อกันมา
นอกจากนั้นในศิลาจารึกหลักที่
1 ยังได้กล่าวถึง
งานเผาเทียน เล่นไฟ
ของกรุงสุโขทัยไว้ด้วยว่า
เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย
ทำให้ผู้รู้ทั้งหลายสันนิษฐานตรงกันว่า
งานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทงอย่างแน่นอน
งานประเพณีลอยกระทง
เป็นงานประเพณีโบราณที่เก่าแก่ของไทย
แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่ชี้ชัดว่าทำกันมาตั้งแต่เมื่อไร
แต่เท่าที่ปรากฏ
พบว่ามีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานีและในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสันนิษฐานว่า
เดิมทีเห็นจะเป็นพิธีของพราหมณ์ใช้ในการกระทำเพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้าทั้งสาม
คือ พระอิศวร พระนารายณ์
และพระพรหม
ต่อมาได้ถือตามแนวทางพระพุทธศาสนา
มีการชักโคมเพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุพระจุฬามณีในชั้นดาวดึงส์
และลอยโคมเพื่อการบูชารอยพระพุทธบาท
ซึ่งประดิษฐาน ณ
หาดทรายแม่น้ำนัมมทา
ในสมัยสุโขทัย
นางนพมาศพระสนมของพระร่วงได้คิดทำกระทงถวายเป็นรูปดอกบัวและรูปต่าง
ๆ ให้ทรงลอยตามสายน้ำไหล
พระร่วงเจ้าทรงพอพระราชหฤทัยกระทงดอกบัวของนางนพมาศมาก
จึงโปรดให้ถือเป็นเยี่ยงอย่าง
และปฏิบัติสืบต่อกันมา
จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาและสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ด้วยเหตุนี้
กระทงรูปดอกบัวจึงปรากฏมาจนทุกวันนี้
แต่เปลี่ยนชื่อเรียกว่า
"ลอยกระทงประทีป"
ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 4
ได้ทรงตัดพิธีต่าง ๆ
ที่เห็นว่าสิ้นเปลืองออก
ต่อมาในรัชกาลที่ 5
และรัชกาลที่ 6
ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีนี้อีก
ปัจจุบันนี้
การลอยพระประทีปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงกระทำเป็นการส่วนพระองค์ตามพระราชอัธยาศัย
แต่พิธีของชาวบ้านยังคงทำกันอยู่เป็นประจำตลอดมา
|